ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 430 แผนการใช้สตรีงาม
ตอนที่ 430 แผนการใช้สตรีงาม
ตอนที่ 430 แผนการใช้สตรีงาม
โชคดีที่ประตูจวนฝั่งด้านในตรอกยังเปิดอยู่ ชายชราผู้เฝ้าประตูหันมองหยุนเชวี่ยอย่างเชื่องช้า แต่แล้วจู่ ๆ พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเปล่งเสียงร้อง “อ๊า… อ๊า…” ทันที พร้อมยื่นมือออกไปไขว่คว้าร่างนางไว้ ทว่าหยุนเชวี่ยเบี่ยงตัวหลบได้และวิ่งตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวลมกระโชก
ด้านนอกเรือนมีเด็กรับใช้สองคนเฝ้าอยู่ด้านข้าง คนหนึ่งผอมสูง อีกคนเตี้ยล่ำเล็กน้อย ทั้งสองคนเห็นหยุนเชวี่ยวิ่งพุ่งตรงมาราวพายุไฟก็หันมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนใช้ร่างกายตนเองบังประตูเรือนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ไสหัวไปซะ!” หยุนเชวี่ยตวาดด้วยความโกรธจัด นางกดขนมน้ำตาลทรายแดงในมือลงบนใบหน้าของคนคนหนึ่ง คนผู้นั้นไม่ทันตั้งตัว ถูกห่อขนมน้ำตาลทรายแดงที่ยังร้อน ๆ กดลงตรงกลางใบหน้า ได้แต่ร้องโอดโอย งอตัวหลบ และยกมือขึ้นปิดหน้าไว้
เด็กรับใช้ที่ตัวเล็กกว่าเห็นดังนั้นก็คิดจะอ้อมไปจับตัวนางจากด้านหลัง หยุนเชวี่ยเบี่ยงเอวหลบได้อย่างหวุดหวิด จนชนเข้ากับสระดอกไม้ ครั้นเหลือบไปเห็นก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามืออยู่ในสระนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบมันขึ้นมาทุ่มใส่หัวเขาโดยยั้งมือไม่ให้ออกแรงเกินไป
เด็กรับใช้คนนั้นอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ยังไม่ทันได้สติรู้ตัว เลือดสีแดงฉานก็ไหลลงอาบแก้มเสียแล้ว
หงอวี้เห็นดังนั้นแล้วตื่นตระหนกไม่น้อย ขนมน้ำตาลทรายแดงที่เพิ่งกัดกินเข้าไปเพียงสองคำร่วงหล่นลงบนพื้น “อา… อากวานเอ๋อ?! คุณหนู ท่าน… ท่านทำอะไรลงไป?”
อย่างไรเสียพวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นเด็กอายุสิบกว่าปีเท่านั้น แค่เห็นเลือดก็ตกใจกลัวจนทำสิ่งใดไม่ถูก รอจนเด็กรับใช้อีกคนได้สติกลับคืนมา ก็ตะโกนว่า “หยุดนางไว้ ขวางนางไว้!” ส่วนหยุนเขวี่ยกำลังถีบเข้าที่ประตูห้องโดยแรง
“ครึก…” เสียงหนึ่งดังขึ้น ประตูยังไม่ถูกเปิดออก คงเป็นเพราะถูกลงกลอนจากภายใน
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ!” หยุนเชวี่ยทั้งร้อนใจทั้งโมโห ออกแรงถีบประตูอีกสองครั้งทว่าไม่เป็นผล นางตัดสินใจวิ่งไปเข้าทางหน้าต่างหลังเรือนอย่างเด็ดเดี่ยว
ปกติแล้วเรือนที่อยู่กลางลานบ้านจะไม่นิยมลงกลอนจากภายใน เมื่อออกแรงผลักก็เปิดกว้างออกได้อย่างไม่ยากเย็น หยุนเชวี่ยผลักบานหน้าต่างให้เปิดผางเต็มแรง ตะโกนเข้าไปด้านใน “หากกล้าแตะต้องร่างกายท่านพ่อของข้าแม้แต่ปลายเล็บ ข้าจะเอาชีวิตเจ้า!”
ยังไม่ทันกล่าวจบ นางเห็นภาพเหตุการณ์ภายในห้องได้อย่างชัดเจน
หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งสวมเสื้อผ้าเพียงครึ่งท่อนกำลังนั่งอยู่ข้างเตียง หันขวับกลับมามองหยุนเชวี่ยด้วยสายตาขลาดกลัว เมื่อมองดูรอบห้องแล้วหยุนเชวี่ยก็พอปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ ความโกรธจัดของนางแปรเปลี่ยนเป็นความกล้าหาญ นางคว้าขอบหน้าต่างไว้ก่อนจะเหวี่ยงตัวกระโดดเข้าไปในห้องทันที
“เจ้า… เจ้าจะทำอะไรน่ะ?!” หญิงสาวคนนั้นรีบดึงเสื้อผ้าของตนขึ้นปิดบังร่างกายตนเอง
หยุนเชวี่ยโยนหินที่เปื้อนคราบเลือดในมือทิ้งไปอีกทาง รีบกระชากลากเรือนผมของหญิงสาวอีกคนให้ลงไปนั่งอยู่ด้านล่างเตียงโดยแรง ก่อนจะหันไปคว้ากาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะ สาดน้ำชาที่เย็นชืดใส่ใบหน้าของหยุนลี่เต๋อเพื่อเรียกสติ
เปลือกตาของหยุนลี่เต๋อขยับเล็กน้อย
หญิงสาวคนนั้นตกใจกลัวความดุร้ายของหยุนเชวี่ย เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ดีแล้วก็คิดจะหลบหนี ทว่ามือยังไม่ทันแตะถึงกลอนประตู ก็ถูกหยุนเชวี่ยจิกผมจากด้านหลังและออกแรงทั้งหมดที่มีเหวี่ยงร่างของนางให้ล้มไปทับโต๊ะ
“กรี๊ด…” หญิงสาวกรีดร้อง
หยุนลี่เต๋อสะดุ้งเฮือก เขาตื่นขึ้นมาและค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง เขาลูบไล้ใบหน้าของตนเอง และเห็นว่าลูกสาวของตนกำลังกดหญิงสาวคนหนึ่งให้ราบไปกับโต๊ะภายในห้องอย่างบ้าคลั่ง เขาจึงร้องตะโกนห้ามปรามด้วยความสับสน “เชวี่ยเอ๋อ หยุดนะ! เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?!”
“ข้ากำลังทำอะไรอยู่งั้นหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยซึ่งอารมณ์กำลังเดือดพล่านถึงขีดสุดไม่ยอมปล่อยมือจากผมของหญิงสาว ก่อนโขกศีรษะนางลงบนโต๊ะสองครั้งติดกัน บังคับให้นางหันไปเผชิญหน้ากับหยุนลี่เต๋อ “ควรถามแม่นางผู้นี้มากกว่าว่านางทำอะไรลงไป!?”
ผมของหญิงสาวถูกหยุนเชวี่ยกระชากจนหลุดติดมือหลายเส้น ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปอยผมปรกลงมาบดบังไว้จนยุ่งเหยิง นางไม่ยอมพูดจา เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นประหนึ่งหัวใจจะแตกสลาย
‘ปัง! ปัง!’ มีคนจากด้านนอกพยายามถีบประตูเข้ามา
หญิงสาวผู้นั้นได้ยินก็รวบรวมแรงกายที่มีฮึดสู้ พร้อมตะโกนออกไปด้านนอก “ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย! มันจะฆ่าข้าแล้ว!”
“หุบปาก!” หยุนเชวี่ยหยิบกาน้ำชาขึ้นมาแล้วทุบมันเข้ากับขอบโต๊ะจนแตกกระจาย ใช้เศษชิ้นส่วนที่แหลมคมกดทับใบหน้าของนางไว้ ก่อนขู่อย่างรำคาญใจ “กล้าตะโกนอีกครั้ง ข้าจะกรีดหน้าเจ้าซะ!”
หญิงสาวเงียบกริบทันทีราวกับไก่ป่วย นางไม่กล้าเปล่งเสียงร้องไห้อีกต่อไป ได้แต่สะอึกสะอื้นอยู่ในลำคอจนตัวสั่น
เมื่อเห็นว่าพังประตูเข้าไปไม่ได้แน่แล้ว เด็กรับใช้ที่ถูกหยุนเชวี่ยกดขนมน้ำตาลทรายแดงร้อน ๆ ลวกหน้าก็เดินอ้อมไปด้านหลัง ทันทีที่เห็นสถานการณ์ภายในห้องก็ตกใจจนตะลึงลาน กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “เจ้า… เจ้าจะทำอะไรนาง!? ข้า… ข้าจะไปเรียกนายท่านและฮูหยินมาที่นี่…”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” หยุนเชวี่ยตวาดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “หากเจ้ากล้าเดินออกไปจากเรือนนี้ ไม่เพียงชีวิตของเจ้าเท่านั้น แต่ชีวิตต่ำต้อยของทั้งครอบครัวของเจ้าจะต้องมีอันขาดสะบั้น ท่านพ่อของข้าเป็นถึง ‘ผู้บังคับการทหารม้าอู่หลัว’ ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งจากองค์ฮ่องเต้โดยตรง หากไม่เคารพท่านพ่อข้า แม้แต่หยุนลี่จงที่เป็นเพียงขุนนางชั้นเก้าก็ไม่อาจปกป้องเจ้าไว้ได้”
เด็กรับใช้คนนั้นเพิ่งจะหมุนตัวกลับไปอีกทางได้ไม่นาน ได้ยินคำกล่าวนี้ก็ตกใจจนร่างชะงักค้าง
“เข้ามา!” หยุนเชวี่ยออกคำสั่ง
“…”
“ข้าบอกให้เข้ามา!”
เด็กรับใช้คนนั้นยังนึกลังเล เขาฟุบหน้าลงกับหน้าต่างทั้งที่ตัวสั่นเทิ้มก่อนจะปีนเข้าไปในห้อง ได้แต่ยืนตัวตรงทื่อไม่กล้าขยับเขยื้อนแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้ขุนนางหลี่มาเยี่ยมเยียนที่จวน เขาคอยปรนนิบัติน้ำชาอยู่ด้านข้าง ได้ยินชัดเจนเต็มสองหู นายท่านกล่าวกับขุนนางหลี่ว่านายท่านรองเคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากองค์ฮ่องเต้ มีทั้งความสามารถและเงินทอง รู้จักกับขุนนางชั้นสูงมากมาย ในฐานะที่เขาเป็นพี่ใหญ่หากคอยดูแลปรนนิบัติอย่างดี ต่อไปนี้อาจก้าวหน้าในยศตำแหน่งอย่างราบรื่นแน่นอน
บ่าวรับใช้ในจวนต่างรู้ดีว่าบางครั้งนายท่านก็ชอบกล่าวถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินตัว ในฐานะบ่าวไพร่เช่นพวกเขาไม่สนใจเรื่องของผู้เป็นนายมากนัก แต่วันนี้เมื่อเห็นคุณหนูของนายท่านรองมีนิสัยบ้าบิ่นไม่กลัวฟ้ากลัวดิน ทั้งยังมีความสามารถมากกระทั่งข่มขู่คนให้อยู่ภายใต้โอวาทได้ก็เชื่อถืออย่างสนิทใจ
“เชวี่ยเอ๋อ…” เส้นเอ็นและเส้นประสาทซึ่งอยู่ข้างขมับของหยุนลี่เต๋อกระตุกเกร็งเป็นระยะจนรู้สึกเจ็บปวด อ้าปากเรียกลูกสาวได้ไม่ทันไรกลับถูกนางถลึงตาใส่ราวดวงตาจะลุกเป็นไฟเสียให้ได้ ชายร่างสูงใหญ่ถึงแปดฉื่อเห็นแล้วให้นึกหวั่นเกรงจนกลืนคำพูดลงคอไปโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่?!” หยุนเชวี่ยผลักร่างหญิงสาวให้ลงไปกองกับพื้น “ข้าจะไม่พูดซ้ำเป็นหนที่สอง ตอนนี้ข้าถามเจ้า เจ้าต้องตอบตามความจริง หากกล้าโป้ปดมดเท็จแม้สักครึ่งคำ ข้าจับได้จะตัดลิ้นของเจ้าทิ้งซะ เข้าใจหรือไม่?!”
หญิงสาวผู้นั้นหมอบแทบฝ่าเท้าของหยุนเชวี่ย เงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความหวาดกลัว แวบหนึ่งก็สบตาเข้ากับสายตาเรียบเฉยเย็นชาของหยุนเชวี่ยพอดี จึงรีบละสายตาจากนางโดยพลัน
หยุนเชวี่ยก้มตัวลง มุมปากของนางกระตุกขณะแสยะยิ้ม “ข้าถามเจ้าว่าเข้าใจหรือไม่?”
สตรีนางนั้นพยักหน้าด้วยท่าทีแข็งกระด้าง เอ่ยตอบด้วยความหวาดกลัว “ข้า… ข้ากลัวว่านายท่านและฮูหยินจะลงโทษในภายหลัง…”
“หึหึ” หยุนเชวี่ยหรี่ตาลง “แล้วเจ้าหวาดกลัวการถูกลงโทษตำหนิหรือกลัวว่าจะถูกตัดลิ้นมากกว่ากัน? ไม่กลัวหรือว่าเรื่องนี้จะถูกโยงไปเกี่ยวพันกับพ่อแม่ผู้บริสุทธิ์และญาติพี่น้องในครอบครัวของเจ้า? ความอดทนของข้าไม่สูงนัก ฉะนั้นเจ้าไม่ควรพูดอ้อมค้อมให้ชักช้าเสียเวลา”
“ข้าจะ… ข้าจะ…” เมื่อได้ยินว่าโทษทัณฑ์นี้จะถูกโยงใยทำให้บิดามารดาพลอยเดือดร้อนไปด้วย หญิงสาวนางนั้นจึงยิ่งหวาดกลัว รีบเข้าไปกอดขาของหยุนเชวี่ยไว้พร้อมอ้อนวอนขอความเมตตา “ข้าจะพูดทุกอย่าง ข้าจะพูดทุกอย่าง ขอคุณหนูโปรดเมตตาไว้ชีวิตข้าและครอบครัวด้วยเถิดเจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่ของข้าอายุมากแล้ว…”
หยุนเชวี่ยชักขาออกจากการเกาะเกี่ยวของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ใช้เท้าเกี่ยวขาเก้าอี้มาใกล้แล้วนั่งลง
สตรีนางนั้นปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น “ใช่เจ้าค่ะ เป็นแผนการของนายท่านและฮูหยิน พวกเขาสั่งให้ข้ามาปรนนิบัตินายท่านรอง นายท่านยังบอกด้วยว่านายท่านรองเป็นขุนนางที่ฝ่าบาทพระราชทานตำแหน่งให้โดยตรง ภายในจวนยังมีราชโองการนั้นอยู่ หาก… หาก…”
“หากอะไร?”
“หากข้าสามารถปรนนิบัติอย่างดี ทำให้นายท่านรองพึงพอใจ ก็จะสามารถแต่งเข้าจวนของนายท่านรองได้ ต่อจากนี้จะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย นายท่านรองมีจิตใจที่ดี ดังนั้นเมื่อ…” นางเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างตะกุกตะกัก ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ
“เจ้าพูดให้ดี ๆ หน่อยได้หรือไม่?!” หยุนเชวี่ยใช้มือตบโต๊ะเสียงดังลั่น กระทั่งหญิงสาวสะดุ้งโหยง
“เมื่อนายท่านรองได้หลับนอนกับข้าแล้ว เขาจะต้องปฏิบัติต่อข้าอย่างดี รับข้าเข้าจวนเป็นอนุอย่างแน่นอน!” หลังจากหญิงสาวกล่าวจบ นางก็ซุกใบหน้าตนเองลงกับฝ่ามือทั้งสองข้าง ไหล่ของนางสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมาอีก ได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น