ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 433 กฎแห่งกรรมตามสนอง
ตอนที่ 433 กฎแห่งกรรมตามสนอง
ตอนที่ 433 กฎแห่งกรรมตามสนอง
หยุนลี่เต๋อเพิ่งรอดพ้นจากการใช้ ‘แผนสาวงามเผด็จศึก’ มาหมาด ๆ ชายฉกรรจ์สูงแปดฉื่อซึ่งยังรู้สึกเข็ดหลาบจากความผิดพลาดดังกล่าว รีบผลักร่างนางเฉินออกไปให้ห่างตัวอย่างรวดเร็ว
“แล้วท่านพ่อท่านแม่เล่า?”
นางเฉินแสยะยิ้ม “ท่านดูให้ดี ดูสิว่าที่นี่คือสถานที่แบบใด พวกเขาต่างเสวยสุขอยู่ในเรือนหลังใหญ่ กินดื่มอย่างเอร็ดอร่อยและอิ่มหนำสำราญ ส่วนข้าได้แต่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่มีแม้แต่สาวใช้คอยปรนนิบัติ พี่รอง ตอนนี้ท่านเป็นขุนนางแล้ว ต้องจัดการเรื่องนี้แทนข้า…”
หยุนลี่เต๋อมองเข้าไปภายในห้องด้านหลังนาง ไม่เห็นผู้เฒ่าหยุนและแม่เฒ่าจูอาศัยอยู่ จึงหมุนตัวกลับเดินตรงไปอีกเรือนหนึ่ง นางเฉินเห็นดังนั้นก็รีบสาวเท้าติดตามไปไม่ห่าง
ประตูถูกผลักให้เปิดออก หยุนลี่เต๋อเห็นภาพตรงหน้าแล้วถึงกับตกตะลึงอีกครั้ง
ภายในห้องไร้แสงสว่าง แม้เป็นเวลากลางวันแสก ๆ กลับมืดสนิท สองฝั่งผนังห้องมีเตียงสองเตียงตั้งอยู่คนละฟากฝั่ง ผู้เฒ่าหยุนและแม่เฒ่าจูนอนแยกกันคนละเตียง กลิ่นอาหารบนโต๊ะที่เหลือจนบูดเน่าผสมปนเปกับกลิ่นปัสสาวะเหม็นหึ่งลอยมาปะทะจมูกของเขา
“ท่านพ่อ ท่านแม่…” เสียงของหยุนลี่เต๋อสั่นรัว ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้สติและขยับเท้าเดินเข้าไปในห้อง
แม่เฒ่าจูเอนกายพิงพนักหัวเตียง ดวงตาหรี่ปรือค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า เห็นลูกชายอยู่ตรงหน้ากลับยังเหม่อลอยไปชั่วขณะด้วยนึกว่าเป็นภาพฝัน “เจ้ารองรึ?”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรไป?” หยุนลี่เต๋อรีบมองร่างกายท่อนล่างของนางที่คลุมไว้ด้วยผ้าห่มอย่างนึกแปลกใจ ตอนที่แม่เฒ่าจูอยู่ที่บ้านหลังเก่า นางชอบนั่งขัดสมาธิเป็นนิจ วางตะกร้าเข็มและด้ายสำหรับทำงานเย็บปักไว้ตรงหน้า เวลาว่างมักทำงานฝีมือเช่นเย็บพื้นรองเท้าและปักลายรองเท้า ด้วยนิสัยของนางแล้วไม่มีทางนอนนิ่งอยู่ใต้ผืนผ้าห่มตลอดทั้งวันคืนเช่นนี้
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก สองวันก่อนอากาศยังไม่คลายความหนาวเย็น หิมะตรงพื้นลานบ้านไม่ทันละลายดี ท่านแม่เดินไม่ทันระวังลื่นล้มไถลไปครั้งหนึ่ง ไม่เป็นอะไรมากนัก เพียงแต่ต้องคอยดูแลให้ดี” นางเฉินเดินอาด ๆ ไปด้านหน้า แสร้งหยิบจับดึงผ้าห่มคลุมให้แม่เฒ่าจู
“จำไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ได้อย่างไร?! นี่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิมาตั้งกี่สัปดาห์แล้ว?!” หยุนลี่เต๋อพยายามระงับความโกรธของตน เขาหันมองไปรอบห้อง เห็นกาน้ำชาวางอยู่จึงคิดว่าจะรินน้ำชาให้แม่เฒ่าจูสักถ้วย ทว่าเมื่อหยิบกาน้ำชาขึ้นมากลับพบว่ามันว่างเปล่า
“นางชราภาพมากแล้ว กระดูกย่อมเปราะง่ายเป็นธรรมดา จะกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของข้าได้อย่างไร?” นางเฉินแก้ต่างอย่างนึกอารมณ์เสีย “อีกอย่าง พี่สะใภ้ใหญ่เป็นผู้ถือสิทธิ์ขาดดูแลความเรียบร้อยภายในจวน ทุกวันได้แต่ตุ๋นซุปกระดูกหมูให้นางกิน เป็นเช่นนี้แล้วอาการของนางจะดีขึ้นได้อย่างไร?”
“เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน?!” แม้ว่าหยุนลี่เต๋อจะเป็นคนใจเย็นเพียงใด แต่ความโกรธเคืองของเขาในตอนนี้กลับลุกโชนจนยากจะระงับไว้ได้อีก เขาชกหมัดหนาเท่ากระสอบทรายเข้าที่โต๊ะเสียงดังลั่น จนเศษไม้ปริแตกร่วงหล่นลงกับพื้น
เสียงดังกล่าวทำให้ผู้เฒ่าหยุนซึ่งนอนอยู่อีกเตียงหนึ่งตื่นขึ้นด้วยความตกใจ ชายชราพยายามลืมตาขึ้น จับยึดขอบเตียงไว้หลายครั้งเพื่อหยัดกายลุกขึ้นนั่งแต่ไม่สำเร็จ เขาเปล่งเสียงร้องอย่างร้อนรน ตบแผ่นไม้พื้นเตียงจนเกิดเสียงดังโครมคราม
“ท่านพ่อ…” หยุนลี่เต๋อรีบปราดเข้าไปช่วยพยุงร่างของเขา
ผู้เฒ่าหยุนจ้องมองเขาอย่างงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาซีดเหลืองคู่นั้นไม่ขยับเคลื่อน แต่แล้วหยดน้ำใสก็ค่อย ๆ คลออาบเบ้าตาที่ขุ่นมัวด้วยอายุขัย
หยุนลี่เต๋อก้มตัวลงไปหมายจะพูดคุยกับเขา ทว่ากลับได้กลิ่นเหม็นรุนแรงโชยออกมา ดูเหมือนว่าผู้เฒ่าหยุนจะล่วงรู้ถึงท่าทีของหยุนลี่เต๋อ มือผอมแห้งประหนึ่งไม้ฟืนจึงรีบคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างกายของตนไว้ด้วยความอับอาย ก่อนจะเบือนหน้าหนี
“ท่านพ่อ ข้ามาหาท่านแล้ว” ใบหน้าของหยุนลี่เต๋อเรียบเฉยราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่น้ำเสียงของเขากลับสั่นด้วยแรงสะอื้น ชายชราผู้นี้ดำรงชีพด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีมาตลอดทั้งชีวิต ไม่คาดคิดว่าในช่วงบั้นปลายกลับต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่ในสภาพเช่นนี้
ผู้เฒ่าหยุนพยักหน้า เปล่งเสียง “อ่า… อ่า…” เป็นเชิงรับรู้
“หากไม่มาให้เห็นกับตาก็คงไม่รู้ ข้านึกมาตลอดว่าพี่ใหญ่จะต้องกตัญญูต่อท่าน…” หยุนลี่เต๋อกำหมัดแน่น บนหลังมือปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมา เขาขบกรามแน่นขณะกล่าวต่อ “ลองมาคิดดูอีกครั้ง ข้าคาดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะปล่อยให้พ่อแม่บังเกิดเกล้าของตนมีชีวิตลำบากเช่นนี้…”
“จริงอย่างที่ท่านว่า พี่รอง ในเมื่อท่านเข้าใจเรื่องทุกอย่างแล้ว เจ้าเป็นคนมีเหตุผล จะต้องจัดการกับเรื่องนี้แทนพวกเขา…” นางเฉินเดินมานั่งลงข้างเตียงของแม่เฒ่าจู ตบต้นขาฉาดใหญ่แล้วเริ่มสาธยายถึงความเลวทรามของคู่สามีภรรยาครอบครัวใหญ่ “พวกเขาไม่ได้ต้อนรับพวกเราอย่างดีตั้งแต่แรก… พาข้าและท่านพ่อท่านแม่ให้มาอาศัยอยู่ในเรือนรกร้างด้านหลัง ไม่เคยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแต่อย่างใด แม้แต่อาหารร้อน ๆ ยังไม่ได้ตกถึงท้อง ต่างจากพวกเขาที่กินดีอยู่ดี แต่ละมื้อมีทั้งปลาและเนื้อจานใหญ่ เจ้าสามหรือก็ไร้ยางอาย มาถึงได้ไม่นานก็หาเมียน้อยมาคลอเคลียเสียแล้ว…”
“เจ้ารอง… เจ้ารอง…” ทันใดนั้นแม่เฒ่าจูก็ยื่นมือออกไปไขว่คว้าหาหยุนลี่เต๋อราวกับเพิ่งได้สติกลับคืน จากนั้นจึงร้องไห้ออกมา “เจ้ารอง เวทนาแม่ของเจ้าเถิด แม่ของเจ้าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว…”
ทันใดนั้นบทสนทนาก็เงียบไป มีเพียงเสียงร้องไห้ด้วยความอัดอั้นคับข้องใจดังขึ้นภายในห้อง
หยุนเชวี่ยขมวดคิ้วยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ ด้านนอกประตู มองสภาพแร้นแค้นของทั้งสามด้วยสายตาเย็นชา
นางเฉินดูซูบผอมลงกว่าเดิมเล็กน้อย นางสวมเสื้อผ้าสีแดงที่ไม่พอดีตัว ชุดรัดรูปจนตึงแน่น เผยให้เห็นสัดส่วนหน้าอกและไขมันหน้าท้องที่แยกออกเป็นสองขั้น ขณะที่นางยกแขนขึ้น เผยให้เห็นรอยเย็บอย่างลวก ๆ ที่อยู่ใต้วงแขน คาดเดาว่าเป็นฝีมือของนางที่เย็บตะเข็บเข้าพอให้สวมใส่ต่อไปได้
แม่เฒ่าจูซึ่งเดิมทีเป็นหญิงชราพลังกายมหาศาลผิดวัย เวลาผ่านไปเพียงสองเดือนเท่านั้น รูปลักษณ์ของนางกลับกลายเป็นแตงแก่เหี่ยวเฉา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยับย่น ศีรษะที่มักจะแต่งทรงเรียบแปล้กลับขาวโพลนเป็นหย่อมซ้ำยังกระเซอะกระเซิง สองข้างแก้มตอบลึกเข้าไป
ผู้เฒ่าหยุนมีสภาพเลวร้ายยิ่งกว่า รูปลักษณ์โดยรวมประหนึ่งจะสิ้นลมหายใจภายในเร็ววันนี้ ทั้งร่างเหี่ยวแห้งผอมบางราวกับกระดาษ แม้แต่การหายใจยังใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วง ใบหน้าซูบตอบเปลี่ยนซีดเหลืองเป็นขี้ผึ้ง สุขภาพทรุดโทรมลงกว่าที่เคยพบเห็นครั้งล่าสุดเสียอีก
ดวงตาของหยุนเชวี่ยไม่แสดงอารมณ์ใด ภายในใจนึกปลงเพราะไร้ซึ่งความสงสารเวทนา หวนนึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมา ไม่ว่าความดีหรือความชั่วย่อมได้รับผลตอบสนอง ธรรมชาติย่อมเคลื่อนโคจรไป หากไม่เชื่อลองเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า จะเห็นว่าสวรรค์ไม่เคยละทิ้งผู้ใดไว้เบื้องหลัง
“พี่รอง พี่รอง ตอนนี้ท่านได้เป็นถึงขุนนางแล้ว ทั้งยังเป็นขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งจากองค์ฮ่องเต้โดยตรง พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่อกตัญญูเช่นนี้ ท่านไม่อาจเพิกเฉยต่อการกระทำของพวกเขาได้” นางเฉินถีบเท้าไปมาขณะร้องโอดครวญ
“พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นแค่เดรัจฉาน หมาป่าตาขาวลงดาบฆ่าไม่ตาย! พูดจาหว่านล้อมอย่างดี หลอกเอาเงินทั้งหมดที่ครอบครัวเหลืออยู่ออกไปจนหมดสิ้น ไม่สนใจว่าท่านพ่อของตนเองจะเป็นหรือตาย ทำชั่วถึงเพียงนี้ต้องถูกกรรมตามสนองคืน! สวรรค์จะต้องลงโทษให้มันตกนรกหมกไหม้ถึงขุมที่สิบแปด!” แม่เฒ่าจูเปล่งเสียงตะโกนสาปแช่งทั้งยังร้องไห้คร่ำครวญไปด้วย
“พี่รอง ท่านพาข้ากลับไปเถอะ กลับไปยังหมู่บ้านเดิมของเรา ข้าเคยอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ไม่คิดอยู่ที่นี่เพื่อหวังจะได้เป็นฮูหยินสามอีกต่อไป…” นางเฉินดึงทึ้งเสื้อผ้าของตนเอง “ไม่ว่าอย่างไรบ้านของท่านก็ยังมีอาหารให้กินดื่ม อยู่ที่นี่ข้ามีฐานะต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าบ่าวไพร่ ต้องสวมเสื้อผ้าผืนเก่าของพี่สะใภ้ใหญ่ กินของเหลือใช้จากพวกเขา…”
“สี่ร้อยตำลึง! เงินสี่ร้อยตำลึงถูกพวกมันหลอกเอาไปจนหมดแล้ว!” แม่เฒ่าจูรวบรวมพลังเฮือกใหญ่เพื่อกล่าวออก “เจ้ารอง เจ้าต้องไปทวงเงินนั้นคืนมาให้ข้า! หากเขายังไม่อิดออดไม่ยอมคืนโดยดี เจ้าจงไปร้องเรียนต่อฝ่าบาทเสีย!”
ร่างกายของแม่เฒ่าจูแข็งแรงไม่เท่าเมื่อก่อน ไม่อาจสู้รบตบมือกับผู้ใดได้อีก นางสูดลมหายใจเข้าลึก เสียงด่าทอในครั้งนี้ไม่แปดหลอดทรงพลังเช่นก่อนหน้า หยุนลี่เต๋อได้แต่ลูบหลังนางเบา ๆ “ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจเรื่องนี้ไป ข้าจะไปเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการให้ท่านก่อน”
“ตรวจดูอะไร?! ข้าไม่ได้เจ็บไข้เสียเมื่อไร!” แม่เฒ่าจูกลัวว่าเขาจะผละจากไป รีบคว้าแขนเขายึดไว้ “เจ้าจงไปทวงเงินของข้าคืนมาซะ!”
หยุนลี่เต๋อหันกลับไปมองหยุนเชวี่ยที่ยืนอยู่นอกประตู ตอนแรกต้องการไหว้วานให้นางไปเชิญท่านหมอ แต่เป็นห่วงว่านางอาจไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง ทั้งยังกลัวว่าหยุนลี่จงและคนอื่นอาจคิดไม่ซื่อขึ้นมาอีก หากเกิดเรื่องกับนางอีกคนจะทำอย่างไร?
“ท่านพ่อ ท่านอยู่ที่นี่ดูแลท่านปู่และท่านย่าเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะไปเชิญท่านหมอมาที่นี่เอง” หยุนเชวี่ยรับอาสา
“ไม่ต้องไป” หยุนลี่เต๋อห้ามปรามนาง “เจ้าอย่าได้อยู่ห่างจากพ่อ ไม่ควรเดินเตร่ไปที่ไหนทั้งนั้น”
“ข้าเดินวนไปวนมาบนถนนหลายรอบ จดจำเส้นทางได้แล้วเจ้าค่ะ” ทันทีที่หยุนเชวี่ยกล่าวจบ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดูรีบร้อนดังขึ้น แม่นางจ้าวแสร้งตะโกนร้องเรียกด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามาส่งอาหารให้ท่านทั้งสองแล้ว”
จากนั้นนางจึงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าห้อง ครั้นพบเข้ากับหยุนเชวี่ยก็แสดงท่าทีราวประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง “โอ้ เชวี่ยเอ๋อ เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร? ท่านพ่อของเจ้าก็อยู่ในเรือนด้วยหรือ? พวกเจ้าสองคนดั้นด้นเดินทางมาแต่ไกล เหตุใดจึงไม่ยอมพักผ่อนหย่อนกายให้เพียงพอเสียก่อน…”