ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 431 เจ้าลูกเต่า!
ตอนที่ 431 เจ้าลูกเต่า!
ตอนที่ 431 เจ้าลูกเต่า!
สตรีนางนั้นร่ำไห้ด้วยความเสียใจ ทั้งอับอายและโกรธในความเขลาของตนเอง นางร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางเอ่ยว่า “ข้าเพียงอยากแต่งงานเข้าตระกูลที่ดี สามารถมีชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคตได้ ให้ท่านพ่อท่านแม่ของข้าติดตามข้าไปด้วย เพื่อที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเสียที ฮือ ฮือ…”
หยุนเชวี่ยมองไปที่หยุนลี่เต๋อด้วยสีหน้าเฉยชา
หยุนลี่เต๋อรู้สึกตกใจและสับสนในสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าของเขาที่ดำคล้ำเป็นทุนเดิมยิ่งแดงระเรื่อเข้าไปใหญ่ เมื่อเห็นลูกสาวของตนกำลังมองมาที่เขาอย่างนึกตำหนิ เขารีบก้มหน้าลงและชกหมัดใส่เตียงอย่างรุนแรง
“อายุยังน้อย แต่กลับคิดการใหญ่ทะเยอทะยานด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้! ไม่กลัวว่าพ่อแม่ของเจ้ารู้เรื่องทั้งหมดเข้าจะโกรธจนหัวใจวายตายหรอกรึ?!” หญิงสาวนางนั้นยังร้องไห้ฟูมฟายจนน้ำมูกและน้ำตาไหลมารวมกัน ทว่าหยุนเชวี่ยไม่อาจทำใจให้นึกสงสารนางได้
“แผนการทั้งหมดเป็นความคิดของนายท่านและฮูหยิน นายท่านกล่าวว่าครอบครัวของนายท่านรองไม่มีทายาทสืบสกุล มีเพียงบุตรชายคนเล็กคนหนึ่ง อีกทั้งเขายัง…” นางหมอบราบลงกับพื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น เมื่อรู้ตัวว่าคำพูดของตนเริ่มบานปลายจึงรีบหยุดชะงักทันที
“ยังอะไร?!” น้ำเสียงของหยุนเชวี่ยทวีความเย็นชาขึ้นหลายส่วน
“ยังเยาว์วัยนัก ทั้งยังเป็นคนโง่เง่า…” หญิงสาวนางนั้นขดตัวจนงองุ้มยิ่งกว่าเก่า ตัวสั่นงันงก ส่ายหน้าไม่หยุดหย่อน “ทั้งหมดนี้นายท่านเป็นคนบอกกล่าว ข้าไม่รู้ข้อเท็จจริงใดเลย”
“หึหึ นายท่านของเจ้ายังพูดอย่างไรอีก?”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
หญิงสาวนางนั้นกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ “เขายังบอกอีกว่า เด็กโง่ผู้นั้นไร้ความสามารถสืบทอดทรัพย์สินของครอบครัวได้ นายท่านรองมีทรัพย์สินในมือมหาศาล หากข้าแต่งเข้าตระกูลไปและสามารถคลอดบุตรชายให้กับนายท่านรอง วันข้างหน้าไม่ว่าเงินทอง กิจการร้านค้า หรือแม้แต่ที่ดินในครอบครองล้วนตกเป็นของข้าทั้งหมด…”
หยุนเชวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับแรงกระตุ้นภายในจิตใจไม่ให้ระเบิดคำหยาบคายต่อหน้าหยุนลี่เต๋อ
“เฮ้! เรื่องนี้ต้องโทษพ่อ! เป็นความผิดของพ่อ!” หยุนลี่เต๋อดึงทึ้งผมตัวเองอย่างบ้าคลั่ง “พ่อร่ำสุราหนักเสียจนขาดสติ! พ่อผิดเอง! ข้าทำผิดต่อเจ้าและท่านแม่ของเจ้า” เขาเอ่ยพลางลุกพรวดเหวี่ยงผ้าห่มไปด้านข้างและลุกขึ้นยืน “ไป! เก็บข้าวของทั้งหมดให้เรียบร้อย ไปลาท่านปู่ท่านย่าของเจ้าแล้วรีบออกไปจากจวนนี้เสีย!”
หยุนเชวี่ยได้ยินแล้วยิ่งขมวดคิ้ว “ท่านขาดสติจนทำเรื่องอย่างว่าลงไปจริงหรือ…”
ใบหน้าของหยุนลี่เต๋อแดงก่ำอีกครั้ง เขาก้มหน้างุดด้วยความอับอายและลำบากใจ เรื่องน่าละอายที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ทำให้เขารู้สึกว่านับแต่นี้ไปตนเองคงไม่มีความกล้าจะเผชิญหน้ากับลูกสาวของตนอีกต่อไปแล้ว ยิ่งคิดยิ่งอยากแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“เจ้าเองก็เป็นสาวรับใช้ในจวนนี้ด้วยงั้นหรือ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
หญิงสาวกัดริมฝีปากก่อนจะพยักหน้า แต่แล้วกลับส่ายหน้า
“ใช่หรือไม่ใช่กันแน่? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” หยุนเชวี่ยยิ่งใจร้อนไม่อดทนอีกต่อไป ใช้มือทุบโต๊ะไม่หยุด
“…”
“เจ้า!” หยุนเชวี่ยชำเลืองมองเด็กรับใช้ที่ยืนชิดติดอยู่ตรงกำแพงห้อง ใบหน้าของเขาซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวและตกใจ เขารีบยกมือขานรับ “ตัดลิ้นนางทิ้งไปซะ! ยิ่งนานยิ่งสงวนถ้อยคำ น่ารำคาญนัก!”
“คุณ… คุณหนู ข้า…” เด็กรับใช้แข้งขาอ่อนยวบ ไม่อาจยืนหยัดได้อีกต่อไปจนร่างกายไถลเลื่อนลงตามกำแพงมานั่งกองอยู่กับพื้น
“ข้าจะพูด ข้ายอมพูดแล้วเจ้าค่ะ! ข้าจะพูดทุกอย่าง! ได้โปรดอย่าตัดลิ้นข้าเลย!” หญิงสาวนางนั้นนอนฟุบหน้าร้องไห้อย่างน่าสังเวชยิ่งกว่าเก่า “ข้า… เดิมทีข้าเคยปรนนิบัติใกล้ชิดกับนายท่านสาม… นายท่านสามกล่าวว่าหลังจากนี้หากเด็กคลอดออกมา ให้ถือว่าเป็นลูกของนายท่านรอง…”
“เด็ก?” สายตาของหยุนเชวี่ยจับจ้องไปที่ท้องของอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นนางรู้สึกว่าวิสัยทัศน์ในแง่ดีของตนพลันแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี คงไว้เพียงวิสัยทัศน์แง่ลบในความไร้ยางอายของอีกฝ่าย “เจ้า กำลังตั้งครรภ์อยู่หรือ?”
หญิงสาวนิ่งเงียบโดยปริยาย
“หยุนลี่เซียว เจ้าลูกเต่านั่นอีกแล้ว!?” นางหลุดคำสบถออกมาในที่สุด แต่หยุนลี่เต๋อยังคงตระหนกกับเรื่องทั้งหมดจนไม่มีปฏิกิริยาใดตอบสนอง แม้แต่เด็กรับใช้ที่ศีรษะค่อนข้างเถิกล้านซึ่งนั่งกองอยู่บนพื้นยังตกตะลึงและหวาดกลัว
ครั้นกล่าวถึงเรื่องบัดสีบัดเถลิงอย่างถึงที่สุด หญิงสาวผู้นั้นก็ละอายใจเสียจนร้องไห้ออกมาอย่างหนักหน่วง
“โอ๊ย บ้าชะมัด!” หยุนเชวี่ยไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป นางบ่นพึมพำกับตนเอง “ออกจากบ้านครั้งนี้ ท่านเกือบได้รับสมอ้างเป็นพ่อคนเสียอย่างนั้น!” ทั้งหมดนี่มันแผนชั่วช้าอะไรกันเนี่ย?!
‘ตึง…’ ไม่รู้ว่าเป็นความตกใจหรือความกลัว เด็กรับใช้คนดังกล่าวทรุดตัวลงหมอบอยู่กับพื้น
“เจ้าชื่ออะไร? ที่ต้องมาเฝ้าอยู่หน้าประตูเรือนก็เป็นคำสั่งของนายท่านและฮูหยินของเจ้าด้วยอย่างนั้นหรือ?” หยุนเชวี่ยเอียงศีรษะเล็กน้อย กวาดสายตาสำรวจร่างกายของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ข้าน้อยชื่ออาไฉ ชื่อเต็มฟางไฉ ส่วนคนที่หัวแตกเมื่อครู่ชื่ออากวานเอ๋อ นายท่านและฮูหยินสั่งให้พวกเราสองคนเฝ้าอยู่หน้าประตูเรือนนี้ขอรับ” เด็กรับใช้ผู้นั้นเอ่ยตอบอย่างซื่อตรง ถ้อยคำจากปากของเขาจึงลื่นไหล เขาลุกขึ้นยืนพิงกำแพง ก่อนจะพยักหน้าแล้วโค้งคำนับ “พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง คิดว่านายท่านคงเป็นกังวลว่าบ่าวไพร่ในจวนจะไม่เข้าใจกฎ อาจเดินไปมารบกวนการพักผ่อนของนายท่านรอง”
“เหอะ อย่างนั้นรึ?” หยุนเชวี่ยแค่นเสียงหัวเราะ “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าทั้งสองคนจึงต้องขวางทางข้า?”
“โอ้ เป็นความผิดของข้าเองที่มีตาแต่หารู้จักภูเขาไม่ ข้าจดจำใบหน้าของคุณหนูไม่ได้!” อาไฉรีบกล่าวคำขอโทษแล้วตบหน้าตนเองสองครั้ง “คุณหนู ในจวนนี้มีเด็กหญิงรับใช้มากหน้าหลายตา ท่านอย่าได้ถือสาข้าน้อยเลยนะขอรับ”
“อาไฉ อากวานเอ๋อ” หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วขึ้น “ข้าจำได้ว่ายังมีอีกสองคนที่ชื่ออาเชิงและอาฟา ชื่อเมื่อรวมกันแล้วแปลได้ว่าเลื่อนตำแหน่งแล้วร่ำรวยมิใช่หรอกหรือ? ใครเป็นคนตั้งชื่อนี้? นายท่านของเจ้ารึ?”
อาไฉยิ้มกว้างพร้อมพยักหน้า “นายท่านเป็นคนตั้งขอรับ นายท่านบอกว่าชื่อนี้ดี เป็นมงคล”
“นายท่านของเจ้า ช่างคิดวางแผนการทั้งหมดเพื่อหวังจะได้เลื่อนตำแหน่งอย่างแท้จริง” มุมปากของหยุนเชวี่ยโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ในใจคิดว่าจิตใจของคนผู้นี้เต็มไปด้วยความ ‘ชั่วร้าย’ หากเขาได้เลื่อนตำแหน่งและร่ำรวยขึ้นจริงละก็ บ้านเมืองจะเดือดร้อนด้วยน้ำมือของเขาเป็นแน่แท้
อาไฉพลอยหัวเราะคิกคักไปด้วยอย่างระมัดระวัง
“แล้วอากวานเอ๋อเล่า? เขาไปแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้นายท่านและฮูหยินของเจ้าทราบแล้วหรือยัง? เหตุใดนอกจากพวกเจ้าแล้วไม่มีผู้ใดมาวนเวียนที่นี่อีก?” หยุนเชวี่ยหันไปมองนอกหน้าต่าง มีเพียงหงอวี้คนเดียวที่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสายตาเหม่อลอย
“เขา…” อาไฉกลอกตาไปมาสองรอบก่อนเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว “เขามีนิสัยขี้ขลาด ประสบเรื่องนี้เข้าคงตกใจเสียจนขวัญหนีดีฝ่อ ไม่อาจคิดเรื่องอื่นออกเป็นแน่”
หยุนเชวี่ยเองก็เกียจคร้านที่จะทำให้คนรับใช้ทั้งสองลำบากใจอีก นางกล่าวตักเตือนและกำชับอยู่หลายประโยค จากนั้นโบกมือไล่พวกเขาออกไปจากห้อง เห็นว่าอาไฉวิ่งเหยาะ ๆ ลัดลานกว้างออกจากเรือนเล็กตรงไปทางเรือนใหญ่
“คะ… คุณหนู…” หงอวี้ยังคงยืนแอบอยู่หลังหน้าต่าง มองหยุนเชวี่ยด้วยความขลาดเขลา คาดเดาว่าคงตกใจกับท่าทางเกรี้ยวกราดของหยุนเชวี่ยเมื่อครู่นี้ไม่หาย
“อย่ากลัวไปเลย” หยุนเชวี่ยเดินตรงไปทางหน้าต่างห้อง ก่อนส่งยิ้มให้นางด้วยรอยยิ้มที่คิดว่าอ่อนโยนที่สุด
ทว่าหงอวี้เห็นแล้วยิ่งหวาดกลัวมากขึ้น รีบหดคอลงทันที
หยุนเชวี่ย “เจ้ากลัวอะไร? คิดว่าข้าจะลงโทษเจ้าอีกคนงั้นหรือ?”
หงอวี้ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง
“ข้าขอกำชับอะไรเจ้าหน่อย” หยุนเชวี่ยกล่าว “หากนายท่านและฮูหยินของเจ้าถามถึงเรื่องนี้ ให้เจ้าตอบไปว่าเจ้าพาข้าเดินเที่ยวเล่นไปตามถนน ระหว่างนั้นข้าบังเอิญถูกใจสร้อยข้อมือเส้นหนึ่ง ทว่าเงินในมือไม่เพียงพอ จึงวิ่งกลับมาที่จวนเพื่อขอเงินเพิ่มจากท่านพ่อ ทำให้พบกับเรื่องดังกล่าวเข้าพอดี เข้าใจหรือไม่?”
“เจ้าค่ะ” หงอวี้ก้มหน้ารับคำ
“ดีแล้ว เจ้ากลับไปเสียเถอะ”
“คุณหนู ข้า… ข้า…” หงอวี้ขยำชายเสื้อของตนไว้แน่น “ข้าต้องขอโทษด้วยนะเจ้าคะ…” กล่าวจบก็รีบวิ่งหนีจากไป
ตอนนี้ภายในห้องเหลือเพียงสองพ่อลูก หยุนลี่เต๋อยืนนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม ศีรษะแทบห้อยตกลงมาจรดหน้าอก ร่างกายแผ่รัศมีความกระอักกระอ่วนอย่างไร้ที่เปรียบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความละอายใจและรู้สึกผิด
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันอย่างเงียบเชียบอยู่ครู่หนึ่ง
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
ในที่สุดหยุนเชวี่ยก็ทำลายบรรยากาศแห่งความเงียบสงัดนั้น “แค่ก แค่ก…” นางกระแอมไอในลำคอสองครั้ง “ท่านพ่อ ท่านพูดอะไรหน่อยเถิด”
หยุนลี่เต๋อลูบผมตนเอง แล้วกล่าวด้วยเสียงอู้อี้ว่า “อย่าบอกเรื่องนี้ให้ท่านแม่ของเจ้ารู้เลย…”
หยุนเชวี่ย…
หยุนลี่เต๋อ “พ่อทำผิดต่อท่านแม่ของเจ้าเอง พ่อต้องขอโทษพวกเจ้าในความผิดมหันต์นี้… พ่อ พ่อ อ๊ะ!”
หยุนเชวี่ยมองค้อนคว่ำ กลอกตาจนลูกตาแทบจะพลิกขึ้นไปบนหลังคา “พูดถึงเรื่องอื่นที่มีประโยชน์กว่านี้หน่อยเถอะ ข้าไม่ได้กล่าวโทษท่านหรอก ข้าเห็นชัดเจนว่าพวกเขาสองคนร่วมมือกันมอมเหล้าท่าน เหตุใดตอนนั้นจึงไม่คิดผลักไสแต่แรกกันนะ? ข้าเองก็มีความผิดเช่นกันที่ไม่ห้ามปรามท่าน”