ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 436 ในเมื่อลงมือแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด
ตอนที่ 436 ในเมื่อลงมือแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด
ตอนที่ 436 ในเมื่อลงมือแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด
ณ เรือนรับรองที่ตั้งอยู่ด้านหลังเรือนหลังใหญ่
แสงจากตะเกียงน้ำมันวูบไหวเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟ หยุนลี่จงขมวดคิ้วพร้อมเผยสีหน้าเคร่งเครียด
“นายท่าน ท่านยุ่งมาทั้งวันแล้ว รีบกลับห้องไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ” แม่นางจ้าวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เมื่อก่อนนางเรียกหยุนลี่จงว่า ‘พี่ใหญ่’ แต่ตอนนี้ครอบครัวของนางมีบรรดาศักดิ์แล้วจึงเปลี่ยนคำเรียกเป็น ‘นายท่าน’
“เรื่องที่เจ้าบอก เจ้าจะทำอย่างไร?” หยุนลี่จงชำเลืองมองนางด้วยสายตาเย็นชา “คนมากมายเพียงนี้ แม้แต่เด็กสาวคนเดียว เจ้าก็ห้ามไว้ไม่ได้ ขยะไร้ประโยชน์!”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่า เด็กคนนั้นป่าเถื่อนเช่นนี้?” แม่นางจ้าวเผยสีหน้าคับข้องใจเช่นกัน “ท่านไม่เห็นสิ่งที่นางทำกับอิ๋งชุนและอากวานเอ๋อหรือ พวกเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด!”
“ในเมื่อคนสองคนไม่สามารถหยุดนางได้ เจ้าไม่คิดจะส่งคนมาเพิ่มหรือ? ข้าไม่เชื่อว่านางจะสามารถหายตัวผ่านผนังได้!” หยุนลี่จงตบโต๊ะด้วยความโมโห “แล้วเจ้าเล่า? เจ้าไปอยู่ที่ใด?”
“ตอนเย็นฮูหยินหวังชวนข้าไปชมดอกไม้และดื่มชา…” แม่นางจ้าวกัดริมฝีปากพลางกล่าวคำเบา “ตอนที่ข้าออกจากจวน ข้ากำชับเรื่องนี้กับเจ้าสามแล้ว ท่านลองถามเขาดูสิ…”
“พี่สะใภ้ ท่านจะกล่าวโทษข้าทุกเรื่องเลยรึ” หยุนลี่เซียวรีบลุกยืนขึ้นก่อนถีบเก้าอี้และกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เพื่อที่จะหลอกล่อเจ้ารอง ข้าต้องดื่มสุราเป็นเพื่อนเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้แต่ท่านพ่อแท้ ๆ ก็จำข้าไม่ได้แล้ว”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“อิ๋งชุนเมียน้อยของเจ้าไร้ประโยชน์ เพียงแค่ถูกเด็กเปรตข่มขู่เพียงไม่กี่ประโยคก็ละทิ้งพวกเรา สาเหตุที่แผนการไม่สำเร็จเป็นเพราะนางทั้งนั้น!” แม่นางจ้าวคำราม
หยุนลี่เซียวได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวอย่างร้อนใจ “ข้าไม่ได้เป็นคนวางแผน เจ้าต่างหากที่ให้เมียของข้าไปแก้ผ้าแล้วขึ้นเตียงกับเขา! มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่คิดเรื่องไร้คุณธรรมและโสมมเช่นนี้ได้!”
“เจ้าสาม! เจ้ายังมีความเคารพหรือไม่!” ใบหน้าของแม่นางจ้าวเขียวคล้ำ “ตอนนั้นเจ้าลูกเต่าตัวใดกล่าวว่าขอเพียงอิ๋งชุนร่วมหลับนอนกับเขาสำเร็จ ลูกชายของเจ้าก็จะได้รับสืบทอดทรัพย์สินของเจ้ารองอย่างที่กล่าวอ้าง! ตอนนี้แผนการถูกเปิดเผยแล้ว เจ้ายังจะมากล่าวโทษข้าอีก เจ้า… เจ้าไม่ได้ดีไปกว่าหมาหรอก!”
“เจ้าด่าใคร? คนแซ่จ้าวเจ้าด่าผู้ใด!” หยุนลี่เซียวถลึงตาพลางชี้ไปยังแม่นางจ้าวอย่างโกรธเคือง “หากมิใช่เพราะสตรีเช่นเจ้าเห็นแก่เงินจนหน้ามืดตามัวยุยงให้พี่ใหญ่ทำการค้า เงินไม่กี่ร้อยตำลึงคงไม่เสียเปล่าหรอกหรือ? เจ้าคือตัวซวย หญิงขี้แพ้!”
“อะไรนะ? เจ้าอยากตบตีข้าหรือ? เข้ามาสิ ถ้าเจ้ามีความสามารถก็มาสู้กับข้า!” แม่นางจ้าวเท้าเอวพลางถ่มน้ำลายลงพื้น “เจ้าคิดว่าตนเป็นคนดีนักหนาหรือ กินอาหารราคาแพง ร่ำสุรา และเที่ยวนางโลม เจ้าต่างหากที่ใช้เงินอย่างเปล่าประโยชน์ ไม่ใช่พี่ใหญ่ของเจ้า!”
“ข้าต้องได้ส่วนแบ่งของท่านพ่อเช่นกัน! หากแบ่งตามจำนวน ท่านพี่ยังติดค้างข้าอยู่หลายเหรียญ!”
“เป็นหนี้รึ! ไม่ดูสภาพตัวเองเอาเสียเลย…”
“ข้าทำอะไร? ตอนนี้ข้าเป็นนายท่านสามของจวนนี้ อย่าคิดว่าเป็นขุนนางแล้วเจ้าจะสูงส่ง หากข้าไม่พอใจ ข้าอาจเล่าวีรกรรมทั้งหมดของเจ้าให้ทุกคนฟังก็เป็นได้!”
“กล้าดีอย่างไร!”
“ข้าไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ไยข้าถึงจะไม่กล้าเล่า!”
‘เพล้ง’ หยุนลี่จงปาถ้วยชาลงพื้นแล้วตะโกนเสียงดัง “หุบปาก! พวกเจ้าทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าความล้มเหลวหรอก! เจ้ารองสงสัยในตัวพวกเราแล้ว พวกเจ้ายังทะเลาะวิวาทกันอีกรึ!”
ตั้งแต่หยุนลี่จงเป็นเจ้าเมืองของมณฑลนี้ ครั้นอยู่ภายนอกเรือนเขามักแสดงท่าทีภูมิฐานของขุนนาง แต่เมื่อกลับมาที่จวน อารมณ์ของเขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น โดยไม่เกรงใจแม่นางจ้าวและบ่าวรับใช้ทั้งหลาย
สาเหตุที่หยุนลี่จงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเช่นนี้เป็นเพราะหลายปีมานี้โศกเศร้าเสียใจเพราะตนไม่อาจประสบความสำเร็จได้ ในที่สุดหยุนลี่จงก็ได้เป็นขุนนางและจับพลัดจับผลูมาเป็นเจ้าเมือง แต่ใครจะรู้ว่าที่นี่ทั้งแห้งแล้งและยากจนเช่นนี้ อย่างว่าแต่โอกาสหาเงินเลย แม้แต่น้ำมันและน้ำสะอาดสักหยดก็ยังหาไม่เจอ
ชาในถ้วยสาดกระเซ็นทั่วพื้น แม่นางจ้าวปิดปากเงียบกริบราวกับไก่
หยุนลี่เซียวสะบัดแขนเสื้อพลางกล่าวอย่างไม่แยแส “เจ้ารองไร้ประโยชน์จะทำอะไรได้ แม้แต่หญิงงามพลีกายให้ถึงเตียงนอนยังไม่ทำอะไร แล้วยังกล้าเรียกตนเองว่าลูกผู้ชายหรือ? ข้าว่าเป็นขยะมากกว่ากระมัง!”
“เจ้าอย่าลืมว่าเจ้าเด็กเปรตคนนั้นชอบยุ่งไม่เข้าเรื่อง เพียงพริบตาเดียวก็ทำเสียเรื่องจนได้” แม่นางจ้าวกล่าว
สีหน้าของหยุนลี่จงมืดครึ้ม “เจ้ารองจะไม่ทำตามที่เราต้องการอีกแล้ว”
หยุนลี่เซียวแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ “ลูกกตัญญูเช่นเขาจะทอดทิ้งผู้เฒ่าทั้งสองได้ลงคอหรือ?”
เมื่อกล่าวถึงผู้เฒ่าหยุนและแม่เฒ่าจู หยุนลี่จงก็บันดาลโทสะอีกครั้ง เขาถลึงตาใส่แม่นางจ้าวพลางกล่าวว่า “เรื่องที่ข้ามอบหมายให้เจ้าทำล้วนล้มเหลว! ฮูหยินใหญ่ผู้นี้หากทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างก็ไสหัวไปให้พ้นเสีย!”
“ข้าสั่งบ่าวไปเก็บกวาดที่เรือนทิศใต้แล้ว มันยังไม่สายไปหรอกเจ้าค่ะ…” แม่นางจ้าวรีบพูดแก้ตัว
หยุนลี่จงกำชับนางให้รีบย้ายสองสามีภรรยาไปยังห้องที่ดีที่สุดในเรือนทิศใต้ แต่ขณะนั้นนางกลับง่วนอยู่กับการเลือกชุดไปชมดอกไม้และดื่มชากับฮูหยินหวังแล้วลืมเรื่องนี้ไปจนสิ้น
หลังจากดื่มชาเพียงครึ่งถ้วย บ่าวรับใช้ก็วิ่งเข้ามาหานางหน้าตาตื่นและบอกว่าเกิดเรื่องขึ้นในจวน แม่นางจ้าวจึงกระซิบบอกบ่าวรับใช้ว่า ‘เกิดเรื่องไม่ดีแล้ว’ ขณะเดินทางกลับ นางก็ครุ่นคิดหาคำแก้ตัวเป็นพัลวัน
“พวกเราต้องคิดหาวิธีใหม่” หยุนลี่จงหมุนแหวนในมือ “วันนี้เจ้ารองเก็บสัมภาระจนหมดแล้ว ข้าว่าเขาวางแผนกลับเป็นแน่”
“ข้าค้นห่อผ้าพวกนั้นหมดแล้ว มีแต่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งไร้ค่า” แม่นางจ้าวกล่าว
“คิดอะไรตื้น ๆ! โง่งมยิ่งนัก!” หยุนลี่จงไม่ปิดบังสายตารังเกียจ เขาไม่อยากสนทนากับนางแม้แต่คำเดียว
“เดินทางมาต่างถิ่น ใครจะพกเงินทั้งหมดติดตัวมาด้วยเล่า?” หยุนลี่เซียวหัวเราะ “เจ้ารองไม่ได้ใส่เสื้อผ้าหรูหรา แต่เจ้าอย่าคิดว่าเขาจะยากจน ฮ่องเต้พระราชทานเงินหนึ่งร้อยตำลึงทอง! รวมไปถึงเครื่องประดับและหยกที่ประเมินค่าไม่ได้เหล่านั้น” เขาเผยสีหน้าละโมบพลางยกนิ้วขึ้นสองนิ้ว
แม่นางจ้าวกำผ้าเช็ดหน้าแน่น ดวงตาฉายแววประหลาดใจ “มากเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“หึหึ” หยุนลี่เซียวยกยิ้มมุมปาก “เจ้าคิดว่าอย่างไร?” ของในวังหลวงมีค่าจนประเมินไม่ได้! ถ้าของเหล่านั้นตกอยู่ในมือของเรา เจ้าก็จะมีเสื้อผ้าสวยงามและได้กินอาหารเลิศหรูไปตลอดชีวิต!”
“เจ้ารองกราบไหว้เทพองค์ใด โชคดียิ่งนัก!” ดวงตาของแม่นางจ้าวอัดแน่นไปด้วยความริษยาและคาดหวัง นางมองหยุนลี่จงพลางกล่าวออก “นายท่าน เราต้องทำให้เขาเชื่อใจเราให้ได้”
“เชื่อใจ?” หยุนลี่จงกล่าวคำเบา “สิ่งที่เจ้าทำลงไป ทำลายความเชื่อใจจนหมดสิ้นแล้ว!”
“เป็นความผิดของข้า แต่ท่าน….” แม่นางจ้าวกล่าว “หากเขาจากไปแล้ว ท่านไม่กลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นที่ท่านแม่พูดหรือ? เมื่อถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่เงินเลย เกรงว่าแม้แต่ตำแหน่งขุนนางก็รักษาไว้ไม่ได้…”
“เขาไม่มีความสามารถเพียงนั้น!” หยุนลี่จงหรี่ตาลง
แม่นางจ้าวยุยง “ไม่แน่นะเจ้าคะ ท่านอย่าลืมว่าที่พึ่งในตอนนี้ของเขาคือใคร เจ้าเมืองอันผิงมีเงินทองมากมาย ทั้งยังมีวาทศิลป์เป็นเลิศ นอกจากนี้ใต้เท้าจงผู้นั้นก็เป็นถึงขุนนางขั้นที่ห้า หากไม่ระวังเอาไว้ เขาอาจเป็นภัยได้!”
“…” หยุนลี่จงเผยสีหน้าเรียบเฉยขณะจมดิ่งในห้วงความคิดพร้อมเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ
“ดังเช่นที่ข้าพูด ในเมื่อลงมือแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด!” หยุนลี่เซียวกล่าวอย่างเหี้ยมโหด “หากเจ้ารองและเจ้าเด็กนั่นหายตัวไป ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาก็ต้องตกเป็นของเรามิใช่หรือ?”