ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 425 เยี่ยมญาติ (2)
ตอนที่ 425 เยี่ยมญาติ (2)
ตอนที่ 425 เยี่ยมญาติ (2)
ณ สำนักงานบริหารที่ตั้งอยู่ในกลางเมือง เมื่อมาถึงสถานที่ราชการของมณฑลชิงหนิว หยุนลี่เต๋อจึงเดินลงจากเกวียนและเดินไปเคาะประตูอยู่ครู่ใหญ่ ไม่นานชายชราร่างผอมแห้งก็เดินมาเปิดประตู
“ท่านลุง” หยุนลี่เต๋อตะโกนถาม “ที่นี่คือสำนักงานบริหารของมณฑลชิงหนิวใช่หรือไม่ขอรับ?”
ชายชราร่างกายซูบผอมเงยหน้ามองหยุนลี่เต๋อก่อนพยักหน้า
“เจ้าเมืองที่นี่แซ่หยุนใช่หรือไม่?” หยุนลี่เต๋อถามอีกครั้ง
ชายชราลงหรี่ตาลงพลางมองสำรวจอีกฝ่ายและพยักหน้าอีกครั้ง
“เจ้าเมืองหยุนลี่จงเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของข้า ข้าได้รับจดหมายจากเขาจึงเดินทางจากบ้านเกิดที่มณฑลอันผิงมาเยี่ยมญาติที่นี่” หยุนลี่เต๋อกล่าวด้วยวาจาสุภาพ “รบกวนผู้เฒ่าไปแจ้งเขาให้ข้าที”
เมื่อได้ยินว่าคนตรงหน้ากล่าวอ้างว่าตนเป็นน้องชายแท้ ๆ ของท่านเจ้าเมืองชายชราจึงรีบประสานมือพลางโค้งคำนับพร้อมส่งเสียง “อา… อา”
เขาเป็นใบ้
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“ท่านทั้งสองเป็นญาติของเจ้าเมืองจริงด้วย” ชายผู้ขับเกวียนฉีกยิ้มขณะช่วยยกสัมภาระออกจากเกวียน
“ตลอดการเดินทางต้องลำบากน้องชายแล้ว” หยุนลี่เต๋อรับห่อผ้าพลางล้วงเศษเงินออกมาจากอกเสื้อ ชายหนุ่มหัวเราะพร้อมยื่นมือออกไปรับเงิน จากนั้นกระโดดขึ้นเกวียนแล้วกล่าวลา
ไม่นานแม่นางจ้าวที่สวมชุดสีเขียวและสีแดงก็เดินออกมาต้อนรับ สาวใช้ร่างบางผู้หนึ่งเดินตามนางมาเช่นกัน เมื่อเห็นหยุนลี่เต๋อและหยุนเชวี่ย แม่นางจ้าวจึงเลิกคิ้วก่อนยิ้มตาหยีและกล่าวทักทาย “โอ้ น้องรองและเชวี่ยเอ๋อมาถึงแล้ว สะใภ้รองไม่มาด้วยหรือ ไยข้าถึงไม่เห็นนาง?”
“ท่านแม่จำต้องอยู่ดูแลบ้านจึงไม่สามารถมาเยี่ยมชมโลกภายนอกด้วยกันได้เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกะพริบตาพลางมองชุดของแม่นางจ้าว นางสวมกระโปรงผ้าต่วนสีแดง ผ้ารัดเอวสีฟ้า ตรงเอวมีพู่แขวนอยู่ นี่เพิ่งจะเข้าสู่เดือนที่สามของฤดูใบไม้ผลิ ทว่ากลับถือพัดปักลายไว้ในมือ ขณะที่กำลังกล่าวทักนางอยู่นั้น นางก็โบกพัดในมือเบา ๆ พลางวางท่าเป็นฮูหยินใหญ่
“แม่ของเจ้าขยันขันแข็งเสียจริง ครอบครัวของเจ้ามีฐานะต่างจากเมื่อก่อนแล้ว แต่เหตุใดถึงยังปักหลักอยู่ในที่กันดารเช่นนั้นเล่า?” แม่นางจ้าวเบ้ปากพลางเรียกสาวใช้ที่เดินตามนางมา “หงอวี้ พานายท่านรองเข้าไปในเรือน”
สาวหญิงรับใช้ผู้นั้นนับว่าฉลาดเฉลียว นางค้อมตัวเล็กน้อยพลางขานรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “นายท่านรอง คุณหนู เชิญเข้าไปพักผ่อนด้านในเจ้าค่ะ”
แม้ว่ามณฑลชิงหนิวไม่ใช่มณฑลที่มั่งคั่ง ทว่าสำนักงานบริหารของหยุนลี่จงกลับถูกตกแต่งอย่างพิถีพิถัน หลังจากเดินผ่านประตูด้านหลังเข้ามาจะพบกับสวนดอกไม้ ภายในสวนมีศาลาสองหลัง ด้านหน้าจะเป็นทางเดินที่พาดผ่านลานหน้าบ้าน ภายในลานถูกปูด้วยกระเบื้องพื้นหินปูนเรียบหรู ทั้งยังเลี้ยงปลาหลีฮื้อและมีดอกบัวหลายดอกบานสะพรั่งในบ่อปลาอย่างสวยงาม ขณะที่เรือนหลังใหญ่เปิดโล่งโปร่งสบาย
“เรือนหลังนี้ไม่ใหญ่ไปกว่าลานเรือนในชนบทหรอก แต่เมื่อรวมพื้นที่ทั้งลานและตัวเรือนเข้าด้วยกันกลับกว้างขวาง ฉะนั้นการเรียกบ่าวรับใช้กว่ายี่สิบคนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย” แม่นางจ้าวเชิดคางพลางมองหยุนเชวี่ยเอ๋อและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเดินตามพ่อของเจ้าไปสิ อย่าเดินเพ่นพ่าน”
สิ้นคำ หยุนเยว่และหยุนหรงสองพี่น้องก็เดินออกมาจากห้องของพวกนาง ทั้งสองคนเชิดคางขึ้นพลางปรายตามองหยนุเชวี่ยพร้อมเผยท่าทีหยิ่งผยองราวกับคุณหนูผู้สูงส่งขณะยกยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน
“พี่สาว ดูสิ ยัยเด็กบ้านนอกมาแล้ว” หยุนหรงเลียนแบบท่าทางของคุณหนูตระกูลขุนนาง นางใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่งขณะกล่าวออก ทว่าน้ำเสียงกลับอัดแน่นไปด้วยความเหยียดหยาม “นางมาได้อย่างไร? ดูสีเสื้อผ้าของนางสิ น่าเกลียดจะตายไป”
หยุนเยว่ไม่ได้พูดมากเช่นหยุนหรง นางเบือนหน้าไปกระซิบกับหยุนหรง ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางกล่าวคำใด พริบตาเดียวหยุนหรงก็ส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาทันที “เด็กบ้านนอกก็คือเด็กบ้านนอก ไม่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อน” จากนั้นสองพี่น้องก็จับมือกันก่อนเดินผ่านไปยังสวนหลังเรือน
แม่นางจ้าวทำทีราวกับไม่ได้ยินเสียงของลูกสาว นางกำชับหงอวี้ว่า “ยังไม่รีบไปชงชาให้นายท่านรองอีก เจ้าจงชงชาชั้นเลิศที่ถูกส่งมาจากท่านขุนนางหลี่ให้นายท่านรองได้ลิ้มลองรสชาติ”
“เจ้าค่ะ” หงอวี้ตอบรับพลางกล่าวกระซิบ “ฮูหยิน ท่านเก็บชาเหล่านั้นไว้ในตู้ของท่านเจ้าค่ะ”
“…”
แม่นางจ้าวไม่กล่าวคำใด
“พี่สะใภ้ไม่ต้องเกรงใจหรอก” หยุนลี่เต๋อรีบโบกมือปฏิเสธ “ครอบครัวของเราไม่ใส่ใจเรื่องพิธีรีตองเหล่านั้น พี่ใหญ่เขียนจดหมายบอกข้าว่าท่านพ่ออาการทรุดหนัก ให้แม่นางผู้นี้พาข้าไปเยี่ยมท่านพ่อเถิด”
“…” หงอวี้เหลือบมองแม่นางจ้าว
“สองวันมานี้อากาศเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน ท่านพ่อเพียงรู้สึกหนาว เขาไม่เป็นอะไรมากหรอก… น้องรอง เจ้าเดินทางมาไกลยิ่งนัก เข้าไปพักผ่อนในห้องสักหน่อยเถิด”
“พี่สะใภ้…”
“หยุดพูดเถอะเจ้ารอง รีบเข้าห้องไปเสีย” แม่นางจ้าวโบกมือขึ้นห้ามก่อนตะโกนสั่งการบ่าวรับใช้ที่กำลังให้อาหารปลาในเรือน “อาเชิง เหตุใดจึงยังยืนอ้ำอึ้งอยู่ รีบยกสัมภาระของนายท่านรองไปไว้ในห้องรับรองทางทิศเหนือ”
“ขอรับ ฮูหยิน!” เด็กรับใช้ที่ชื่ออาเชิงวิ่งเข้ามารับห่อผ้าในมือของหยุนลี่เต๋อ
“พี่สะใภ้ อย่ารีบร้อน…”
“เก็บกวาดห้องที่ใหญ่ที่สุดสองห้องในทิศเหนือให้เรียบร้อย… จริงสิ ฉวยโอกาสตอนฟ้าสางนำผ้าห่มผืนใหม่ออกมาตากแดดให้หมด…” หลังจากสั่งการเสร็จ แม่นางจ้าวก็ปรายตามองหงอวี้ “มัวแต่ยืนอ้ำอึ้งเพื่ออะไร ไปชงชาเสีย”
…
ห้องโถงใหญ่ในเรือนหลังนั้นสว่างยิ่งนัก มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่ามันถูกบูรณะขึ้นใหม่ ตรงกลางห้องมีรูปกระเรียนขาวแขวนอยู่ โต๊ะและเก้าอี้ไต้ซือถูกวางไว้ข้างล่างรูปภาพ เหนือภาพวาดมีแผ่นโลหะสลักคำว่า ‘เมฆสีม่วงปรากฏที่ทิศตะวันออก*’
*เมฆสีม่วงปรากฏที่ทิศตะวันออก หมายความว่าสิ่งอันเป็นมงคลลอยมาทางทิศตะวันออก
หยุนเชวี่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านล่างภาพวาดพร้อมแกว่งเท้าทั้งสองข้างไปมา ขณะมองหงอวี้ยกถ้วยชาให้นางอย่างนอบน้อมก่อนกะพริบตาปริบ ๆ “ท่านป้า เรือนของท่านช่างกว้างขวางเสียจริง”
“เจ้าพูดถูก” แม่นางจ้าวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหลักยกถ้วยชาขึ้นเป่าช้า ๆ “นี่เป็นจวนของท่านเจ้าเมือง จวนแห่งนี้ใหญ่โตกว่าบ้านผุพังที่บ้านนอกเสียอีกใช่หรือไม่?”
หยุนเชวี่ยพยักหน้าก่อนถามต่อ “ท่านป้า เรือนใหญ่โตเพียงนี้ การซ่อมแซมแต่ละครั้งคงสูญเงินไปมากมายกระมัง?”
“ลุงใหญ่ของเจ้าเป็นถึงเจ้าเมืองมณฑลชิงหนิว มันจึงเป็นเรื่องปกติที่เจ้าเมืองจะอาศัยอยู่ในเรือนที่โอ่อ่าเช่นนี้ อีกอย่างเรื่องเงินสำคัญด้วยหรือ?” แม่นางจ้าวเลิกคิ้วขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“บ้านใหม่เอี่ยมเช่นนี้ ท่านลุงไม่ต้องจ่ายเงินหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเบิกตากว้าง
แม่นางจ้าวเหยียดยิ้ม “แม่นางน้อย เจ้าไม่เคยเผชิญโลกภายนอกแม้แต่ครั้งเดียว ลุงใหญ่ของเจ้าเป็นขุนนางที่มียศสูงที่สุดในชิงหนิว ผู้คนในมณฑลนี้ต่างประจบประแจงเขา เจ้าเห็นโต๊ะและเก้าอี้ชุดนี้หรือไม่? มันทำด้วยไม้มะฮอกกานีและถูกส่งมาโดยหวังเซียงจากหมู่บ้านทางทิศใต้”
“อ้อ…” หยุนเชวี่ยมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตางุนงง ขณะที่หยุนลี่เต๋อขมวดคิ้วพลางกล่าวด้วยความลังเล “พี่สะใภ้ ข้าเองก็ไม่เข้าใจเรื่องของขุนนางเช่นกัน แต่พี่ใหญ่… เพิ่งเข้ารับตำแหน่งไม่นาน เขา…”
เมื่อแม่นางจ้าวเห็นท่าทางที่ต้องการพูดอะไรบางอย่างของหยุนลี่เต๋อ นางจึงเลิกคิ้วขึ้น “มีอะไรหรือ? อย่าหาว่าข้าใจร้ายเลย… เจ้ารอง ตั้งแต่ครอบครัวของเจ้าหาเงินได้เพียงน้อยนิด เจ้าก็ไม่ใจกว้างดังเช่นเมื่อก่อน แต่ตอนนี้เจ้ากลับพูดจาถ่อมตน”