ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 437 คืนเดือนมืด ลมกระโชกแรง
ตอนที่ 437 คืนเดือนมืด ลมกระโชกแรง
ตอนที่ 437 คืนเดือนมืด ลมกระโชกแรง
นิ้วของหยุนลี่เต๋อที่กำลังเคาะโต๊ะชะงักไปชั่วครู่ เขาค่อย ๆ ช้อนสายตาขึ้นมองหยุนลี่เซียวอย่างชั่วร้ายก่อนกล่าวเสียงทุ้ม “เจ้าสาม เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดอะไร? สิ่งนั้นอาจทำให้หัวของเจ้าหลุดออกจากบ่า!”
“พี่ใหญ่ มณฑลชิงหนิวเป็นมณฑลของเจ้า เจ้าจะกังวลอะไร?” หยุนลี่เซียวแสยะยิ้มพลางลดเสียงลง “เทน้ำมันสองถังในเรือนรับรองแล้วเผาเขาให้เกรียม สวรรค์ไม่มีทางรู้และผู้ใดจะหาเขาเจอเล่า นอกเสียจากเจ้าเมืองเช่นเจ้า?”
“หาก…”
“หากเกิดข้อผิดพลาดรึ? พี่ใหญ่ ในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว เจ้าอย่าลังเลไปเลย หากต้องการให้เรื่องสำเร็จ เจ้าต้องกล้าหาญและโหดเหี้ยมกว่านี้!”
“พูดง่าย ไยเจ้าไม่ทำเองเล่า?” คนหน้าซื่อใจคดมักไม่มีความกล้าหาญ เมื่อเรื่องทั้งหมดจวนตัวก็จะปัดความรับผิดชอบออกไป ซึ่งหยุนลี่เซียวเป็นคนประเภทนั้น
“หึหึ” หยุนลี่เซียวหัวเราะ “ไม่ใช่ว่าพี่ใหญ่ไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้มาก่อน หากไม่ใช่เพราะข้าโชคดี คงจมน้ำในแม่น้ำตายไปนานแล้ว”
“หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ แต่เจ้ากลับเอาแต่พูดเรื่องเหลวไหล” หยุนลี่จงกล่าวอย่างโกรธเคือง
“ข้าเสนอความคิดไปแล้ว หากเจ้าเห็นด้วยก็ร่วมมือกับข้าสิ ไม่มีผู้ใดต้องการปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปหรอก” หยุนลี่เซียวส่ายขาพลางมองเข้าไปในตาของหยุนลี่จง “พี่ใหญ่ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
หยุนลี่จงเผยสีหน้าคร่ำเครียด “ข้าคิดจะทำอะไร”
“เจ้าอยากปาหินครั้งเดียวได้นกสองตัวน่ะสิ” หยุนลี่เซียวโน้มกายไปข้างหน้าพลางฉีกยิ้มกว้าง “เจ้าอยากให้ข้าไปทำเรื่องสกปรกและเมื่อทุกอย่างสำเร็จ เจ้าก็จะโยนความผิดทุกอย่างให้ข้า จากนั้นผลประโยชน์ทั้งหมดก็จะตกเป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว หึหึ”
“เหลวไหล!” หยุนลี่จงคิดไม่ถึงว่าเจ้าสามจะมองความคิดของตนได้ทะลุปรุโปร่งเพียงนี้ มุมปากของเขาจึงกระตุกไม่หยุด
“หึ อย่าทำเสียบรรยากาศไปเลย ที่นี่ไม่มีคนนอกเสียหน่อย” หยุนลี่เซียวหยอกล้อ “ ทุกวันนี้คนที่กล้าได้กล้าเสี่ยงมักประสบความสำเร็จ ทำหรือไม่ทำ เพียงแค่เจ้าพูดออกมา!”
คืนเดือนมืด ลมกระโชกแรง เหมาะกับการคร่าชีวิตคนยิ่งนัก
ลานเรือนเงียบสงัด หยุนเชวี่ยยังคงสนทนาอยู่ในห้องของหยุนลี่เต๋อ นางได้ยินเสียงเคาะประตูห้องข้าง ๆ “ก๊อก ก๊อก” สองครั้ง จากนั้นเสียงเล็กแหลมก็ดังขึ้นสลับกับเสียงหอบหายใจ ซึ่งเสียงนั้นอัดแน่นไปด้วยความกังวล “คุณหนู ข้าเอง”
“หงอวี้?” หยุนเชวี่ยเปิดประตู “ดึกดื่นเพียงนี้ เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“คุณหนู รีบหนีเร็วเข้า! วิ่ง!” หงอวี้พุ่งเข้าไปจับแขนของหยุนเชวี่ย “นายท่าน ฮูหยิน และนายท่านสามต้องการจุดไฟเผาพวกท่านให้ตายตก ไปท่านรีบหนีเร็วเข้า!”
“จุดไฟ?!” สีหน้าของหยุนเชวี่ยพลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง
“ข้าได้ยินมาเช่นนี้ ท่านรีบหนีเร็วเข้า หากไม่หนีไปตอนนี้ มันจะสายเกินไป!” หงอวี้ร้อนใจจนแทบหลั่งน้ำตา นางพยายามดึงหยุนเชวี่ยให้เดินออกไปข้างนอกอย่างสุดกำลัง
หยุนเชวี่ยตัดสินใจอย่างเด็ดขาด นางรีบกลับไปที่ห้องของตนและหยิบสัมภาระก่อนกล่าวกับหยุนลี่เต๋อว่า “ท่านพ่อ ไปกันเถอะเจ้าค่ะ”
ในเมื่อเกี่ยวข้องกับความเป็นตายของลูกสาว หยุนลี่เต๋อจึงไม่ลังเลหรือชักช้าแม้แต่น้อย เขาสะพายห่อผ้าไว้บนหลัง จากนั้นสะบัดผ้าห่มสองสามครั้งแล้วยัดใส่หมอนแล้วเป่าตะเกียงอย่างรวดเร็ว
“หากมีคนพบเข้าเล่า?” หยุนเชวี่ยถาม
หงอวี้ส่ายหน้า “เดินไปตามเรือนทางเหนือ กำแพงด้านนั้นต่ำ จากนั้นท่านจงเดินไปตามถนนที่เราเคยไปแล้วท่านก็จะออกจากเมืองได้สำเร็จ!”
“เจ้าไปกับพวกเราเถอะ!” หยุนเชวี่ยจับมือของหงอวี้เอาไว้ ซึ่งร่างกายของอีกฝ่ายสั่นเทาไม่หยุด นิ้วมือเย็นเฉียบ ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“ข้าไปไม่ได้ ท่านพ่อท่านแม่ของข้าประทับลายมือลงในหนังสือสัญญาแล้ว หากข้าหนีไป นายท่านคงไม่ปล่อยพวกเขาไว้แน่ คุณหนูเป็นคนดี ท่านรีบหนีไปเถอะเจ้าค่ะ!” สิ้นคำของหงอวี้ สองพ่อลูกก็เดินเลียบไปตามกำแพง รอบข้างมืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่เงา
ขณะนี้สองพ่อลูกเดินตรงไปยังกำแพงทางทิศเหนือโดยไม่ลังเล หยุนลี่เต๋ออุ้มลูกสาวนั่งบนกำแพง จากนั้นถอยหลังไปสองสามก้าวและวิ่งเข้าหากำแพงก่อนกระโดดขึ้นกำแพงโดยใช้สองมือเกาะขึ้นไป
ค่ำคืนมืดมิด เมฆครึ้มลอยบังแสงของดวงจันทร์จนไม่มีแสงใดส่องลอดลงมา เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองวิ่งผ่านถนนอันเงียบสงัด
มณฑลชิงหนิวมีชายแดนห่างไกลจากตัวเมืองประมาณแปดถึงสิบลี้จึงเป็นเรื่องปกติที่ไม่มีผู้ใดสัญจรผ่านไปมา รอบข้างมีเพียงผ่าและภูเขาจึงไม่รู้ว่าขณะนี้ตนอยู่ที่ใด หยุนเชวี่ยเหน็ดเหนื่อยจนไม่สามารถเดินต่อได้ หยุนลี่เต๋อจึงแบกนางไว้บนหลังและไม่กล้าหยุดเดินแม้แต่ก้าวเดียว
จนกระทั่งฟ้าสางทั้งสองจึงมองเห็นร้านอาหารเล็ก ๆ ข้างทาง
“ท่านพ่อ ข้าหิว” หยุนเชวี่ยฟุบหน้าลงกับหลังของบิดา นางตากลมหนาวทั้งคืนจนเสียงแหบพร่า
หยุนลี่เต๋อมองเห็นเกวียนล่อเจ็ดถึงแปดคันจอดอยู่หน้าร้านขายอาหาร ใกล้ ๆ ยังมีกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ในร้าน คล้ายว่าขบวนขนสิ่งสินค้ากำลังจะออกเดินทาง เขาจึงรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อยก่อนวางลูกสาวลง
หยุนเชวี่ยรับประทานก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ชามใหญ่จนหมดภายในครั้งเดียว ในที่สุดแขนขาที่เป็นเหน็บชา เพราะความหนาวเหน็บก็รู้สึกดีขึ้น ทว่าหยุนลี่เต๋อกลับมีเรื่องหนักอึ้งต้องแบกรับ เขานั่งนิ่งไม่ขยับตะเกียบแม้แต่ครั้งเดียวก่อนลุกขึ้นถามเถ้าแก่เรื่องจ้างคนขับเกวียน
“หากท่านต้องการจ้างเกวียน ท่านต้องเดินไปยังมณฑลหยวนเหอที่ไกลออกไปประมาณสิบลี้” เถ้าแก่หันมองหยุนลี่เต๋อสองครั้ง “ท่านมาจากที่ใดหรือ?”
“ข้า…”
“ท่านพ่อ ข้ายังไม่อิ่ม” หยุนเชวี่ยถือชามเปล่านั่งอยู่บนเก้าอี้พลางตะโกนอย่างน่าสงสาร “ข้าอยากกินไข่”
“เถ้าแก่ เอาไข่เพิ่มอีกสองฟองขอรับ ราคาเท่าไรหรือ?”
“ยี่สิบสองเหรียญ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถ้าแก่ก็รู้ทันทีว่าสองพ่อลูกไม่อยากกล่าวมากความ เขาจึงหยุดซักถามก่อนฉีกยิ้มพลางเก็บเงินก่อนกล่าวว่า “หากท่านทั้งสองต้องการจ้างคนขับเกวียน ท่านลองไปถามขบวนคาราวานกลุ่มนั้นเถิด ถ้าโชคดีพวกท่านอาจมีจุดหมายเดียวกัน”
หยุนลี่เต๋อประสานมือขอบคุณ จากนั้นเดินเข้าไปสอบถามกลุ่มชายฉกรรจ์และทราบว่าคาราวานมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออก พวกเขาตอบอย่างตรงไปตรงมาและไม่สนใจเรื่องเงิน ทั้งยังรับปากว่าจะให้สองพ่อลูกไปด้วย
พ่อและลูกสาวนั่งเบียดเสียดกันในเกวียนขนส่งสินค้า หยุนเชวี่ยเหนื่อยล้ายิ่งนัก หลังจากอิ่มท้องนางก็เอียงศีรษะพิงแผ่นหลังอันแข็งแกร่งของหยุนลี่เต๋อแล้วหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
หยุนลี่เต๋อหยิบเสื้อผ้าหนา ๆ ของมาจากห่อผ้าแล้วคลุมให้ลูกสาว ดูเหมือนว่าเขายังคงตื่นตระหนกอยู่บ้าง หยุนลี่เต๋อมองใบหน้าเรียวเล็กของลูกสาวอย่างเหม่อลอย ในหูของเขามีเสียงหนึ่งดังก้องซ้ำไปมา
‘พี่ใหญ่ต้องการฆ่าข้าและลูกสาว’
‘พี่ใหญ่ต้องการฆ่าข้าและลูกสาว?’
‘พี่ใหญ่ต้องการฆ่าข้าและลูกสาว!’
แผ่นหลังของหยุนลี่เต๋อพลันหนาวเหน็บ เม็ดเหงื่อมากมายพลันผุดขึ้น เขาไม่กล้าคิดเลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่เรือนหลังจวนกันแน่ หากเด็กสาวผู้นั้นไม่มาแจ้งข่าว เกรงว่า…
หยุนลี่เต๋ออุ้มบุตรสาวนั่งบนตักของตน มือหยาบกระด้างปัดผมที่ตกลงปรกหน้าของนางขณะที่ขอบตาแดงระเรื่อ
ยามเที่ยง คาราวานขนส่งสินค้าเดินทางมาถึงเมืองหยวนเหอ จากนั้นหยุดพักและไม่เดินทางต่อ
หยุนลี่เต๋อต้องการจ่ายค่าโดยสาร พวกพ่อค้าต่างโบกมือปฏิเสธพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อยู่บ้านพึ่งพาพี่น้อง ออกนอกบ้านพึ่งพาเพื่อน เมื่อทำการค้าก็ต้องหามิตรภาพ ท่านไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก”
อยู่บ้านต้องพึ่งพาพี่น้อง หยุนลี่เต๋อยิ้มอย่างขมขื่น… พี่น้องทั้งสองกลับวางแผนคร่าชีวิตของเขา
เมื่อแยกทางกับคาราวานขนส่งสินค้าที่มณฑลหยวนเหอ หยุนลี่เต๋อก็จ้างคนขับเกวียนให้ไปส่งยังมณฑลอันผิง
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
หยุนเชวี่ยนอนหลับอย่างสบายใจอยู่ในเกวียนจนถึงยามเที่ยงในวันถัดมา หลังจากรับประทานอาหารแห้งที่ซื้อมาระหว่างทางเรียบร้อยแล้ว นางก็นั่งเท้าคางมองออกไปข้างนอกต่างอย่างเหม่อลอย