ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 438 กลับบ้าน
ตอนที่ 438 กลับบ้าน
ตอนที่ 438 กลับบ้าน
“ลูกสาว ไม่ต้องกลัว อีกเพียงครึ่งวันเราก็ถึงบ้านแล้ว” หยุนลี่เต๋อเกรงว่าลูกสาวจะตกใจกลัวจึงตบแผ่นหลังของนางเบา ๆ แล้ว “กลับบ้านก็ดีแล้ว แม่ของเจ้า สืออี และต้าหวง รออยู่ที่บ้าน”
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้กลัว” เสียงของหยุนเชวี่ยแหบพร่าเล็กน้อย “ข้าเพียงเป็นห่วงหงอวี้ ไม่รู้ว่าตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง”
“สาวใช้ใจดีที่ช่วยชีวิตเราสองคนไว้น่ะหรือ”หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ “ลูกวางใจเถิด เมื่อกลับถึงบ้าน พ่อจะคิดหาวิธีพานางและปู่กับย่าของเจ้าออกมาจากที่นั่นแน่นอน
หยุนเชวี่ยพยักหน้าก่อนเท้าคางและชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ท่านพ่อ อย่าบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับท่านแม่เลยนะเจ้าคะ ท่านแม่เป็นคนอ่อนไหว ข้ากลัวนางจะตกใจอีก”
หยุนลี่เต๋อลูบศีรษะของนาง
วันที่สามของการเดินทาง ยามเที่ยง เกวียนล่อก็เคลื่อนเข้าสู่มณฑลอันผิง สองพ่อลูกจึงถือโอกาสแวะเยี่ยมเยือนหยุนเยี่ยนและต้าหวัง
ร้านพะโล้ดำเนินไปอย่างราบรื่น สองสามีภรรยาจัดการดูแลอย่างดี เมื่อต้าหวังเห็นว่าพ่อตามาเยี่ยมเขาจึงซื้อสุราและผักชั้นดีมาให้ หลังทำงานอยู่ครู่ใหญ่ ทั้งสองก็เชิญผู้มาเยือนไปรับกินอาหารที่เรือนของตน
“เมื่อวานท่านแม่เพิ่งมาที่นี่ เหตุใดเจ้ากับท่านพ่อถึงกลับมาเร็วเพียงนี้?” หยุนเยี่ยนจูงมือหยุนเชวี่ย “มณฑลชิงหนิวอยู่ไกลหรือไม่? ที่นั่นกับเมืองของเราที่ใดคึกคักกว่า?”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“ไกลมาก ไกลเหลือเกิน ข้านั่งในเกวียนจนปวดก้น” หยุนเชวี่ยเบ้ปากพลางบิดเอวไปมา “พื้นที่กว้างเท่าฝ่ามือ ถนนเงียบสงัด ห่างชั้นกับที่นี่หลายขุม”
“เหตุใดยังปวดก้นอยู่อีก? เจ้ารีบไปนอนที่เตียงสิ ประเดี๋ยวข้าจะนวดให้” หยุนเยี่ยนฉีกยิ้มกว้างพลางตบแผ่นหลังของน้องสาวเบา ๆ ก่อนหันกลับมา “ท่านแม่ ข้าฝากร้านสักครู่นะเจ้าคะ หากมีลูกค้าเข้ามา ท่านก็เรียกข้าได้”
“พวกเจ้าสองพี่น้อง พอเจอหน้ากันก็ขลุกอยู่ด้วยกันทั้งวัน” มารดาต้าหวังโบกมือ “เข้าไปพูดคุยกันในเรือนเถิด ข้าเฝ้าร้านเอง”
“บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ท่านแม่ห้ามให้เจ้าไปที่นั่น แต่เจ้าก็ดึงดันจะไป หากไปข้างนอกแล้วอาหารไม่ถูกปากและนอนไม่หลับเจ้าจะทำอย่างไร… นอนลงแล้วยกก้นขึ้น” หยุนเยี่ยนสั่ง
หยุนเชวี่ยนอนคว่ำอย่างว่าง่ายก่อนนอนแผ่แขนขาทั้งสี่ลงบนเตียงอย่างหมดแรง นางส่งเสียงฮึดฮัดขณะปล่อยหยุนเยี่ยนนวดกล้ามเนื้อของตนเบา ๆ “โอ๊ย เอว… เจ็บเอว พี่สาวเบาลงสักหน่อย เอวข้าจะหักแล้ว…”
“เด็กที่ใดปวดเอวกัน” หยุนเยี่ยนตบบั้นท้ายของน้องสาวอย่างหยอกล้อ “ดูซิว่าครั้งหน้าเจ้ายังจะดื้อดึงออกไปข้างนอกหรือไม่”
ในสมัยโบราณ การเดินทางไกลนั้นถือเป็นเรื่องยาก เกวียนล่อต้องเคลื่อนไปตามพื้นถนนลูกรัง หากเดินทางเพียงสองถึงสามชั่วโมงยังพออะลุ่มอล่วย แต่หากต้องเดินทางโดยใช้เวลาสองสามวัน ร่างกายจะอ่อนล้าจนแทบแตกเป็นเสี่ยง ๆ
การเดินทางจากมณฑลอันผิงไปยังมณฑลชิงหนิวใช้เวลาร่วมสามวันครึ่ง หากระยะเวลาไปกลับก็ประมาณห้าวัน ฟ้ามืดก็พักในโรงเตี๊ยม พอฟ้าสางก็ออกเดินทางทันที กอปรกับต้องหนีตายทั้งคืน การเดินทางครั้งนี้ของหยุนเชวี่ยจึงนับว่าลำบากไม่น้อย
“ไม่ง่ายเลยที่เจ้ากับท่านพ่อจะเดินทางไกลเช่นนี้ เหตุใดถึงไม่พักที่นั่นสักสองสามวันเล่า?” หยุนเยี่ยนถาม
“ที่นั่นไม่มีอะไรน่าสนใจ ข้าเบื่อจะตายอยู่แล้ว” หยุนเชวี่ยผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ “ทั้งเมืองมีถนนเพียงเส้นเดียวทั้งยังคับแคบจนสามารถมองเห็นปลายถนนได้ ข้าเดินสะบัดก้นเพียงครู่เดียวก็เดินชมครบหนึ่งรอบแล้ว”
“แต่ท่านลุงใหญ่เขียนในจดหมายว่าที่นั่นครึกครื้นยิ่งว่าที่นี่มิใช่หรือ?” หยุนเยี่ยนกล่าวอย่างจริงใจ
“คำพูดของเขาเชื่อถือได้หรือ?” หยุนเชวี่ยหนุนแขนตนเองก่อนหลับตา “เขาคงได้ยินอาสามบอกว่าครอบครัวเราร่ำรวยและคิดจะวางแผนหลอกล่อท่านพ่อ อีกหน่อยเขาคนคิดว่าเราโง่”
“เช่นนั้นพวกเขาไม่ได้ทำให้เจ้าและท่านพ่อลำบากใจใช่หรือไม่?” หยุนเยี่ยนถาม
หยุนเชวี่ยไม่รู้จะตอบอย่างไร “พี่สาว ท่านรู้หรือไม่ว่าจวนของเขากว้างขวางยิ่งนัก ทั้งยังมีบ่าวรับใช้กว่ายี่สิบคน ซึ่งชื่อแต่ละคนเกี่ยวกับความมั่งคั่งและการเลื่อนตำแหน่งทั้งนั้น ท่านบอกว่าลุงใหญ่เป็นนักปราชญ์ แต่เหตุใดทักษะการตั้งชื่อห่วยแตกเช่นนี้? ส่วนป้าสะใภ้ใหญ่ก็เก็บชาชั้นดีไว้ในตู้ ตอนนี้นางกลายเป็นฮูหยินแล้วแต่ยังตระหนี่ไม่มีเปลี่ยน…”
“พรืด…” หยุนเยี่ยนกลั้นหัวเราะก่อนกล่าวต่อ “เจ้าเล่ามาให้หมด ท่านปู่และท่านย่าอาศัยอยู่ที่ใด? พวกเขายังแข็งแรงอยู่หรือไม่? แล้วพี่หยุนเยว่เล่า นางแก่กว่าข้าหนึ่งปี ถึงเวลาที่นางจะต้องออกเรือนแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ท่านปู่และท่านย่ายังคงสบายดีดังเดิม” หยุนเยี่ยนตอบอย่างคลุมเครือ “หยุนเยว่… ข้าก็ยังเห็นว่านางเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง แต่ข้าได้ยินสาวใช้คนหนึ่งในจวนเล่าว่านางชอบพอบุตรชายของใต้เท้าผู้หนึ่ง น่าเสียดายที่เขาไม่ยอมมาสู่ขอ”
หยุนเยี่ยน “หืม? เพราะเหตุใดเล่า?”
“เพราะเหตุใดน่ะหรือ?” หยุนเชวี่ยกล่าว “เขาอาจไม่ชอบนางหรืออาจไม่ชอบท่านลุงใหญ่ หรือไม่ก็ไม่ชอบนางและไม่อยากพบหน้า”
“หยุนเยว่หน้าตาสะสวย ทั้งยังอ่านออกเขียนได้ ทว่าคาดหวังสูงเกินไป นางต้องการแต่งงานกับคนในตระกูลเศรษฐีมาตลอด” หยุนเยี่ยนถอนหายใจ “แต่ใครเล่าจะรับรู้ถึงความต้องการของคุณหนูใหญ่เช่นนาง? และใครบ้างที่มีชีวิตดีเช่นอาชิ่วเอ๋อ?”
หยุเชวี่ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “พี่สาว ท่านคิดว่าหยุนชิ่วเอ๋อมีชีวิตที่ดีหรือ?”
“ทุกคนในหมู่บ้านของเราล้วนกล่าวเช่นนั้น… เจ้านอนนิ่ง ๆ สิ อย่าขยับ” หยุนเยี่ยนใช้สองมือจับไหล่ของนางเอาไว้ “จริงสิ ข้าจะบอกอะไรให้เจ้ารู้… หยูซื่อแต่งงานแล้ว”
“หยูซื่อ?”
“เจ้าลืมไปแล้วหรือ? ลูกชายของเถ้าแก่ร้านขายของชำบนถนนทิศตะวันตก ก่อนหน้านี้เขาหมั้นหมายจนเกือบจะได้แต่งงานกับอาชิ่วเอ๋อ หนำซ้ำเจ้ายังบอกว่าเขาหน้าตาคล้ายเผือกอีก!” หยุนเยี่ยนตื่นเต้นจนไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะกำมือ นางจึงหยิกแผ่นหลังของหยุนเชวี่ย
“โอ๊ย… เจ็บ…” หยุนเชวี่ยสะดุ้งโหยงจนเกือบตกเตียง “ไยข้าจะจำไม่ได้ เขาแต่งงานแล้วหรือ? นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“เขาเพิ่งแต่งงานเมื่อไม่กี่วันก่อน งานแต่งถูกจัดขึ้นอย่างเอิกเกริก นอกจากนี้ยังจุดประทัดตั้งแต่ถนนทิศตะวันทอดยาวไปถึงถนนทิศตะวันออก” หยุนเยี่ยนกล่าว “บางทีอาจเป็นเพราะแม่ของเขารู้จักครอบครัวเรา นางถึงกับมาส่งขนมเปี๊ยะให้ข้าที่นี่ด้วยตนเอง”
หยุนเชวี่ย “…”
“นอกจากนี้พี่ต้าหวังของเจ้าก็ส่งเนื้อตุ๋นไปที่บ้านของพวกเขาอีกสองสามชิ้นเช่นกัน”
“พี่สาวเห็นเจ้าสาวหรือไม่?” หยุนเชวี่ยถามด้วยความสงสัย “ข้าไม่รู้ว่าเขาเลือกแต่งงานกับคนแบบใด”
“ข้าไม่เห็นเจ้าสาวของเขา แต่ได้ยินมาว่าเป็นคนจากหมู่บ้านข้างเคียงกับหมู่บ้านของเรานางหูหนวกและเป็นใบ้ แต่หน้าตาสะสวยและทำงานได้คล่องแคล่ว” หยุนเยี่ยนตอบ “เหล่าชาวบ้านแต่งนินทาว่าเสียดายที่นางแต่งงานกับหยูซื่อ”
“ทั้งหูหนวกและเป็นใบ้?” หยุนเชวี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “มิใช่เหมาะสมกันหรอกหรือ? คนหนึ่งพูดตะกุกตะกัก แต่ดันทุรังพูดมาก อีกคนก็นั่งฟังอย่างสบายใจ เพราะไม่ได้ยิน ข้ากำลังจะบอกพี่สาวว่านี่มิใช่กิ่งทองใบหยกหรอกหรือ มันต้องเป็นพรหมลิขิตแน่นอน?”
หยุนเยี่ยนปิดปากของนาง “เจ้าพูดอะไรออกมา”
“ข้ากำลังจะบอกว่าไม่มีอะไรน่าเศร้าและน่าเสียดาย แม้คนอื่นจะมองว่าหยูซื่อน่าเกลียดและพูดติดอ่าง แต่ข้ากลับรู้สึกสงสารเขา การแต่งงานกับหยุนชิ่วเอ๋อต้องถูกยกเลิก ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจเป็นวาสนาของหยูซื่อ…”
“เจ้าสองคนกำลังพูดถึงอะไรหรือ หัวเราะจนเสียงดังออกไปข้างนอกแล้ว” ต้าหวังถือสุราไว้ในมือหนึ่ง และอีกมือหนึ่งถืออาหาร เมื่อเดินเข้ามาในห้อง เขาจึงเห็นว่าหยุนเชวี่ยกำลังนอนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่บนเตียง “เจ้าเด็กคนนี้เป็นอะไรไป?”
“นางบอกว่านั่งเกวียนนานจนปวดเมื่อยไปหมด ข้าเลยนวดให้นางน่ะ” หยุนเยี่ยนแต่งงานแล้ว ซึ่งหลังจากมีกิจการเป็นของตนเอง นางก็กล้าพูดคุยมากขึ้น
หยุนเชวี่ยฉีกยิ้มกว้าง “พี่ต้าหวัง ท่านซื้ออะไรอร่อย ๆ มาหรือ?”