ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 439 พยานหลักฐาน
ตอนที่ 439 พยานหลักฐาน
ตอนที่ 439 พยานหลักฐาน
เมื่อเห็นสองพ่อลูกกลับมาถึงหมู่บ้าน แม่นางเหลียนก็ตกใจยิ่งนัก “เหตุใดถึงกลับมาเร็วเพียงนี้?”
“ก่อนออกเดินทางท่านแม่กำชับพวกเราว่าให้รีบกลับมิใช่หรือเจ้าคะ?” ยังไม่ทันที่หยุนเชวี่ยจะเดินเข้าไปในเรือน ต้าหวงก็กระดิกหางแล้วโผเข้าหานางราวกับเจอญาติพี่น้อง
“โอ้ เหนื่อยหรือไม่? รีบเข้าไปในเรือนเร็วเข้า เจ้าอยากกินอะไร แม่จะไปทำให้ลูกเดี๋ยวนี้” แม่นางเหลียนใช้ฝ่ามือประคองใบหน้าของลูกสาวพลางมองสำรวจซ้ายขวา “ตลอดทางคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ ซูบผอมหมดแล้ว” นางกล่าวพลางถลึงตาใส่หยุนลี่เต๋ออย่างโกรธเคือง
หยุนเชวี่ยฉวยโอกาสใช้ศีรษะถูกายมารดาพร้อมกล่าวอย่างออดอ้อน “ไม่เลยเจ้าค่ะ ไม่มีที่ใดสบายเท่าบ้านของเรา ไม่มีอาหารที่ใดอร่อยกว่าอาหารฝีมือท่านแม่ สถานที่แห่งนั้นไม่สวยงาม ข้าไม่อยากไปอีกแล้ว”
“รังเงินรังทองก็ไม่เท่ากับรังหมาของเรา* แม่ห้ามไม่ให้เจ้าไป แต่เจ้าก็ยังดึงดันจะไป” แม่นางเหลียนเอ็นดูบุตรสาวยิ่งนัก นางทั้งหยิกแก้มและลูบผมของหยุนเชวี่ย ในใจของแม่นางเหลียนรู้สึกเจ็บปวด “แม่จะไปเชือดไก่ให้เจ้า”
*รังเงินรังทองก็ไม่เท่ากับรังหมาของเรา เปรียบเปรยถึงอยู่ที่ใดก็ไม่สบายเท่าอยู่บ้านตน
หยุนเชวี่ยดึงแขนเสื้อของมารดาเอาไว้ “ท่านแม่ ข้าเพิ่งกินข้าวที่บ้านของพี่สาวมา”
“เช่นนั้นก็ตุ๋นเอาไว้แล้วเก็บน้ำแกงไว้กินตอนเย็น” แม่นางเหลียนถือว่าบุตรสาวเป็นสมบัติล้ำค่า แต่เมื่อเหลือบมองหยุนลี่เต๋อ ท่าทีของนางก็เย็นชาขึ้น “ตอนออกจากบ้านก็รับปากไว้เสียดิบดี แค่ไม่กี่วันลูกสาวก็หิวจนผอมลงเสียแล้ว”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
หยุนลี่เต๋อรู้สึกผิดต่อแม่นางเหลียน เขาจึงไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
แม่นางเหลียนกำลังง่วนอยู่กับการเชือดไก่ หยุนเชวี่ยถือคันฉ่องทองแดงส่องใบหน้าไปมาและรู้สึกว่าตนซูบผอมลงจริง ๆ ใบหน้าไม่กลมกลึงเช่นเดิม คางแหลมขึ้นเล็กน้อย เมื่อเม้มริมฝีปาก ลักยิ้มบนพวงแก้มสองข้างก็ดูลึกขึ้น
หยุนลี่เต๋อนั่งอยู่บ้างเตียง เขาถูฝ่ามือเข้าด้วยกันไม่หยุดขณะที่ในใจครุ่นคิดเรื่องมากมาย หลายครั้งที่เขาอยากจะกล่าวออก แต่ก็หยุดไปเสียก่อน
เสียงไก่กระพือปีกดังมาจากลานเรือน มันดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตาย ขณะที่ต้าหวงส่งเสียงเห่าด้วยความตื่นเต้น
ครู่ต่อมา หยุนลี่เต๋อก็เอ่ยว่า “เชวี่ยเอ๋อ…”
หยุนเชวี่ยวางคันฉ่องลงก่อนหันกลับไปมองบิดา
หยุนลี่เต๋อ “…”
หยุนเชวี่ย “เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ? ท่านพ่อ?”
“…” ใบหน้าแก่ชราของหยุนลี่เต๋อแดงระเรื่อ เขาเม้มริมฝีปากอันแห้งผากก่อนกล่าวอย่างลำบากใจ “พ่อจะบอกว่าอย่าบอกแม่ของเจ้าเรื่องบ้านลุงใหญ่…”
หยุนเชวี่ย “อ้อ ท่านพ่อวางใจได้ ข้าไม่พูดเด็ดขาด ท่านแม่ของข้าเป็นคนอ่อนไหว หากรู้เข้าจะต้องตกใจจนหลั่งน้ำตาเป็นแน่”
หยุนลี่เต๋อ “ไม่ใช่…”
“…” หยุนเชวี่ยกะพริบตาปริบ ๆ พลันเข้าใจในทันใด “เช่นนั้นข้าจะปิดปากเงียบเจ้าค่ะ ท่านพ่อวางใจได้ ท่านรู้ ข้ารู้ แต่ท่านแม่ไม่มีวันรู้…”
ใบหน้าของหยุนลี่เต๋อแดงก่ำขณะพยักหน้าอย่างเศร้าสลด
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกว่ามีเรื่องราวบางอย่างไม่ถูกต้อง หากหยุนลี่เต๋อและสตรีที่มีชื่อว่าอิ๋งชุนไม่ได้มีสัมพันธ์สวาทด้วยกันจริง แต่เหตุใดสตรีนางนั้นกลับพูดราวกับเรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว หัวใจที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิดยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น…
แม่นางเหลียนทำงานหนักทั้งยามบ่าย ตกเย็น นางจึงรู้สึกได้ว่าหยุนลี่เต๋อมีท่าทีผิดปกติ เขาเอาแต่นั่งเงียบ ดวงตาฉายแววเศร้าหมอง และเอาแต่ก้มหน้า
“พวกเจ้าทั้งสองไปที่ใดกันมาบ้าง?” แม่นางเหลียนมองหยุนเชวี่ยพร้อมเอ่ยถาม “บ่ายนี้เจ้าไม่เล่าอะไรให้ข้าฟังสักคำ”
“…” หยุนลี่เต๋อยื่นมือออกไปคีบเนื้อใส่ชามของภรรยาและลูกสาวอย่างแข็งกระด้าง “กินให้มากกว่านี้สักหน่อย”
แม่นางเหลียนนั่งนิ่งพร้อมมองสามีด้วยแววตาสงสัย “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อ “…”
แม่นางเหลียน “ต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่ และเจ้าสองก็ตกลงกันว่าจะปกปิดข้า”
หยุนเชวี่ยเห็นว่าร่างของบิดาแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ นางจึงกล่าวเสริม “ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ เพียงแค่สุขภาพของท่านปู่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ท่านพ่อจึงกังวล”
“เกิดอะไรขึ้นกับท่านพ่อรึ? อาการของเขาทรุดหนักอีกแล้วหรือ?” เมื่อได้ยินว่าผู้เฒ่าล้มป่วย แม่นางเหลียนก็เอ่ยถามด้วยความกังวล
หยุนเชวี่ยพยักหน้า
“เชิญหมอมาตรวจดูหรือยัง? ท่านพ่อไม่สบาย ไยท่านไม่พักอยู่ที่นั่นต่อสักสองสามวันเล่า? เหตุใดถึงรีบกลับมา?” แม่นางเหลียนเห็นสีหน้าของหยุนลี่เต๋อแล้ว นางจึงคาดเดาว่าครานี้อาการของผู้เฒ่าคงหนักกว่าเดิม
“เชิญมาแล้วเจ้าค่ะ หมอบอกว่าท่านปู่ชรามาก ตอนนี้ร่างกายของเราเปรียบเสมือนตะเกียงที่น้ำมันใกล้แห้งเหือด…” หยุนเชวี่ยกล่าวขณะใช้ปลายเท้าสะกิดขาของหยุนลี่เต๋อ
“เช่นนั้น…” แม่นางเหลียนได้ยินดังนั้น ดวงตาของนางก็พลันแดงก่ำ หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงถอนหายใจ “เฮ้อ ใบไม้ร่วงกลับคืนสู่รากเหง้า เมื่อไรท่านจะไปรับท่านพ่อกลับมาที่นี่หรือ?”
“เร็วที่สุด” หยุนลี่เต๋อกล่าว
สองผู้เฒ่าต้องทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง หยุนลี่เต๋อย่อมรู้ดี แต่หยุนลี่จงเป็นเจ้าเมืองมณฑลชิงหนิว เขาจึงสามารถใช้มือบังท้องฟ้าที่นั่นได้ หยุนลี่เต๋อร้อนใจไม่น้อย ทว่าทำเรื่องบุ่มบ่ามไม่ได้
หลังจากครุ่นคิดทั้งคืน หยุนลี่เต๋อก็ตัดสินใจส่งคนไปไต่ถามความเคลื่อนไหวในมณฑลชิงหนิว กลุ่มคาราวานส่งสินค้าที่เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้และหยุนลี่เต๋อยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ไม่กี่วันที่ผ่านมาพวกเขาส่งข่าวมาบอกว่าในคืนที่ทั้งสองหนีหัวซุกหัวซุน เพลิงขนาดใหญ่ลุกไหม้เรือนด้านหลังของศาลาว่าการของมณฑลชิงหนิว
“เพลิงลุกโชน ชาวบ้านลือกันว่าห้องในเรือนรับรองทั้งสองห้องถูกเผาไหม้เป็นจุณ นอกจากนี้เจ้าเมืองเกือบเอาชีวิตไม่รอด หลังจากเข้าไปช่วยดับไฟ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยุนลี่เต๋อก็เผยสีหน้าตึงเครียดพร้อมกำหมัดแน่นทันที
“ท่านพ่อ เราต้องรีบหาทางจัดการนะเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยร้อนใจเช่นกัน “พวกเราหนีออกมาเช่นนี้ ท่านลุงใหญ่ต้องประหลาดใจแน่ แต่หากเขาสงสัยในตัวของหงอวี้ ชีวิตของนางคงจบไม่สวยแน่”
“เขากำลังหาเงินเพื่อเอาชีวิตรอด” หยุนลี่เต๋อกัดฟันกรอด “ไป ลูกสาว… ไปแจ้งเรื่องที่ศาลาว่าการกับพ่อ!”
ขุนนางมิอาจปิดบังสวรรค์ด้วยมือเพียงข้างเดียวหรือกระทำทุกอย่างได้ตามใจชอบ เมื่อขุนนางทำผิดกฎระเบียบบ้านเมืองจะต้องมีขุนนางที่ลำดับขั้นใหญ่โตกว่าเข้ามาจัดการ ไม่อาจปล่อยให้ก่อเรื่องเลวร้ายต่อไปได้ แม้หยุนลี่เต๋อจะเป็นคนหยาบกระด้าง แต่เขาก็เข้าใจกฎหมายของบ้านเมืองดี
ณ สำนักงานบริหารมณฑลอันผิง
หลังจากบิดาของเฉียนเสี่ยวปังได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาก็โมโหอย่างมาก ใบหน้าดำคล้ำราวกับพระศรีอริยพุทธเจ้า “บนโลกนี้ยังมีคนโหดเหี้ยมและไร้ยางอายเช่นนี้อยู่อีกรึ!”
“ท่านลุงเฉียน ท่านสามารถจัดการเรื่องนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยถาม ตามหลักการแล้วทั้งสองคนเป็นเจ้าเมืองขั้นที่เจ็ด ต่างคนต่างเป็นผู้ปกครองของมณฑล ซึ่งน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง*
*น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง หมายความว่า ต่างคนต่างอยู่ ไม่มายุ่งเกี่ยวกัน
หลังจากได้ยินคำถาม บิดาของเฉียนเสี่ยวปังก็ลูบเครา “เรื่องแบบนี้ต้องมีหลักฐานชัดเจน หากเราต้องการจัดการเขาจริง ๆ”
“ข้ามีพยานเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าว “สาวใช้ที่มารายงานข่าวให้เราคือพยานบุคคล หากไม่ใช่เพราะนาง ข้าและท่านพ่ออาจไหม้เป็นตอตะโกไปแล้ว”
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
“แค่มีพยานบุคคลยังไม่เพียงพอ เจ้าต้องมีหลักฐานทางวัตถุด้วย” บิดาของเฉียนเสี่ยวปังเป็นนักธุรกิจมาก่อน ด้วยเหตุผลนี้เขาจึงระมัดระวังตัว “เรื่องนี้เจ้าต้องเก็บเป็นความลับ มิฉะนั้นคำพูดของเจ้าจะทำร้ายเด็กคนนั้น”
“แล้วจะมีหลักฐานอะไรเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยเดินวนไปมาอย่างร้อนรน “เรื่องนี้ผ่านมาหลายวันแล้ว ต่อให้มีหลักฐานหลงเหลือ มันคงถูกชะล้างไปจนสิ้น”
ปลัดอำเภอเฉียนเห็นหยุนเชวี่ยเดินไปมาจึงเกิดอาการเวียนศีรษะ “โธ่ หลานสาวคนโตของข้า อย่าเพิ่งตระหนก ข้าจะลองคิดหาทางดู…”
“ท่านจะคิดหาทางแก้ไขได้เมื่อไรเจ้าคะ?”
“อย่าเพิ่งใจร้อน ทุกเรื่องต้องมีทางออก…”
“ท่านลุงเฉียน ข้าเชื่อว่าท่านต้องหาทางออกได้แน่นอน ท่านเคยทำการค้าใหญ่โตมาก่อน ย่อมมีฝีมือร้ายกาจอยู่บ้าง… ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“เชวี่ยเอ๋อ” หยุนลี่เต๋อปรามลูกสาว “อย่าไร้มารยาท”
“เฮ้อ เด็กคนนี้พูดถูก” บิดาของเฉียนเสี่ยวปังกล่าวอย่างไม่ใส่ใจคำพูดของนางก่อนเหยียดยิ้ม “เจ้าอายุยังน้อย ทั้งยังฉลาดกว่าข้ามิใช่หรือ?”