ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 432 เลื่อนตำแหน่งและร่ำรวย
ตอนที่ 432 เลื่อนตำแหน่งและร่ำรวย
ตอนที่ 432 เลื่อนตำแหน่งและร่ำรวย
“จะโทษเจ้าได้อย่างไร…” ตั้งแต่หยุนลี่เต๋อฟื้นขึ้นมา เขาเอาแต่ถูใบหน้าแรง ๆ อยู่หลายครั้ง รู้สึกหงุดหงิดตัวเองอย่างที่สุด
“ท่านลุงใหญ่ ท่านป้าสะใภ้ อาสาม ทุกคนล้วนไม่มีเจตนาดี” หยุนเชวี่ยกล่าวด้วยเสียงอันดังอย่างไม่กลัวหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง จงใจเปล่งเสียงให้ดังออกไปข้างนอก “เห็นทีคงเริ่มวางแผนสกปรกนี้ตั้งแต่เขียนจดหมายส่งถึงพวกเราแล้ว!”
หยุนลี่เต๋อก้มเก็บสัมภาระทันที เขาตัดสินใจแล้ว จะไปเยี่ยมเยียนผู้เฒ่าหยุนและแม่เฒ่าจูก่อนจะจากไป แม้ววันนี้ไม่สะดวกที่จะจ้างรถม้ากลับบ้าน แต่เขาตั้งใจจะพาลูกสาวหนีออกไปค้างคืนที่โรงเตี๊ยม ไม่คิดพักอยู่ในจวนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการปองร้ายอีกต่อไป
“ท่านพ่อ ท่านต้องพูดถึงเรื่องนี้” หยุนเชวี่ยกล่าว “ท่านลองคิดดูสิเจ้าคะ หากแผนการใช้สาวงามของพวกเขาสำเร็จขึ้นมา ผลลัพธ์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?”
หยุนลี่เต๋อตัวแข็งทื่อ สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียดยิ่งกว่าเก่า มุมปากของเขากระตุกขณะกล่าวออก “กลับไปที่ห้องของเจ้าแล้วเก็บข้าวของให้เรียบร้อย” แน่นอนว่าเขาตระหนักดีแก่ใจแล้วว่าหยุนลี่จงต้องการฉุดดึงให้ชีวิตของเขาตกต่ำ
“ข้าไม่มีข้าวของใดให้เก็บเพิ่มแล้ว”
“เช่นนั้นไปหยิบเอาห่อผ้าของเจ้ามาเสีย ตอนนี้พวกเราควรไปเยี่ยมเยียนท่านปู่และท่านย่าสักหน่อย สิ้นธุระแล้วรีบออกไปจากที่นี่ทันที”
หยุนเชวี่ยเบ้ริมฝีปากแล้วเดินกลับไปยังห้องข้าง ๆ ก่อนแบกห่อผ้าสองห่อไว้บนหลัง สองพ่อลูกเดินเคียงกันลัดเลาะไปตามบริเวณหลังลานบ้าน ข้างสวนดอกไม้มีเด็กรับใช้คนหนึ่งยืนด้อมมองอยู่ห่าง ๆ สอดส่ายสายตาคล้ายจะสอดแนม
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“เจ้า!” หยุนเชวี่ยชี้หน้าเขา “มานี่!”
เด็กรับใช้คนนั้นหดคอลงทันทีก่อนจะเบือนหน้าหนี
“อาเชิง! หยุดเดี๋ยวนี้!” หยุนเชวี่ยมีสายตาเฉียบแหลม เพียงมองแวบเดียวก็จดจำเขาได้ จึงตะโกนเสียงดัง “หากเจ้ากล้าก้าวเดินไปข้างหน้าอีกแม้เพียงก้าวหนึ่ง ข้าจะหักขาเจ้าออกซะ!”
เด็กรับใช้หยุดชะงักด้วยความลังเลอยู่ชั่วครู่ สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ หลบซ่อนร่างกายครึ่งหนึ่งอยู่ในพุ่มไม้เตี้ยนิ่งงัน มองดูหยุนเชวี่ยที่กำลังเดินเข้ามาหาตนอย่างไร้ทางเลือก
“ผู้ใดใช้ให้เจ้ามาสอดแนมข้า?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
อาเชิงแสร้งทำเป็นโง่งม “ข้าน้อยไม่เข้าใจว่าคุณหนูหมายความว่าอย่างไร? ข้าน้อยกำลังจะเดินไปสั่งห้องครัวให้ต้มซุปสำหรับนายท่านรอง”
“ไม่จำเป็นหรอก ตอนนี้ท่านพ่อของข้าสร่างเมาแล้ว” หยุนเชวี่ยชำเลืองมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ทำให้หัวใจอดหวาดระแวงไม่ได้
อาเชิง “เช่นนั้นนายท่านรองอยากกินสิ่งใดหรือไม่ขอรับ? ข้ายกบะหมี่น้ำใสมาให้ท่านสักชามดีหรือไม่?”
“นายท่านและฮูหยินของเจ้าไปที่ไหนเสียแล้ว?” หยุนเชวี่ยเพิกเฉยต่อความกระตือรือร้นของเขา
“นายท่านมีงานราชการต้องทำ ไม่อยู่ในจวน ส่วนฮูหยิน ฮูหยินก็ออกไปพร้อมเขาขอรับ…”
“แล้วนายท่านสามเล่า?”
“นายท่านสาม ก็ไม่อยู่ที่เรือนขอรับ…”
“ข้าขอถามเจ้าหน่อย สองผู้เฒ่าตระกูลหยุน ท่านปู่และท่านย่าของข้าพักอยู่ในเรือนใด?”
“นี่…”
“พาข้าไปที่เรือนนั้นเดี๋ยวนี้”
“นายท่านรอง คุณหนู” อาเชิงพยายามบ่ายเบี่ยง “นายท่านและฮูหยินกำชับว่าท่านทั้งสองเดินทางมาไกล ตลอดการเดินทางย่อมลำบากพอสมควร วันนี้พวกท่านควรพักผ่อนให้เต็มที่ วันพรุ่งนี้ค่อยไปเยี่ยมนายท่านผู้เฒ่าก็ยังไม่สาย”
“ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง นายท่านผู้เฒ่าของเจ้าอาศัยอยู่ที่เรือนใดกันแน่?” หยุนเชวี่ยหรี่ตาลงอย่างคาดคั้น ก่อนเอื้อมมือไปหักก้านดอกไม้ที่เบ่งบานต้อนรับฤดูใบไม้ผลิอย่างนึกรำคาญ “หากยังกล้าพูดจาอ้อมค้อมต่อหน้าท่านพ่อข้าอีก เห็นทีคงต้องสั่งลงโทษเจ้าในความผิดฐานหลอกลวง!”
อาเซิงนิ่งเงียบ ครั้นนึกถึงศีรษะของอากวานเอ๋อที่แตกจนเลือดโชก รวมถึงใบหน้าช้ำชอกบวมเป่งของสนมน้อยนายท่านสาม ก็อดขาอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรงเพราะความหวาดกลัวไม่ได้ ได้แต่เอ่ยอย่างติดขัด “คุณหนู เรื่องนี้… นายท่านได้กำชับข้าไว้อย่างชัดเจนแล้ว… ได้โปรดอย่าทำให้ข้าน้อยลำบากใจเลย”
“นายท่านของเจ้ากำชับอะไรไว้บ้างล่ะ?” หยุนเชวี่ยสาวเท้าเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าวพร้อมเลิกคิ้วขึ้น “ลูกไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่บังเกิดเกล้า หลานไปเยี่ยมเยียนปู่ย่าแท้ ๆ ของตน มีเรื่องใดที่ไม่สมควรรึ? วันนี้เจ้าต้องบอกข้าให้หมดเปลือก!”
อาเชิง…
พี่ใหญ่และน้องสามของเขาสั่งให้เด็กรับใช้มาขัดขวางทางกันเช่นนี้ ไม่ให้เขาเยี่ยมเยียนผู้เฒ่าหยุนและแม่เฒ่าจูโดยง่าย หยุนลี่เต๋อต่อให้ไม่อยากคิดในแง่ลบต่อพี่น้องตนเองแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม กล่าวด้วยเสียงหยาบกระด้าง “บอกมาเร็วเข้า!”
อาเชิงถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว กระทั่งพลาดเหยียบถูกก้อนหินที่ประดับประดาอยู่ข้างสวนดอกไม้ ทำให้ข้อเท้าพลิกจนเสียหลักล้มลงนั่งกองอยู่กับพื้นดิน
“เจ้าเด็กรับใช้ มัวทำท่าทีหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่เช่นนี้ หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับนายท่านผู้เฒ่าของเจ้า ข้าคงไม่อาจปล่อยเจ้าให้ลอยนวลไร้ความผิดเป็นแน่!” หยุนลี่เต๋อยิ่งร้อนใจ ใบหน้าดำคล้ำของเขาทวีความน่ากลัวอยู่หลายส่วน
“นั่นไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของข้า นั่นไม่งานในส่วนของข้าขอรับ!” อาเชิงรีบโบกไม้โบกมืออย่างลนลาน “ปกติข้ารับใช้ฮูหยินโดยตรง ไม่ได้ปรนนิบัตินายท่านผู้เฒ่าแต่อย่างใด…”
หยุนลี่เต๋อเป็นชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ เขาปราดเข้าไปคว้าคออีกฝ่ายขึ้นจากสวนดอกไม้ทันที กระทั่งตัวของเขาลอยสูงเท้าไม่แตะพื้น “นายท่านผู้เฒ่าพักอยู่ที่เรือนใด?! บอกมา!”
“ยะ อยู่… พักอยู่ที่เรือนตะวันตกขอรับ” อาเชิงคว้าแขนกำยำของหยุนลี่เต๋อพลางพยายามดิ้นรนให้หลุดเป็นอิสระอยู่หลายครั้งแต่ไม่เป็นผล “นายท่านรอง ท่าน ท่านปล่อยมือก่อนเถอะ…”
“พาข้าไปที่นั่น!”
“แค่ก แค่ก แค่ก…”
ทันทีที่หยุนลี่เต๋อปล่อยมือ เด็กรับใช้ก็คุกเข่าลงกับพื้นและสำลักไอออกมาอย่างรุนแรงจนใบหน้าแดงก่ำ เขาขาดอากาศหายใจไปครู่หนึ่งจนน้ำตาไหลออกมา ยอมพาพวกเขาไปที่เรือนทางทิศเหนืออย่างว่าง่าย
“ปกติฮูหยินจะเข้มงวดกับบ่าวรับใช้อย่างพวกเรามากทีเดียว หากรู้ว่าพวกเราขัดคำสั่งของนาง นางคงไม่ปล่อยข้าไปเป็นแน่แท้…” อาเชิงลูบคอตนเองพลางพึมพำเสียงแผ่วหวิว
“อย่ามัวตัดพ้อไร้สาระอยู่เลยน่า! รีบเดินนำไปเร็วเข้า!” หยุนเชวี่ยเร่งเร้า
เดินต่อไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว อาเชิงก็หันกลับมาอ้อนวอนเรียกร้องความสงสาร “คุณหนู บ่าวรับใช้อย่างพวกเราใช้ชีวิตไม่ง่ายเลย ไม่ว่านายท่านคนไหนก็ไม่กล้าล่วงเกินทั้งนั้น ไม่ว่าเดินเหินไปหนแห่งใดก็ต้องระวัง กลัวว่าหากประมาทเลินเล่อเพียงเล็กน้อยจะถูกลงโทษเอาได้ ข้าน้อยยอมพาท่านและนายท่านรองไปยังเรือนตะวันตก แต่ไม่ขอตามเข้าไปรับใช้ หากนายท่านฮูหยินเอ่ยถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ขอร้องพวกท่านอย่าซัดทอดทำให้ข้าต้องลำบากใจเลย…”
“หากเจ้ายังไม่หยุดพูดพล่ามเรื่องไร้สาระอีก ข้าจะไปบอกฮูหยินของเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ ว่าเจ้าเป็นคนรับอาสาพาพวกเรามาเอง!”
อาเซิงหุบปากสนิททันที เผยสีหน้าคล้ายอยากร้องไห้เต็มแก่ทว่าไร้ซึ่งหยดน้ำตา
ไม่นับพื้นที่กว้างขวางด้านหน้าจวนอันเป็นที่เชิดหน้าชูตาของจวนเจ้าเมืองชิงหนิว แม้แต่ลานกว้างหลังเรือนใหญ่ภายในจวนเจ้าเมืองยังกว้างขวางไม่แพ้กัน แม้แต่เรือนหลังเล็กยังมีห้องหับหลายสิบห้อง
สองพ่อลูกเดินตามเด็กรับใช้คนนั้นตรงไปทางทิศเหนือของเรือน ยิ่งเดินลึกเข้าไปทางเดินยิ่งคับแคบ ยิ่งคับแคบยิ่งเงียบสงัด แม้แต่ดอกไม้และพืชสวนรอบข้างก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่ ปล่อยให้รกชัฏอยู่อย่างนั้น เมื่อเดินมาจนใกล้ถึงปลายทาง อาเชิงก็หยุดชะงักฝีเท้าพร้อมชี้ไปด้านหน้า “จากจุดนี้ เดินตรงเข้าไปอีกหน่อยก็ถึงเรือนทางทิศเหนือแล้ว”
หยุนเชวี่ยมองไปรอบ ๆ แล้วให้นึกสงสัย “นายท่านผู้เฒ่าพักอยู่ห้องใดรึ?”
“เรือนทางทิศเหนือมีทั้งหมดเพียงสามหลังขอรับ” อาเชิงอธิบาย “นายท่านผู้เฒ่าชราภาพมากแล้ว ไม่ชอบเสียงดังอึกทึก รักความสงบ จึงย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แทนเรือนใหญ่…”
เขาอธิบายจนจบประโยค หยุนลี่เต๋อก็เดินไปหยุดอยู่หน้าเรือนหลังหนึ่งแล้ว เขาร้องตะโกนเสียงดัง “ท่านพ่อ ท่านแม่!”
กลางลานบ้านมีเรือนสภาพกึ่งใหม่กึ่งเก่าอยู่สามหลัง ประตูทุกเรือนปิดสนิท ด้านข้างปลูกต้นพลับอยู่ต้นหนึ่ง แม้แต่ใบแห้งกรอบที่ร่วงหล่นตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงเมื่อปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครสนใจเก็บกวาดเลย เกรงว่าคงทับถมกันเป็นปุ๋ยหมักพร้อมใช้เสียแล้ว
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
“ท่านพ่อ ท่านแม่…” หยุนลี่เต๋อตะโกนเรียกอีกครั้ง เขาผลักประตูเรือนให้เปิดออก กลิ่นราอับชื้นโชยมาปะทะใบหน้าเต็มรัก
“ใครกัน…” เสียงหาววอดอย่างเกียจคร้านดังขึ้นจากหลังประตูบานนั้น
หยุนลี่เต๋อหันไปสบตากับบุคคลผู้นั้น เขาถึงขั้นชะงักอึ้งด้วยความตกตะลึงไปพักใหญ่
นางเฉินเองก็ตกตะลึงเช่นกันเมื่อพบเขา “พี่รอง!”
หยุนลี่เต๋อ…
“พี่รอง! ท่านมาเห็นที่นี่กับตาเสียที! พี่รอง เจ้าต้องคืนความยุติธรรมให้กับข้านะ” นางเฉินได้สติกลับคืนมา นึกยินดีอย่างที่สุดราวกับเห็นวีรบุรุษผู้กอบกู้ นางโผเข้าไปดึงแขนหยุนลี่เต๋อไว้มั่น อ้าปากร้องคร่ำครวญเสียงดัง “พี่รอง ท่านคงไม่รู้ว่าข้าต้องทนอยู่อย่างอุดอู้ที่นี่! นี่ไม่ใช่ชีวิตที่ข้าต้องการเลยสักนิด! สองผัวเมียคู่นั้นรับปากว่าจะเลี้ยงดูปูเสื่อข้าอย่างดี ทำให้ข้ามีชีวิตที่สุขสบาย แต่งตั้งให้ข้าเป็นฮูหยินสาม แต่เจ้าดูสารรูปของข้าตอนนี้สิ…”