ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 434 เล่นละครตบตาคน
ตอนที่ 434 เล่นละครตบตาคน
ตอนที่ 434 เล่นละครตบตาคน
แม่นางจ้าวถือปิ่นโตสามชั้นเดินเข้ามา ด้านหลังมีสาวใช้สองคนติดสอยห้อยตามมาด้วย คนหนึ่งคือหงอวี้ ส่วนอีกคนหน้าตาดีพอสมควร
หยุนเชวี่ยเอียงคอมองแล้วแค่นเสียงหัวเราะ “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ กลับมาถึงที่นี่เร็วเสียจริงนะเจ้าคะ”
แม่นางจ้าวแสร้งทำเป็นสับสน เงยหน้ามองท้องฟ้า “ตอนนี้ก็เป็นเวลาอันสมควรแล้ว ห้องครัวทำอาหารว่างสองสามอย่าง กำลังจะให้คนนำไปส่งให้พวกเจ้าสองพ่อลูกที่ห้อง”
หยุนเชวี่ยได้แต่เปล่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา
แม่นางจ้าวหิ้วปิ่นโตเข้าไปในเรือน ขณะเท้าข้างหนึ่งเพิ่งจะก้าวข้ามธรณีประตู ร่างกายก็ชะงักงัน สองคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ารอยยิ้มจอมปลอมซึ่งวาดบนใบหน้านั้นแข็งค้างไปหลายส่วน กล่าวขึ้นว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ วันนี้อาการดีขึ้นบ้างหรือไม่? ข้าให้คนครัวทำซุปไก่โสมมาให้ท่านทั้งสอง…”
“นังหญิงแซ่จ้าว! แกเป็นหญิงชั่วช้า! ต้มซุปไก่ให้ข้างั้นรึ? เจ้ากลัวว่าข้าไม่ตายจึงคิดวางยาพิษข้าเสียมากกว่า!” ตอนนี้แม่เฒ่าจูมีบุตรชายคนรองคอยหนุนหลังจึงเริ่มฟาดงวงงา ถลึงตาใส่แม่นางจ้าวพร้อมด่าทอ
“ท่านแม่ วันนี้ท่านโกรธเคืองอะไรนัก?” แม่นางจ้าววางปิ่นโตลงบนโต๊ะก่อนจะบรรจงเปิดออกทีละชั้น ยกซุปไก่โสม ข้าวต้ม อาหารหลักสองจาน และของว่างชั้นดีอีกหลายชิ้นจัดเรียงลงบนโต๊ะ
“ถุย!” แม่เฒ่าจูหยิบหมอนขึ้นมาจากใต้ร่างแล้วขว้างใส่นาง เกิดเสียงดังโครม ซุปและอาหารที่จัดวางบนโต๊ะพลิกคว่ำทั้งหมด “อย่าได้เสแสร้งทำเป็นใส่ใจ เจ้าทำเลวทรามใดไว้กับข้าบ้าง ข้าบอกเจ้ารองไปหมดแล้ว! นังหญิงอสรพิษ! คงอดทนรอให้ข้าตายตกไปไม่ไหวแล้วกระมัง!”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“อ๊าย…” แม่นางจ้าวถูกซุปไก่ร้อนหกราดเสื้อผ้าจนร้องโอดโอย
สาวใช้ทั้งสองรีบคว้าผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วเดินไปเช็ดตามร่างกายให้นาง หงอวี้ฉวยโอกาสขณะที่ไม่มีใครสังเกตเห็นกระซิบข้างหูหยุนเชวี่ยอย่างรวดเร็ว “เป็นอาเชิงและอากวานเอ๋อที่เอาเรื่องนี้ไปฟ้องเจ้าค่ะ”
ครั้นเห็นแม่นางจ้าวถูกน้ำร้อนลวกจนร้องโวยวาย แม่เฒ่าจูก็ยิ่งได้ใจและระบายโทสะออกมาอย่างเต็มที่ เอวของนางแข็งขึ้น จ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง “สะใภ้ใหญ่ สะใภ้ใหญ่ ภายในวันนี้หากเจ้าไม่นำเงินสี่ร้อยตำลึงมาคืนให้ข้า ข้าจะให้เจ้ารองฟ้องร้องเรื่องนี้กับองค์ฮ่องเต้ให้ปลดหมวกดำของเจ้าใหญ่ออกซะ เจ้ายังทะเยอทะยานอยากเป็นฮูหยินอีกหรือ?! ฝันไปเถอะ!”
แม่นางจ้าวได้ยินเช่นนั้น สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปทันที
หยุนลี่เต๋อกลัวว่าตนจะเป็นสาเหตุหลักที่บีบบังคับให้พวกเขาจนตรอกต้องกระโดดข้ามกำแพง หากเรื่องแดงถึงขั้นนั้นแล้ว หากฉีกหน้าพวกเขาออกจนประสบความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนชราที่ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ห่างไกลเช่นนี้มีอยู่มาก เกรงว่าอาจเกิดปัญหาตามมาอีก จึงรีบกล่าวตัดบท “ท่านแม่ ท่านใจเย็นลงก่อนเถิด ตอนนี้ท่านควรกินข้าวให้มากหน่อย”
“ท่านย่า ท่านจะคาดหวังเช่นนั้นได้อย่างไร? ฝ่าบาทไหนเลยจะมีเวลาว่างถึงขั้นรับเรื่องร้องทุกข์ของราษฎรด้วยตนเอง ท่านพ่อของข้าเป็นเพียงขุนนางชั้นเจ็ด มีตำแหน่งทว่าไม่มีอำนาจที่แท้จริงแม้แต่น้อย เกรงว่ายังไม่ทันไปถึงหน้าประตูพระราชวังหลวงก็ถูกตะเพิดกลับเสียแล้ว” หยุนเชวี่ยคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วได้แต่สาปแช่งอยู่ในใจ ‘บางทีนางก็ควรตายไปซะ!’
“นังเด็กโง่! อย่าได้โป้ปดข้า!” แม่เฒ่าจูไม่เชื่อ โก่งคอตะเบ็งเสียงโต้เถียงต่อไป “เจ้ารองเป็นถึงขุนนางใหญ่ ฮ่องเต้ทรงพระราชทานตำแหน่งให้เขาด้วยตนเอง! ขอเพียงเขาพูดประโยคเดียว ก็สามารถทำให้นังหญิงอสรพิษผู้นี้ต้องติดคุกหลวงและสั่งตัดหัวนางซะ!”
หยุนเชวี่ยเห็นฤทธิ์เดชของแม่เฒ่าจูชัดเจน เมื่อครู่หญิงชรานางนี้ยังมีสภาพไม่ต่างไปจากแตงที่แห้งเหี่ยวเฉา ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นไก่ชนขนฟูเสียแล้ว แทบรอไม่ไหวที่จะกระโดดจิกหน้าแม่นางจ้าวให้ตายไปข้าง
“ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง แต่พระองค์ทรงจดจำขุนนางทุกคนได้ไม่หมดแน่ ใต้หล้านี้ล้วนแล้วแต่มีตัวแทนของพระองค์อยู่ทุกหย่อมหญ้า ใต้หล้านี้มีประชาชนกี่ราย? มีกี่เรื่องทุกข์ร้อน? ในแต่ละวันมีงานบ้านเมืองให้ต้องจัดการมากมาย ไหนเลยจะจดจำชาวบ้านธรรมดาที่ยากจนในพื้นที่ห่างไกลได้”
“เจ้ารองไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา!” แม่เฒ่าจูต่อต้านด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม
นางเฉินก็พลอยร้องโวยวายตามไปด้วย “ครอบครัวของพี่รองสองมีพระราชโองการอยู่ในมือ พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าว่าแต่เจ้าเลย แม้แต่พี่ใหญ่ที่เป็นถึงเจ้าเมือง เห็นราชโองการแล้วยังต้องคุกเข่าโขกศีรษะ เจ้าสองคนทำเรื่องไร้มโนธรรมย่ำแย่เช่นนี้ รอรับโทษตัดหัวเสียเถอะ!”
ชายชราตบแผ่นไม้พื้นเตียงอย่างร้อนรนพร้อมเปล่งเสียงร้องตะโกนไม่เป็นภาษา ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าเขาเห็นด้วย หรือต้องการปกป้องลูกชายคนโตของตนเองกันแน่
“ท่านแม่ หยุดพูดเสียทีเถิดขอรับ!” หยุนลี่เต๋อห้ามปรามทั้งที่เหงื่อแตกพลั่ก
หยุนเชวี่ยขบกรามแน่น ใจจริงนึกอยากพุ่งเข้าไปทุบแม่เฒ่าจูที่ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียดจนสลบไปซะ
เมื่อนางเห็นว่าเจ้ารองที่เคยซื่อสัตย์และเชื่อฟังเป็นนิจยังไม่คิดเข้าข้าง ใบหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นดำคล้ำทันที แม่เฒ่าจูร้องไห้สะอึกสะอื้นและใช้วิธีแขวนคอตนเองอีกครั้ง “ไอ้หมาป่าตาขาว! พวกมันล้วนเป็นหมาป่าตาขาวกันทั้งหมด! ปีกกล้าขาแข็งแล้วก็ไม่ไยดีพ่อแม่อีกต่อไป! พวกมันรังเกียจที่คนแก่อย่างข้าเป็นภาระ จึงร่วมมือกันบีบบังคับให้ข้าตายไปซะทั้งยังใส่ร้ายข้า! เอาผ้ามาคลุมหน้าข้าเสีย! อย่าปล่อยให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานอีกเลย…”
แม่นางจ้าวยกมือขึ้นให้สาวใช้เช็ดซุปไก่ที่เปรอะเปื้อนบนร่างให้แห้ง ก่อนจะถอนหายใจพร้อมกล่าวว่า “น้องรอง เจ้าเองก็รู้ดีแก่ใจว่าท่านแม่เป็นคนอารมณ์ร้อนเช่นนี้ ยิ่งหลังจากหกล้มขาหักอารมณ์ก็ยิ่งรุนแรง ข้าและพี่ใหญ่ของเจ้าจึงไม่มีหนทางอื่น”
หยุนลี่เต๋อพยักหน้า กล่าว “อืม” เป็นเชิงรับรู้ จากนั้นจึงหันไปเกลี้ยกล่อมแม่เฒ่าจู “ท่านแม่ อย่าโกรธเคืองผู้ใดจนทำร้ายร่างกายของตนเองเลย ท่านอายุมากแล้ว ต้องระงับโทสะเสียบ้าง”
“พี่รอง! ในบรรดาพี่น้องของท่าน นับได้ว่าท่านเป็นผู้ที่กตัญญูสูงสุด เหตุใดท่านถึงได้เพิกเฉยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของท่านพ่อและท่านแม่เล่า!?” นางเฉินไม่แยแสสิ่งใด ถือว่าภายในห้องนี้นางเป็นคนที่ปราดเปรื่องที่สุด นางตะโกนลั่น “ท่านไม่เห็นรึว่าตอนนี้พวกเราพักอาศัยอยู่ในสถานที่แบบใด?! ท่านดูผ้าห่มนี่สิ ท่านได้กลิ่นเหม็นของห้องนี้หรือไม่? หากท่านกตัญญูจริง จะยอมปล่อยให้ท่านพ่อและท่านแม่อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งกว่ารังของสุนัขต่อไปอีกหรือ?!”
ยิ่งเห็นว่าสีหน้าของแม่นางจ้าวตึงเครียดขึ้นทุกขณะ นางเฉินยิ่งเกิดความฮึกเหิมมากขึ้นเท่านั้น จู่ ๆ กลับลุกพรวดขึ้นมา ไม่รอให้มีผู้คนทันมีปฏิกิริยาตอบสนอง นางพุ่งตัวไปอยู่ตรงหน้าเตียงของผู้เฒ่าหยุนโดยยืนห่างเพียงสองก้าว ก่อนจะออกแรงดึงผ้าห่มที่คลุมร่างทิ้งไป…
ใต้ผืนผ้าห่มนั้นปรากฏสิ่งสกปรกโสโครกที่ทับอยู่ใต้ร่างของเขา กลิ่นที่เหม็นอยู่แล้วยิ่งกระจายไปทั่วห้อง
หยุนลี่เต๋อตะลึงงัน
แม่นางจ้าวรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากและจมูกตนเองไว้ เผยสีหน้าราวอยากจะอาเจียนให้ได้
ใบหน้าเหลืองซีดประหนึ่งขี้ผึ้งของชายชรายิ่งซีดเผือดเข้าไปใหญ่ เขาอ้าปากค้างด้วยความอับอายและโกรธเคือง สภาพตอนนี้ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กน้อยที่ถูกทำให้อับอายขายหน้า หยดน้ำใสไหลรินจากดวงตา ทว่าไร้สุ้มเสียงแม้แต่จะร้องไห้
นางเฉินยังคงภาคภูมิใจกับผลงานที่ตนเองทำลงไป นางโยนผ้าห่มสกปรกลงบนพื้นก่อนชี้ไปที่เตียง “พี่รอง ท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่? หากยังไม่ตัดสินใจอีก เห็นทีท่านพ่อของพวกเราคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกไม่กี่วันเป็นแน่!”
บรรยากาศโดยรอบแข็งกระด้างขึ้นภายในพริบตา
ขณะนั้นเอง หยุนลี่จงและหยุนลี่เซียวก็รีบเดินจ้ำอ้าวเข้ามา ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องก็ถูกกลิ่นเหม็นฉุนรุนแรงนี้ทำให้ต้องถอยร่นไป
“เกิดเรื่องบ้าอะไรในเวลานี้!?” หยุนลี่เซียวรีบถอยกรูดออกไปนอกห้องพลางบีบจมูก “ท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงได้ขับถ่ายบนเตียงเช่นนี้เล่า?! หากอยากขับถ่ายเหตุใดถึงไม่รู้จักตะโกนร้องเรียกบ่าวไพร่ให้มาปรนนิบัติ?! นอนจมกองฉี่กองอึเช่นนี้ไม่รังเกียจตัวเองหรืออย่างไร?”
“น้องสาม! ปากเจ้าไม่มีหูรูดหรืออย่างไรถึงกล่าววาจาเช่นนี้?!” หยุนลี่จงถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน ก่อนหันไปสบตากับแม่นางจ้าว พยายามอดทนต่อกลิ่นเหม็นหึ่ง เมื่อเดินเข้ามาถึงหน้าเตียงของผู้เฒ่าหยุน เขาแสร้งทำทีขมวดคิ้วแล้วตวาดด้วยน้ำเสียงโกรธจัด “ท่านพ่อ สาวใช้นางใดกันที่ไม่รู้จักดูแลปรนนิบัติท่าน? ลากมันลงไปโบยยี่สิบไม้เดี๋ยวนี้! รีบเรียกคนให้มาเปลี่ยนผ้าห่มเสียใหม่! คนรับใช้พวกนี้ชักจะเกียจคร้านไม่เห็นแก่หน้าข้าเกินไปแล้ว!”
“เจ้าได้ยินแล้วหรือไม่?! ยังไม่รีบไปอีก เร็วเข้า! ทำตัวไร้ประโยชน์เช่นนี้แล้วข้าจะเลี้ยงดูพวกเจ้าให้เปลืองข้าวสุกไปไยกัน?!” แม่นางจ้าวโบกมือไล่หงอวี้และสาวใช้อีกคน ทั้งนางและหยุนลี่จงสองสามีภรรยาต่างร่วมเล่นละครตบตาอย่างเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย “ก่อนหน้านี้มีเด็กสองคนคอยรับใช้และปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่ คนหนึ่งมาล้มป่วย ส่วนคนหนึ่งลากลับบ้านไปร่วมงานศพ ถึงอย่างนั้นข้ายังกำชับพ่อบ้านหลิวอย่างดีให้เขาส่งเด็กรับใช้ที่มีไหวพริบให้มาปรนนิบัติแทนถึงสองคน พ่อบ้านหลิวผู้นี้กลับละเลยคำสั่งของข้า! ข้าจะไล่เขาออกจากจวนไปซะ!”
หยุนลี่เซียวหันหน้ากลับมายืนอยู่หน้าประตู ตวาดด่าทอนางเฉินทันที “เจ้าคนไร้ประโยชน์! แต่ละวันไม่หยิบจับทำการใดสักอย่าง! แม้แต่ท่านพ่อและท่านแม่เพียงสองคนยังปรนนิบัติพวกเขาไม่ได้ คิดว่าข้าไม่กล้าทุบตีเจ้าให้ตายคามือหรืออย่างไร!?”