ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 444 เหตุใดจึงตามข้ามา?
ตอนที่ 444 เหตุใดจึงตามข้ามา?
ตอนที่ 444 เหตุใดจึงตามข้ามา?
“เฮ้อ ข้าเอาแต่กล่าวถึงเรื่องจริงจังไปเสียได้ ไปเดินเที่ยวให้สำราญกันดีกว่า” ใช่ว่าแม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนไม่เห็นท่าทีไม่พอใจของตระกูลหยุน เพียงแต่นางเลือกที่จะเพิกเฉยเสีย
ลูกชายพ่อค้าเนื้อหมูของตระกูลอู๋สามารถปีนป่ายขึ้นสู่ตระกูลหยุนได้ เหตุใดสองแฝดพี่น้องจะทำไม่ได้? หรือเป็นเพราะหน้าตาลูกชายทั้งสองของนางไม่สะอาดสะอ้านเท่าอู๋ต้าหวัง? หากกล่าวถึงนิสัยแล้ว พวกเขายังดูคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงยิ่งกว่าอู๋ต้าหวังเสียอีก หยุนเชวี่ยหรือก็ยังเยาว์วัย หากพยายามเกลี้ยกล่อมและเข้าถึงให้มาก การแต่งงานครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะปีนป่ายขึ้นไปไม่ได้เสียหน่อย ดังคำโบราณกล่าวไว้ว่าอยู่ที่ฝีมือคน
“ท่านแม่ ข้าอยากไปเดินเล่นทางนั้น” หยุนเชวี่ยชี้ไปทางทิศใต้ของฝั่งถนน ผู้คนที่นั่นส่วนใหญ่มารวมตัวกันเพื่อหาซื้อของกินของว่าง ทั้งยังมีร้านขายของจิปาถะ จัดแสดงการละเล่น รวมถึงค้าขายงานศิลปะต่าง ๆ
“ไปเถอะ ระวังซ้ายระวังขวาให้มาก เก็บถุงเงินไว้ให้ดี อย่าให้สูญหายเชียว” แม่นางเหลียนกำชับ “คอยดูเวลาด้วย อย่าเที่ยวเล่นเพลิดเพลินเสียจนไม่เห็นแม้แต่เงา”
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว” หยุนเชวี่ยรับคำแล้วกวักมือเรียกเสี่ยวส้วยเอ๋อและสืออีให้ไปด้วยกันยังอีกฝั่งหนึ่งของถนน ท่ามกลางฝูงชนที่เดินเบียดเสียดกันอย่างพลุกพล่าน
แม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนรีบหันไปขยิบตาให้สองพี่น้อง จากนั้นลูกชายทั้งสองจึงรีบเดินติดตามไป
ร้านค้าข้างถนนเป็นร้านรวงและแผงขายของขนาดย่อมเยา ขายสิ่งของชิ้นเล็กชิ้นน้อย พวกของใช้สตรี ผ้าผูกผมหลากสี สร้อยข้อมือที่ถักขึ้นจากเชือกหลากสีสัน จี้ที่แกะสลักขึ้นจากเมล็ดท้อ เครื่องเทศ ถุงหอม และสินค้าอีกมากมายหลายสิ่ง
บริเวณหน้าแผงลอยเต็มไปด้วยหญิงสาวหน้าตาสดใสเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ถามไถ่พ่อค้าเสียงเจี๊ยวจ๊าว เช่น ชิ้นนี้คือสิ่งใด ขายในราคาเท่าไร ต่อรองด้วยเสียงนุ่มนวลกังวาน
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
หยุนเชวี่ยและเสี่ยวส้วยเอ๋อเบียดเสียดเข้าไป พินิจมองสิ่งของสวยงามเหล่านั้นพร้อมเอื้อมมือไปสัมผัส ขณะที่พ่อค้าบรรยายสรรพคุณไปด้วย “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสินค้าสมัยนิยมส่งตรงจากเมืองหลวง หากเจ้าชอบใจอันไหนก็ลองสวมใส่ดูก่อน ไม่คิดเงินเพิ่มแต่อย่างใด”
หยุนเชวี่ยหยิบผ้าผูกผมขึ้นมาเส้นหนึ่ง เปรียบเทียบกับใบหน้าของเสี่ยวส้วยเอ๋อ ก่อนจะหันไปถามว่า “เส้นนี้ราคาเท่าไร?”
“สิบห้าเหรียญ” พ่อค้าหาบเร่กล่าวชมเชย “สาวน้อยทั้งสองหน้าตาสะสวย ลองเลือกเส้นที่สีสดใสจึงจะเหมาะสม หากซื้อสองคู่ ข้าจะลดราคาให้สามเหรียญ”
“เสี่ยวส้วยเอ๋อ เจ้าถูกใจสีใด?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“ตั้งสิบห้าเหรียญ แพงเกินไป!” เสี่ยวส้วยเอ๋อกระซิบ “แพงกว่าเนื้อหมูหนึ่งกิโลกรัมเสียอีก!”
พ่อค้าหาบเร่ได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มพร้อมกล่าวว่า “สำหรับเครื่องประดับของสตรีแล้ว จะเปรียบเทียบกับเนื้อหมูได้อย่างไร? เนื้อหมูหากกินจนหมดก็ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ทว่าสิ่งของเหล่านี้ไม่เหมือนกัน สาวน้อยหน้าตาสะสวย แต่งตัวแล้วยิ่งงดงามราวบุปผา ผู้ใดเห็นแล้วไม่ชื่นชอบบ้าง? หรือเจ้าว่าไม่จริง?”
เสี่ยวส้วยเอ๋อแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ยังคงกระซิบข้างหูหยุนเชวี่ย “ถึงอย่างไรมันก็แพงเกินไป”
หยุนเชวี่ยเลือกริบบิ้นจากแผงลอยมาสามคู่ ก่อนหันไปต่อรองกับพ่อค้า “ทั้งหมดนี้คิดเป็นสามสิบเหรียญ ท่านจะขายให้ข้าหรือไม่?”
“สามสิบเหรียญงั้นรึ?!” พ่อค้าโบกมือพัลวัน “ไม่ขาย ไม่ขาย ข้าเป็นพ่อค้าหาบเร่เดินทางไกลมาจากเมืองหลวง แบกรับความเสี่ยงว่าอาจขายไม่ได้แล้วยังต้องขาดทุนเพราะเจ้าอีกรึ? หากเจ้าต้องการจริง ข้าจะขายให้เจ้าในราคาสี่สิบเหรียญ”
เสี่ยวส้วยเอ๋อซึ่งยืนอยู่ข้างกายพยายามกระตุกดึงชายเสื้อหยุนเชวี่ย
“สี่สิบเหรียญก็ยังนับว่าแพงเกินไปอยู่ดี นอกจากนี้สามคู่สี่สิบเหรียญยังคำนวณยากอีกด้วย” หยุนเชวี่ยส่งยิ้มให้เขา “ท่านลุง ข้าขอปรึกษาต่อรองกับท่านหน่อย ขายในราคาสิบเหรียญต่อหนึ่งคู่ แม้ได้กำไรน้อยแต่อาจขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เช่นนี้ดีหรือไม่?”
พ่อค้านึกลังเล “แล้วเจ้าต้องการจำนวนเท่าไร?”
หยุนเชวี่ยหยิบผ้าผูกผมในมือชูขึ้นสูงทันที หันกลับไปโบกมือไปมาพร้อมตะโกนเชื้อเชิญเสียงดัง “ท่านลุงผู้นี้บอกว่ายอมได้กำไรน้อยแต่หมุนเวียนเร็ว ทุกคนเร่เข้ามาซื้อกันเถิด เพียงคู่เดียวก็จ่ายในราคาย่อมเยา ผ้าผูกผมคู่ละสิบเหรียญเท่านั้น ผู้ใดสนใจบ้าง?”
สิ้นเสียง บรรดาหญิงสาวซึ่งเดิมทีมาเดินเมียงมองอยู่หน้าแผงลอยด้วยความลังเลใจ ก็พากันรุมล้อมเข้ามา “สิบเหรียญจริงหรือ?” “ข้าต้องการ ข้าต้องการสีชมพูเส้นนั้น” “โอ๊ย! อย่าเบียดข้าสิ” “ข้าต้องการสีเขียวเส้นนั้น” “ไอหยา ข้าเล็งเส้นนั้นไว้ก่อนหน้าเจ้าอีก เจ้าอย่าแย่งข้าเลย” “ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ต้องการแล้วหรอกหรือ?” “ผู้ใดบอกว่าข้าไม่ต้องการกัน…”
พ่อค้าหาบเร่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตั้งสติและร้องตะโกน “อย่าแย่งกัน อย่าแย่งกันไปเลย ข้ายังมีอีกหลายสีให้เลือก ทั้งยังมีหลายรูปแบบให้เลือกสรรอีกด้วย…”
บริเวณหน้าแผงลอยเต็มไปด้วยกลุ่มหญิงสาวที่แห่เข้ามาเบียดเสียดกัน แย่งชิงสินค้าสวยงามที่หมายตามาครอบครองให้จงได้ นอกจากนี้ยังมีผู้คนที่อยากรู้อยากเห็นอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าแผงลอยนี้มีลูกค้ามากมาย คิดว่าต้องเป็นสินค้าที่ราคาคุ้มค่าเป็นแน่ จึงตามเข้ามามุงดูเช่นกัน ไม่นานผ้าผูกผมผ้าแพรก็ถูกซื้อไปจนหมดเกลี้ยง แม้แต่พ่อค้าที่รับเงินเพียงอย่างเดียวยังไม่คลายความสับสน
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? ท่านลุงไม่ขาดทุนแล้วใช่หรือไม่?” ในที่สุดหยุนเชวี่ยก็ยอมควักเงินจ่าย หยิบเงินออกมาสามสิบเหรียญจ่ายให้พ่อค้า
พ่อค้าหาบเร่ส่ายหน้า ไม่เพียงไม่ขาดทุน แต่ยังได้เงินเป็นสองเท่าในเวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น อีกทั้งยังสามารถขายสินค้าอื่น ๆ ได้อีกหลากหลายสิ่ง
หยุนเชวี่ยประสานมือคารวะ “ไม่ขาดทุนก็ดีแล้วเจ้าค่ะ มิฉะนั้นข้าคงพลั้งกระทำบาปใหญ่ลงไปเสียแล้ว”
พ่อค้าหาบเร่…
โฉ่วเหือและโฉ่วช่วนยังคงติดตามหยุนเชวี่ยไปห่าง ๆ ตลอดทาง รอจนหยุนเชวี่ยแวะที่แผงขายเกี๊ยวทอดอีกแผงหนึ่ง ทั้งสองจึงหันมองหน้ากันแล้วสืบเท้าเข้าไปใกล้ด้วยใบหน้าด้านทน
“ขายชามละเท่าไรหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“ชามละแปดเหรียญ ในชามมีทั้งหมดสิบหกชิ้น กินจิ้มกับซอส ทั้งหอม ทั้งกรอบอร่อยมากทีเดียว” ท่านป้าที่ขายเกี๊ยวทอดรีบเชื้อเชิญ “นั่งตรงนั้นเถิด ข้าจะตักซุปให้ซดคล่องคอ ไม่คิดเงิน”
เสี่ยวส้วยเอ๋อหยิบถุงเงินออกมา “พี่เชวี่ยเอ๋อ มื้อนี้ข้าจะเลี้ยงท่านทั้งสองเอง”
“หากท่านแม่ของข้ารู้ นางอาจตำหนิข้าได้ภายหลัง” หยุนเชวี่ยฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวคว้าถุงเงินมาเก็บไว้กับตนเอง “ข้าจะเก็บไว้ให้เจ้าก่อน กลับไปถึงบ้านค่อยคืนให้เจ้าตามเดิม ท่านป้า ขอเกี๊ยวสามชามเจ้าค่ะ”
ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกันตรงโต๊ะทรงเตี้ยข้างทางที่ขัดเสียจนวาววับ ส่วนสองพี่น้องโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาบัดดล อีกฝ่ายนั่งแต่พวกเขายังยืนมองอย่างอ้ำอึ้งอยู่หน้าร้าน
โฉ่วเหือกล่าว “ท่านแม่ไม่ได้ให้เงินเราไว้เสียด้วย ทำอย่างไรกันดี?”
โฉ่วช่วนกล่าวขึ้นบ้าง “หรือเราควรย้อนกลับไปก่อน ประเดี๋ยวค่อยมาใหม่ดีหรือไม่?”
โฉ่วเหือ “แล้วหากเราตามหาพวกเขาไม่เจอเล่าจะทำอย่างไร?”
โฉ่วช่วน “หากเป็นเช่นนั้นพวกเราก็กลับบ้านกันเถอะ ถึงอย่างไรนางก็ไม่อยากเจอหน้าเราอยู่แล้ว”
โฉ่วเหือผู้เป็นพี่ชายมีความคิดมากกว่า เขาเก็บคำเสี้ยมสอนของผู้เป็นแม่ฝังลึกอยู่ในหัวใจ คิดว่าหากตนสามารถเป็นลูกเขยรองของตระกูลหยุนได้ เงินของตระกูลหยุนในอนาคต หมู่บ้านของตระกูลหยุน รวมถึงร้านค้าของตระกูลหยุนล้วนต้องตกเป็นของเขาส่วนหนึ่ง ส่วนโฉ่วช่วนผู้น้องจะเป็นผู้ที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ หากแผนการไม่สำเร็จ แม่ของเขาคงเอาแต่ก่นด่าอยู่เรื่อยไปว่าตนไร้ประโยชน์ ทั้งยังพูดพล่ามไม่หยุดหย่อน แม้กระทั่งตอนนี้เสียงของนางยังหลอกหลอนอยู่ในโสตประสาท
สองพี่น้องก้มหน้าลงพลางคิดคำนวณบางอย่างอยู่ในใจ ทันใดนั้นหยุนเชวี่ยคล้ายจะนึกถึงสองคนที่ถูกหลงลืมไปชั่วขณะขึ้นมาได้ จึงเงยหน้าตะโกนร้องเรียก “พวกเจ้าสองคนมัวทำอะไรอยู่ตรงนั้น?”
โฉ่วเหือและโฉ่วช่วน…
“มานั่งตรงนี้สิ”
โฉ่วเหือและโฉ่วช่วน…
“ท่านป้า ขอเกี๊ยวทอดเพิ่มอีกสองชามเจ้าค่ะ”
สองพี่น้องรู้สึกปลาบปลื้มยิ่งด้วยไม่คาดคิดมาก่อน ขณะกำลังจะขยับเข้าไปนั่งใกล้นาง กลับปะทะเข้ากับสายตาเย็นชาของสืออี จนต้องหดคอกลับ
“เจ้า มานี่เลย” หยุนเชวี่ยกระดิกนิ้วเรียกอีกฝ่ายซึ่งนั่งประหนึ่งจะยึดม้านั่งไว้เพียงผู้เดียว และเขาก็ขยับกายย้ายไปนั่งอยู่ข้างกายนางทันที
โฉ่วเหือและโฉ่วช่วนค่อย ๆ เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า สืบเท้ามาใกล้ทีละก้าว ก่อนจะนั่งลงอย่างระมัดระวัง ขณะหันไปมองสืออีซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง ก็สบเข้ากับสายตาอันเต็มไปด้วยคำเตือนแสนเหี้ยมเกรียมของเขา ทำให้ต้องรีบเบนสายตาไปยังจุดอื่นอย่างรวดเร็ว
เกี๊ยวทอดถูกยกมาวางบนโต๊ะ หยุนเชวี่ยผลักชามสองชามไปตรงหน้าเพื่อให้ทั้งสองได้กินก่อน นางเม้มริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม “กินเถอะ”
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
ทว่าทั้งสองพี่น้องกลับไม่มีผู้ใดกล้าขยับตะเกียบ
“กินสิ” สืออีกอดอกมองพลางกล่าวย้ำ
สองพี่น้องไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบคว้าตะเกียบคีบเกี๊ยวทอดใส่ปากทันที ขณะที่กำลังลิ้มรสความเผ็ดร้อนไม่ทันได้กลืนลงคอ พลันได้ยินหยุนเชวี่ยเอ่ยถาม “เหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงเอาแต่กระซิบกระซาบกัน? แล้วเหตุใดถึงเอาแต่เดินตามข้าอยู่ตลอดเลยล่ะ?”