ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 441 จับคนชั่ว
ตอนที่ 441 จับคนชั่ว
ตอนที่ 441 จับคนชั่ว
พวกเขาหมอบราบอยู่ในพงหญ้าอยู่ครู่หนึ่ง
ทันทีที่เหออวี้ออกคำสั่ง เอ้อหู่ก็พุ่งตัวออกไปราวกับลูกวัวตัวน้อย ต้าหนิวตามหลังเขาไปติด ๆ ตะโกนเสียงดัง “เจ้าคนชั่ว อย่าหนีนะ!”
ฝ่ามือหนักของชีจินตบเข้าที่ท้ายทอยของอีกฝ่ายทันที “เจ้ายังตะโกนอีก เงียบปากซะ!”
ต้าหนิวส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ “บทอุปรากรก็ร้องเช่นนี้นี่นา”
เหออวี้วิ่งเลียบไปด้านข้าง ก้มลงไปหยิบท่อนไม้ท่อนหนึ่งกระชับไว้ในมือ
เด็ก ๆ กลุ่มนั้นต่างกรูกันเข้าไปเคาะประตูอย่างบุ่มบ่าม มุ่งตรงไปยังห้องสมาธิเพียงแห่งเดียว
หยุนเชวี่ยคิดในใจว่าหากชายโสดและหญิงม่ายอยู่ด้วยกันสองต่อสองเช่นนี้ เห็นทีคงไม่พ้นเรื่องบัดสีบัดเถลิงเป็นแน่ หากเป็นเช่นนั้นจริงคงน่าอับอายพิลึก อีกทั้งนางห้าวหาญอย่างไรก็เป็นสตรี ฉะนั้นไม่เข้าไปคงเป็นการดีกว่า…
ระหว่างที่เดินวนไปมาอยู่แถวนั้น ก็ได้ยินเสียงประตูถูกถีบหลายครั้งเสียงดัง ‘ปัง!’ ก่อนจะถูกใครสักคนกระแทกให้เปิดออก จากนั้นทุกคนก็ตะโกนขึ้นพร้อมกัน
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“อาจารย์!”
“พวกเจ้าทำอะไรกัน?!”
“ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ!”
“นักพรตเต๋าเหม็นหึ่ง ข้าจะต่อสู้กับเจ้า!”
หยุนเชวี่ยได้ยินแล้วตกใจรีบพุ่งตัวเข้าไปในห้อง ตกใจกับสถานการณ์วุ่นวายตรงหน้าไม่พอ ยังต้องตกตะลึงเมื่อเห็นสืออีนอนนิ่งอยู่บนเตียง บนศีรษะเต็มไปด้วยเข็มเงินที่แทงอยู่โดยรอบไม่ต่างจากเม่น ร่างกายของเขาแข็งกระด้างไม่อาจขยับเขยื้อน มีเพียงสองดวงตาที่กลอกมองไปมา หญิงสาวในชุดขาวที่ยืนอยู่ด้านข้างตะลึงงัน หันขวับไปมองเจ้าเด็กโง่ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน หนึ่งในพวกเขาพุ่งเข้ามาจับร่างของนักพรตเสวียนซวีกดลงกับพื้นราววัวเถื่อน…
แม่นางชุดขาว…
นักพรตเสวียนซวี “โอ๊ย! เอวของข้า เจ้าลูกเต่า เหตุใดเป็นพวกเจ้าอีกแล้ว…”
สืออี “อย่าทำเขา อย่าทำเขา!”
ชีจิน “เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ?! รีบดึงเข็มเงินออกจากหัวเขาเร็ว!”
หยุนเชวี่ย…
…
“เจ้ากำลังรักษาอาจารย์ของข้าจริงหรือ?” เอ้อหู่นั่งยอง ๆ อยู่ด้านข้าง ขยับเข้าไปใกล้อย่างนึกสงสัย
“ข้าจะโป้ปดเจ้าด้วยเหตุใดกัน” หญิงสาวนางนั้นงดงามประหนึ่งเทพธิดาอย่างแท้จริง มีเพียงอารมณ์คุกรุ่นของนางเท่านั้นที่พอจะเหมือนมนุษย์อยู่บ้าง “หากข้าคิดจะทำร้ายผู้อื่น เพียงเข็มเดียวก็สามารถพรากชีวิตน้อย ๆ ของพวกเจ้าได้แล้ว”
เอ้อหู่เหยียดยิ้มทันที ยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่หญิงสาวกล่าว
สืออีกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ออกไปให้ห่าง ๆ อย่าแตะต้องตัวข้า!”
คิ้วเรียวเล็กเย็นชาของหญิงสาวเลิกขึ้นเล็กน้อย
“ข้าหมายความว่า แม่นางถัง โปรดระวังด้วย มืออย่าได้สั่นเด็ดขาด” เขามองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะฝังเข็มเงินเพิ่มตรงจุดใดบ้าง ฉะนั้นจึงไม่อาจแสดงออกใด ๆ ได้ ทำเพียงนอนนิ่งคล้ายอยู่ในโลงศพ ระมัดระวังน้ำเสียงและสีหน้าพูดจากับนางให้ดี
หญิงสาวหลุบเปลือกตาลงโดยรักษาท่าทีสงบนิ่ง “ข้าเรียนวิชาแพทย์มาตั้งแต่อายุห้าปี ไม่เคยมีครั้งใดที่มือสั่น วางใจเถิด ข้าจะฝังเข็มเข้าตรงจุดไป่หุ้ย แต่จะไม่ฝังเข็มเข้าจุดจางเหมินของเจ้าเด็ดขาด”
สืออีได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนเสียวสันหลังวาบ ผู้ฝึกฝนวิชายุทธ์ต่างรู้ดีว่าจุดทั้งสองเป็นจุดตาย หากถูกคู่ต่อสู้โจมตีเข้าอาจถึงแก่ชีวิตได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการฝังเข็มเข้าไปในสองจุดนั้น ทว่าสายเกินไปแล้วที่จะกล่าวเตือนนาง เห็นเพียงแม่นางถังวางมือลงเสียแล้ว
สืออีอ้าปากค้าง ทว่าเปล่งเสียงใด ๆ ไม่ออกอีกต่อไป
หยุนเชวี่ย “เขาเป็นอะไรไปหรือ?”
แม่นางถัง “ไม่เป็นอะไรมาก เขาแค่เสียงดังเกินไปหน่อย”
หยุนเชวี่ย…
เอ้อหู่เห็นดังนั้นแล้วรีบถอยกรูดจากข้างเตียงไปหลบอยู่ตรงมุมห้องอย่างเงียบเชียบทันที
ชั่วขณะนั้น ภายในห้องสมาธิเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด แม้แต่นักพรตเสวียนซวียังไม่กล้าส่งเสียงออกมา หญิงสาวผู้นั้นหันมองไปโดยรอบ ครั้นเห็นว่าไร้สิ่งรบกวนใดอีกก็พึงใจ นางถือว่าคนเหล่านั้นเป็นเพียงธาตุอากาศโดยสมบูรณ์
เอ้อหู่เอาแต่หมอบอยู่ตรงมุมห้องจนขาทั้งสองข้างชาไปหมด ไม่นานหลังจากนั้นจึงเห็นเทพธิดาชุดขาวตรงหน้าบรรจงเก็บเข็มเงินลงในกล่องทีละเล่ม
“ขอ… กล่าวอะไรหน่อยได้หรือไม่?” เอ้อหู่โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วหวิว
หางตาเรียวเล็กของหญิงสาวหรี่ลงขณะชำเลืองมองเขา
ทันใดนั้นเอ้อหู่ก็รู้สึกยินดีราวได้รับพร เขาเอ่ยขึ้นด้วยความจริงใจว่า “พี่สาว ท่านช่างงดงามเสียจริง”
ต้าหนิวพยักหน้าอย่างบ้าคลั่งเพราะเห็นด้วยกับคำพูดของเอ้อหู่
เทพธิดาชุดขาวสะพายกล่องเข็มไว้บนหลังก่อนเดินออกไปจากห้องสมาธิด้วยท่าทางล่องลอยราวเหาะเหิน นักพรตเสวียนซวีรีบเดินตามออกจากประตูไป “แม่นางถัง โปรดอยู่ต่ออีกหน่อยเถิด…”
สืออียังคงอ้าปากค้าง ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา แขนขาและลำคอแข็งเกร็งไร้ความรู้สึก แม้แต่กล้ามเนื้อใบหน้าก็ไม่สามารถแสดงอารมณ์ใด ๆ ได้ มีเพียงดวงตาที่กลอกไปมาอย่างกระวนกระวายใจ
“เฮ้…” หยุนเชวี่ยเองก็รีบตามนางออกไปด้วยความร้อนใจเช่นกัน “แม่นาง เจ้าช่วย…”
กลางลานกว้างของวัดไร้วี่แววของนาง ได้ยินเพียงเสียงเป่าปากหวีดหวิวที่ไพเราะยิ่ง ม้าสีขาวบริสุทธิ์ตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากกลางภูเขา หญิงสาวนางนั้นใช้มือข้างเดียวโอบบังเหียน ก่อนจะพลิกตัวกระโดดขึ้นควบอย่างชำนาญ และแล้วเสื้อคลุมสีขาวพลิ้วไหว รวมถึงม้าสีขาวก็จากไป…
หยุนเชวี่ยพึมพำเบา “ปล่อยเขาไปเถิด…”
ห้องสมาธิมีขนาดไม่ใหญ่นัก สืออีนอนตัวตรงแข็งทื่อราวอยู่ในโลงศพ บริเวณข้างเตียงมีศีรษะของหลายคนแห่เข้ามาล้อมรอบพร้อมจ้องมองเขาอย่างอัศจรรย์ใจ
เอ้อหู่ “เข็มเงินก็ถูกนำออกไปแล้ว เหตุใดเขายังขยับร่างกายไม่ได้อีก?”
ชีจิน “หรือเจาะเข้าไปตรงจุดตายเสียแล้ว”
ต้าหนิว “ข้าเคยได้ยินว่ามีหมอคนหนึ่งในตัวเมืองฝังเข็มผิดจุด กระทั่งคนผู้นั้นกลายเป็นคนง่อยอ่อนเปลี้ย”
เอ้อหู่ “อาจารย์และนางไม่มีความแค้นใด ๆ ต่อกัน เหตุใดถึงต้องทำร้ายเขาด้วยเล่า?”
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
นักพรตเสวียนซวี “ไป ไป ไป อย่าพูดจาเหลวไหล แม่นางถังมีวิชาแพทย์ที่เฉียบแหลมยิ่ง ทั้งยังเป็นผู้ถือศีลจิตใจสูงส่ง ไม่มีวันทำร้ายใคร”
หยุนเชวี่ย “แม่นางผู้นั้นเป็นใคร? แล้วท่านเป็นใครกันแน่?”
นักพรตเสวียนซวี “ผู้คนในใต้หล้านี้เสมือนหยดน้ำท่ามกลางมหาสมุทร โชคชะตามีทั้งพุ่งขึ้นและจมดิ่ง การพานพบกันถือเป็นเรื่องของโชคชะตา…”
หยุนเชวี่ย “พูดภาษามนุษย์หน่อยเถอะ”
“เช่นนั้นข้าคงต้องบอกกล่าวตามความจริง” นักพรตเสวียนซวีเชิดคางขึ้นพร้อมบุ้ยใบ้ไปที่สืออี “แท้จริงแล้ว เขามีศักดิ์เป็นหลานชายคนโตของข้า”
หยุนเชวี่ย “หลายชายรึ?”
นักพรตเสวียนซวี “เป็นอะไรไป? ไม่เชื่อคำข้ารึ?”
ต้าหนิว “เหลวไหลน่า พวกเจ้าสองคนดูไม่คล้ายคลึงกันเลยสักนิด!”
เอ้อหู่ “นักพรตไม่สามารถแต่งภรรยาได้ แล้วจะมีหลานได้อย่างไรกัน?!”
นักพรตเสวียนซวีหยิบแส้ปัดขึ้นมา ลูบไล้มันไปตามหน้าผากของเขา “แต่งภรรยาไม่ได้ หมายความว่าไม่อาจมีหลานชายคนโตกระนั้นหรือ? เจ้ามันคนไร้สำนึก หากครั้งหน้ากล้าทำร้ายข้าอีก ข้าจะเคาะฟันหน้าเจ้าให้หลุดไปเสีย!”
เอ้อหู่พูดไม่ออก ยกมือขึ้นกุมศีรษะของตนไว้ เขาไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการไม่มี ‘ภรรยา’ แต่มี ‘หลานชายคนโต’ ที่ว่าเอาเสียเลย
ต้าหนิวจึงอธิบายให้เขาฟังว่า “หลานชายคนโต อาจเกิดจากการที่พี่น้องเขาแต่งภรรยา แล้วให้กำเนิดบุตร”
ชีจินเผยสีหน้าตกตะลึง อาจเป็นเพราะเขาไม่คาดคิดกับไหวพริบของสหายผู้นี้จนอ้าปากค้าง หลงลืมไปเสียแล้วว่าตนเองต้องการกล่าวสิ่งใด
เหออวี้ยังคงไม่เชื่อถือ เขายกมือขึ้นกอดอกแล้วเอ่ยถาม “เช่นนั้นเจ้าจะพิสูจน์อย่างไร ว่าเจ้าไม่ได้ลักพาตัวเขามา?”
“มีอะไรให้ต้องพิสูจน์? เขาไม่ใช่เด็กสาวเสียหน่อย ต่อให้ขายในราคาถูกเพียงใดก็ไม่มีใครต้องการซื้อ เป็นเช่นนี้แล้วข้าจะลักพาตัวเขามาเพื่ออะไร?” นักพรตเสวียนซวีประสานมือไว้ด้านหน้า “หากไม่ใช่เพราะหลานชายแท้ ๆ ของข้า ข้าจะพยายามดั้นด้นมาตั้งรกรากถึงที่นี่ด้วยเหตุใดกัน?”
ต้าหนิวฟังแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง แต่เอ้อหู่กลับไม่เห็นด้วย “ผู้ใดบอกว่าเขาขายไม่ออก ครอบครัวของหวังเอ้อยาแย่งจะซื้อตัวเขาให้ได้”
นักพรตเสวียนซวี “เจ้าหนู เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกันเสียหน่อย”
“หากเจ้าอ้างว่าตนเองเป็นลุงแท้ ๆ ของเขา” ชีจินเอ่ยถามต่อไป “แล้วพวกเจ้าเป็นผู้ใด มาจากที่ไหนกัน? มีชื่อแซ่ว่าอย่างไร? และเพราะเหตุใดจึงมาอยู่ในหมู่บ้านของเรา?”
“ข้าแซ่หลี ชื่อจงเชียน เป็นทายาทลำดับสองของตระกูล พี่ใหญ่ปั๋วจินมีรอยไหม้ของธูปก้านเดียวอยู่บริเวณใต้เข่า ส่วนเขามีนามเดียวชื่อเจวี่ยสือ ความหมายคือมอบให้ เดิมอาศัยอยู่ในเมืองหยวนโจว นับว่าเป็นตระกูลสูงศักดิ์ตระกูลหนึ่ง แต่เพราะล่วงเกินผู้ทรงอำนาจเข้าจึงถูกตามสังหารทั้งตระกูล มีเพียงหลานชายคนโตของข้าเท่านั้นที่หลบหนีออกมาได้” นักพรตเสวียนซวีลูบเคราพร้อมถอนหายใจ “ข้าออกเดินทางนอกบ้านมาตลอดหลายปี จึงรอดพ้นจากวิบากกรรมในครั้งนั้นเช่นกัน ครั้นได้ยินข่าวคราวจึงตามหาเขาจนแทบจะพลิกเมืองหยวนโจว ในที่สุดเมื่อพบตัวเขาแล้ว เขากลับเป็นเช่นนี้ไปเสียได้…”
หยุนเชวี่ยพอมีภูมิต้านทานต่อเรื่องเล่าที่สร้างขึ้นอยู่บ้าง นางรู้สึกว่าเป็นเพียงลมปากที่ไร้ความน่าเชื่อถือ จึงไม่คล้อยตามคำบอกกล่าวของเขาในทันที แต่คนอื่น ๆ รวมทั้งเหออวี้ ต่างรู้สึกสั่นคลอนเล็กน้อยเมื่อได้ยินในสิ่งที่เขาอธิบาย
ชีจินยังไม่คลายสงสัย “เจ้าพูดจริงหรือ?”
นักพรตเสวียนซวี “นักพรตเต๋าย่อมไม่กล่าวเรื่องเท็จ”