ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 440 จิ้งจอกเฒ่า
ตอนที่ 440 จิ้งจอกเฒ่า
ตอนที่ 440 จิ้งจอกเฒ่า
หยุนเชวี่ยคิดในใจว่าคนผู้นี้เป็น ‘จิ้งจอกเฒ่า’ อย่างแท้จริง เห็นได้ชัดว่าเขามีความคิดดี ๆ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เอ่ยปาก แต่กลับซ่อนเร้นอ้ำอึ้งไว้ แสดงท่าทีราวกับลำบากใจ
บิดาของเจ้าอ้วนเฉียนยิ้มกว้าง คิดว่าเด็กสาวนางนี้มีความเฉลียวฉลาดไม่ธรรมดา ทว่านางยังเยาว์วัยนัก ไม่ทันบรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ คงดีไม่น้อยหากตนมีบุตรสาวมากไหวพริบเช่นนี้สักคนหนึ่ง…
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วชายวัยกลางคนก็เปล่งเสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจยิ่ง ทำให้หยุนลี่เต๋อเกิดความสับสน จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ใต้เท้าเฉียน นี่ท่าน…”
“แค่ก แค่ก…” ใต้เท้าเฉียนรีบระงับความพึงใจของตนไว้ ก่อนจะทรุดกายนั่งลงตามเดิม “ข้าพอคิดวิธีได้แล้ว”
“ท่านโปรดบอกกล่าว” หยุนลี่เต๋อเผยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“หากวิธีดังกล่าวไม่เป็นผล เช่นนั้นก็ใช้หนทางหนึ่ง” บิดาของเจ้าอ้วนเฉียนกล่าวต่อ “น้องชาย ข้าขอกล่าวตามตรง จากที่เจ้าเล่ามาทั้งหมด ไม่ว่าอย่างไร แปดในสิบส่วนพี่ใหญ่ของเจ้าก็ไม่ใช่ขุนนางใสซื่อมือสะอาด แต่หากต้องการตรวจสอบเรื่องนี้…”
สีหน้าของหยุนลี่เต๋อเคร่งขรึม “ใต้เท้าเฉียนโปรดชี้แจงขั้นตอนให้ละเอียด”
“ข้ารู้มาว่าครอบครัวของน้องชาย ยังมีลูกชายคนเล็กที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ ในอนาคตหากเขาคิดสอบรับราชการเป็นขุนนาง…” ใต้เท้าเฉียนหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “ไม่แน่ หลังการสอบช่วงฤดูใบไม้ร่วง เกรงว่าอาจมีคนคิดบัญชีย้อนหลัง แล้วใช้ประเด็นเหล่านี้สร้างความยุ่งยากให้กับลูกชายของเจ้า”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
หยุนลี่เต๋อกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “เสี่ยวอู่ของข้ายังเยาว์วัย เรื่องคดเคี้ยวเหล่านี้ยังเป็นเรื่องไกลตัว เวลานี้สิ่งที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนคือรับสาวใช้นางนั้นและท่านพ่อท่านแม่ของข้าออกมา”
เขาร้อนใจไม่น้อย หากไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ปล่อยไว้นานอีกหน่อยเห็นทีผู้เฒ่าหยุนคงทนทุกข์ทรมานไม่ไหวอีกต่อไป ใครจะรู้ว่าหลังจากเขาหนีออกมา สองสามีภรรยาผู้ชราจะต้องประสบเคราะห์กรรมใดอีก พวกเขาชราภาพมาแล้ว ต้องมาสิ้นลมหายใจต่างถิ่นฐานบ้านเกิด คิดแล้วให้ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดในใจ
“เรื่องนี้จำเป็นต้องทบทวนให้ดี แต่ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเช่นนั้นก็เป็นอันสรุปได้” เมื่อเห็นหยุนลี่เต๋อตัดสินใจด้วยท่าทางมุ่งมั่น ใต้เท้าเฉียนจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นแล้ว ข้าจะเขียนจดหมายส่งถึงใต้เท้าจงเดี๋ยวนี้”
ใต้เท้าจงและตระกูลเฉียนมีความสัมพันธ์อันดีกันมานานตั้งแต่ไหนแต่ไร การที่พวกเขาสามารถเลื่อนขั้นเป็นขุนนางระดับห้าได้ ก็ถือว่าเป็นอานิสงส์ผลพลอยได้จากความดีความชอบของตระกูลหยุน ถึงตอนนี้ครอบครัวรองมาขอความช่วยเหลือจากเขา ดังนั้นเขาก็ไม่อาจนิ่งเฉยต่อเรื่องดังกล่าวได้
หลายถัดมา หยุนลี่เต๋อต้องเดินทางไปทำธุระที่ศาลาว่าการมณฑลทุกวัน ยังไม่ทันที่ใต้เท้าจงจะตอบจดหมายกลับมา กลับได้รับจดหมายที่ส่งตรงมาจากมณฑลชิงหนิวเสียก่อน
หยุนลี่จงถามพวกเขาผ่านทางจดหมาย ว่าเหตุใดจู่ ๆ สองพ่อลูกถึงได้ออกไปจากจวนโดยไม่มีแม้แต่คำบอกลา ทั้งยังบอกอีกว่าผู้เฒ่าหยุนไม่เห็นหน้าเขาก็ได้แต่ถอนหายใจทั้งวัน ไม่คิดแตะต้องอาหารการกินอีก ตัวอักษรเหล่านั้นราบเรียบเป็นปกติราวไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
หยุนลี่เต๋อเข้าใจว่านี่เป็นการหยั่งเชิงจากอีกฝ่าย และบางทีอาจมีเจตนาอื่นแอบแฝง ดังนั้นจึงจงใจไม่ตอบกลับ
ห้าวันต่อมา ในที่สุดใต้เท้าจงก็ตอบจดหมายกลับมา เขาแจ้งถ้อยคำเพียงสั้น ๆ ให้พวกเขาวางใจ ตอนนี้ได้ส่งคนไปตรวจสอบเรื่องราวยังมณฑลชิงหนิวอย่างลับ ๆ แล้ว ฮ่องเต้องค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียงหนึ่งปี ถึงคราวที่จะต้องจัดการพวกขุนนางฉ้อฉลให้เด็ดขาด ขอเพียงพบเจอหลักฐานที่สามารถมัดตัวหยุนลี่จงไว้ได้อย่างแน่นหนา เขาก็หนีความผิดไปไม่พ้นแน่
เมื่อได้เห็นจดหมายฉบับนี้แล้ว หยุนลี่เต๋อจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“พ่อของเจ้าทำท่าทางหดหู่มาหลายวันแล้ว วันนี้สีหน้าถึงได้ผ่อนคลายลงไปบ้าง” แม่นางเหลียนลอบถามไถ่เรื่องราวเอาจากปากของหยุนเชวี่ย “พวกเจ้าสองคนมีเรื่องใดปิดบังข้ากันแน่?”
“เปล่านะเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยหัวเราะคิกคัก “ท่านแม่ หากท่านไม่เชื่อถือข้าย่อมไม่ผิด แต่ท่านไม่เชื่อคำท่านพ่อของข้าเลยหรือ? หากท่านพ่อข้าโกหก เห็นทีในหมู่บ้านเราคงหาคนซื่อสัตย์ไม่ได้อีกแล้ว”
“เขาไม่ได้โกหกแม่หรอก ทว่าเขาไม่พูดอะไรเลย ท่าทางเช่นนี้ทำให้แม่เป็นกังวลเสียยิ่งกว่า” แม่นางเหลียนหรี่ตามองหยุนเชวี่ย “เจ้าบอกแม่มาตามตรง หลายวันมานี้ท่านพ่อของเจ้าเทียวไปเทียวมาเข้าเมืองทุกวัน เขาไปทำธุระใดกัน?”
“โธ่ ข้าจะล่วงรู้กับเขาได้อย่างไร? ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เสียหน่อย” หยุนเชวี่ยเกาศีรษะ “จริงด้วย ท่านแม่ ข้ายังมีเรื่องที่ต้องจัดการ…”
แม่นางเหลียน “นี่! แม่ถามเจ้าเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น ถึงขั้นหนีหน้ากันเชียวรึ…”
“ข้ามีเรื่องบางอย่างต้องจัดการร่วมกับเหออวี้…”
หยุนเชวี่ยมีเรื่องต้องพูดคุยกับเหอวี้จริง ซ้ำยังเป็นเรื่องใหญ่
เรื่องทั้งหมดมีความเป็นมาเช่นนี้… เมื่อไม่กี่วันก่อนเอ้อหู่กำลังฝึกกระบวนท่ากังฟูบนภูเขา เห็นว่านักพรตเสวียนซวีพาหญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งเข้าไปในวัดโดยบังเอิญ เขาจึงนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ชีจินฟัง ชีจินก็นำไปบอกเหออวี้ เมื่อเหออวี้คิดใคร่ครวญอยู่นั้น ก็รู้สึกว่าเจ้านักพรตต้มตุ๋นผู้นี้ต้องไม่ใช่คนดีแน่ ไม่แน่ว่าอาจหลอกลวงลูกสาวของตระกูลใดตระกูลหนึ่งให้ทำเรื่องสกปรกในตอนกลางวันแสก ๆ
ทั้งสามรวมกลุ่มกัน ตัดสินใจผลัดเวรกันสังเกตการณ์อยู่หน้าวัดร้างบนภูเขา หากพบความเคลื่อนไหวให้รีบแจ้งผู้ร่วมขบวนการทันที เพื่อที่ทุกคนจะได้รีบวิ่งเข้าไปเปิดโปงเขา ลงทัณฑ์คนชั่วร้ายกระทำความดีแทนสวรรค์
“พวกเจ้าบอกว่าเจ้านักพรตต้มตุ๋นนั่นหลอกหญิงสาวให้เข้าไปในวัดงั้นรึ?” เครื่องหมายคำถามปรากฏอยู่เหนือศีรษะของหยุนเชวี่ย
เอ้อหู่พยักหน้ารัวอย่างจริงจัง “ข้าเห็นมันเต็มสองตาของข้าเองเลยล่ะ”
หยุนเชวี่ย “แต่เขาเป็นนักพรตมิใช่รึ?”
ชีจิน “ข้ารู้ว่าภิกษุสงฆ์ไม่อาจมีภรรยาได้ แต่นักพรตสามารถมีได้มิใช่รึ?”
เหออวี้ “อีกอย่างหญิงสาวนางนั้นค่อนข้างสะสวยทีเดียว ไม่มีทางเป็นภรรยาของเขาอย่างเด็ดขาด”
หยุนเชวี่ย “เจ้าเองก็เคยเห็นนางรึ?”
เหออวี้ “เปล่าหรอก ฟังจากเอ้อหู่พูดมาอีกที”
เอ้อหู่ “ใช่ นางสวยมาก สวมชุดกระโปรงสีขาวพลิ้วไหว ท่าทางเยื้องย่างยังล่องลอยประหนึ่งนางฟ้า”
ชีจิน “ท่านแม่เคยบอกข้าว่าภูตผีสาวก็สวมใส่ชุดขาวที่เนื้อผ้าพลิ้วไหวเช่นกัน เจ้าคงไม่ได้ตาฝาดเห็นผีหรอกกระมัง?”
เอ้อหู่ “เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาเลี้ยงผี?”
หยุนเชวี่ย…
เหออวี้ “เขาเป็นนักพรตต้มตุ๋น แม่นางผู้นั้นต้องเป็นเหยื่อที่ถูกเขาหลอกลวงแน่ บางทีนางอาจเผลอดื่มน้ำปลุกเสกเข้าไปจนกลายเป็นปีศาจร้าย เชื่อฟังเขาทุกอย่าง”
ชีจิน “สิ่งที่เจ้าพูดคงเป็นการตบดอกไม้แน่ ข้าเคยได้ยินหวังหลี่เจิ้งพูดถึงมาบ้าง น่ากลัวมากทีเดียว”
เหออวี้ “ข้าถึงได้สงสัยอย่างไรล่ะ ว่าแต่ละวันเขาไม่ทำงานหรืออาชีพใด ๆ เลย เหตุใดถึงได้มีเงินสำหรับใช้จ่าย”
เอ้อหู่ “แต่เขามอบตำราวรยุทธ์ให้พวกเราได้ฝึกฝน…”
ชีจิน “นั่นเป็นกลลวงที่เขาใช้หลอกให้พวกเราเกิดความสับสน เพื่อที่เราจะจับไม่ได้ไล่ไม่ทันเขาต่างหาก”
หยุนเชวี่ยได้ยินทั้งสามผลัดกันคาดเดาไปต่าง ๆ นานาแล้วให้รู้สึกเหลือเชื่อไม่น้อย
การตบดอกไม้ เป็นวิธีลักพาตัวของพ่อค้ามนุษย์โดยใช้ยาสลบ ตำนานเล่าว่าพวกเขามีผงยาชนิดหนึ่ง เมื่อเป่าใส่ใบหน้าคน คนผู้นั้นจะเกิดอาการตาลาย จิตใจพร่ามัว ไม่มีสติรู้ตัวใด ๆ ได้แต่เชื่อฟังอย่างว่าง่าย
จะว่าไปแล้ว นับตั้งแต่นักพรตผู้นี้มาตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขา ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขามีจุดประสงค์ใดแน่ ทว่าผ่านมาสองเดือนแล้ว ในระยะสิบลี้แปดหมู่บ้าน ไม่เคยได้ยินว่ามีเด็กน้อยหรือเด็กสาววัยรุ่นนางใดพลัดหลงหรือหายตัวไปจากบ้านมาก่อน…
ขณะที่หยุนเชวี่ยกำลังสงสัย ทันใดนั้นต้าหนิวก็วิ่งตรงเข้ามาทางพวกเขา หายใจหอบด้วยความเหนื่อยอ่อน ตะโกนอย่างโง่เขลา “แย่แล้ว แย่แล้ว! มีหญิงสาวหน้าตาสะสวยเข้าไปที่วัดนั้นอีกแล้ว!”
ชีจินรีบเอื้อมมือไปปิดปากเขาทันที “เจ้าตะโกนไปไย? หากเอะอะเสียงดังจนเขารู้ตัวแล้วหนีไปได้จะทำอย่างไร?”
“นางเป็นหญิงสาวลักษณะอย่างไร?” เหออวี้เอ่ยถาม
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
“หน้าตางดงาม สวมชุดกระโปรงสีขาวพลิ้วไหว ท่าทางการเดินเหมือนเทพธิดาก็ไม่ปาน” ต้าหนิวและเอ้อหู่อธิบายตรงกัน ทั้งสองคนต่างตกตะลึงไปพักใหญ่ ไม่ปริปากเอ่ยคำใดออกมาอีก
ชีจิน “พวกเขาไม่พบเห็นเจ้าหรอกหรือ?”
ต้าหนิว “ไม่ ข้านอนหมอบอยู่ในพงหญ้า นางไม่เห็นข้าแน่นอน”
“แม่นางผู้นั้นติดตามนักพรตมา หรือว่านางไปที่นั่นด้วยตนเอง?” หยุนเชวี่ยได้โอกาสกล่าวเสริมในที่สุด
“นางมาเอง” ต้าหนิวเริ่มเล่า “อีกทั้งนางยังสะพายกล่องยาวสีดำไว้บนหลังด้วย”
ชีจินกำหมัดแน่น “ต้องเป็นน้ำปลุกเสกที่ว่าแน่ ไปเถอะ พวกเรารีบไปช่วยคนกัน!”
เด็กชายสามสี่คนรุดไปด้านหน้าด้วยคุณธรรมอันเต็มเปี่ยม พวกเขาก้าวยาว ๆ เดินขึ้นไปบนภูเขาอย่างไม่รอช้า หยุนเชวี่ยเห็นความพร้อมเพรียงนี้แล้วถึงขั้นกล่าวคำใดไม่ออก
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงหน้าวัดแล้ว เหออวี้ก็หยุดทุกคนไว้เสียก่อน เขาหลบเข้าไปในพงหญ้าที่อยู่ไม่ไกลนักพร้อมกระซิบว่า “รออีกหน่อยเถอะ…”
ชีจินยังไม่เข้าใจ “ยังต้องรอสิ่งใดอีก?”
“รอให้จับได้คาหนังคาเขาน่ะซี ตอนนี้บางทีพวกเขาอาจจะยังไม่เริ่มก็เป็นได้…”
“เริ่มอะไร?” นอกจากหยุนเชวี่ยแล้ว คนอื่น ๆ ต่างก็มีสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน แต่เพื่อให้ความร่วมมือกับเขา หยุนเชวี่ยจึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น
เหออวี้ลูบจมูก “ถึงอย่างไรก็ให้ฟังสัญญาณจากข้าแล้วกัน หากข้าบอกว่าเข้าไปได้ พวกเราค่อยบุกเข้าไปพร้อมกัน…”