ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 445 เขาคือหลานชายของข้า
ตอนที่ 445 เขาคือหลานชายของข้า
ตอนที่ 445 เขาคือหลานชายของข้า
สองพี่น้องสำลักทันที
โฉ่วเหือเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เราต่างมาด้วยกันมิใช่หรือ…”
โฉ่วช่วนอยากกล่าวขึ้นบ้าง ทว่าพี่ชายของเขากลับลอบเตะขาเขาใต้โต๊ะเป็นเชิงปราม เขาจึงไม่ปริปากเอ่ยคำใด ได้แต่ก้มมองชามตรงหน้าและกินเกี๊ยวทอดเข้าไปอีกหนึ่งตัว
หยุนเชวี่ยเห็นดังนั้นจึงเข้าประเด็นทันที นางโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย “อย่าคิดเชียวว่าข้าไม่รู้ แม่ของเจ้าเป็นผู้กำชับให้เจ้าสองคนทำเช่นนี้ใช่หรือไม่?”
สองพี่น้องก้มหน้างุด ไม่ตอบอะไรแม้แต่คำเดียว
“แม่ของพวกเจ้ายังกล่าวกรอกหูอีกหรือไม่ว่าตอนที่พี่สาวของข้าออกเรือน พ่อและแม่ของข้าได้มอบทองคำจำนวนสิบสองตำลึงให้กับนาง และหากเจ้าคนใดคนหนึ่งได้แต่งกับข้า แน่นอนว่าย่อมได้มากกว่านั้นอย่างไม่ต้องสงสัย”
โฉ่วเหือและโฉ่วช่วนนิ่งเงียบ แม่ของพวกเขาพูดเช่นนี้หลายครั้งหลายหนที่บ้าน ทั้งยังกล่าวอีกว่าหากผู้ใดมีความสามารถได้แต่งงานกับลูกสาวคนรองตระกูลหยุน ทรัพย์สินของครอบครัวหยุนครึ่งหนึ่งจะต้องตกเป็นของพวกเขา
“พี่น้องทั้งหลาย อย่าเอาแต่กังวลจนเกินไปเลย” หยุนเชวี่ยกล่าวกับพวกเขาทั้งสองด้วยท่าทางเคร่งขรึม “เจ้าสองคนคิดว่าข้าหน้าตาน่าเกลียดหรือไม่?”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ทั้งสองรีบส่ายหน้าทันควัน
“เช่นนั้นเจ้าทั้งสองลองตรองดูเถิด ครอบครัวของข้าแม้ไม่เคยอวดตัว แต่ก็ถือว่าร่ำรวยอยู่พอประมาณ ตัวข้าเองไม่ได้หน้าตาน่าเกลียด แล้วมีเหตุผลใดที่ข้าต้องชายตามองพวกเจ้าสองพี่น้องด้วย?” หยุนเชวี่ยตั้งคำถามชวนเสียดแทงจิตใจของอีกฝ่าย “เจ้ามีความสามารถงั้นหรือ? หรือครอบครัวของเจ้ามีความมั่งคั่ง? ไม่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายเพียงใดทว่าต้นหยกก็ยังคงพลิ้วไหวตามลม หรือว่าพวกเจ้ารูปร่างหน้าตาดี?”
“…”
“ลองบอกมาซิ ว่าเจ้าสองคนมีสิ่งใดดี? หรือกล่าวถึงข้อดีในตัวของพวกเจ้ามาก็ได้”
โฉ่วช่วนพึมพำ “อะไรคือข้อดีหรือ?”
“เป็นสิ่งที่ทำให้เจ้ารู้สึกว่าดีและเหนือกว่าผู้อื่น” หยุนเชวี่ยอธิบายอย่างใจเย็น
“ข้า… ข้าสูงกว่าเจ้าชีจินอีก ทั้งยังขาวกว่าเถียนตวนสื่อ อีกทั้ง… อีกทั้ง…”
เสี่ยวส้วยเอ๋อแค่นเสียงเยาะเย้ย “หากเจ้าจะเปรียบเทียบเช่นนี้ แน่นอนว่าเจ้าย่อมฉลาดกว่าหวงเอ๋อร์หลางจากหมู่บ้านใกล้เคียง พูดจาฉะฉานกว่าจื๋อโท่ว ทั้งยังวิ่งเร็วกว่าหวังหมาจื่อ!” หวงเอ้อหลางที่นางกล่าวถึงเป็นคนเสียสติที่รู้เพียงต้องกินให้อิ่มท้องเท่านั้น ส่วนจื๋อโท่วก็เอาแต่พูดติดอ่าง หวังหมาจื่อหรือก็ทนทุกข์ทรมานเพราะโรคภัย ซ้ำยังขาหักจนได้แต่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเป็นเวลาหลายปี
เมื่อถูกนางกดดันหนักเข้า ลำคอของโฉ่วช่วนแห้งผาก ปลายลิ้นแข็งชา กล่าวคำใดไม่ออกอีกต่อไป
หยุนเชวี่ยเผยรอยยิ้มจนปัญญา “กินซะ”
ถึงขั้นนี้แล้วสองพี่น้องจะมีใจกินต่อได้อย่างไร พวกเขาได้แต่กำตะเกียบในมือแน่นไม่คิดขยับเขยื้อน
“วันนี้ข้าถือโอกาสเตือนพวกเจ้าทั้งสองด้วยนิมิตหมายอันดี” หยุนเชวี่ยยังคงอารมณ์ดี จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “เจ้าสองพี่น้องต้องไม่ตามข้าไปไหนมาไหนอีก มิฉะนั้นอย่าได้หาว่าข้าใจร้ายกับพวกเจ้า ได้ยินชัดหรือไม่?”
“…”
ตึง! ตึง! สืออีเคาะโต๊ะสองครั้งติดก่อนกล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แล้วเสียงนี้ล่ะ? พวกเจ้าได้ยินชัดหรือไม่?!”
สองพี่น้องรีบพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
ถัดจากแผงขายเกี๊ยวทอดเป็นแผงจัดแสดงของนักเล่นกล ขณะเดียวกันนักเล่นกลได้ปิดตาทั้งสองข้างและทำการขว้างมีดออกไป ตรงหน้ามีหุ่นตัวหนึ่งถูกมัดไว้เป็นเป้า มีดบินพุ่งออกไปกระแทกถูกหัวหุ่นที่ถูกผูกไว้ ก่อนจะตอกเข้ากับเสาไม้ที่อยู่ด้านหลัง ฝูงชนที่กำลังรับชมต่างวิตกเสียจนหัวใจแทบหยุดเต้น หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกจนทั่วท้อง เสียงปรบมือก็ดังขึ้น
“เจ้าเห็นหรือไม่?” สืออีชี้ไปตรงจุดนั้น “หากยังมีครั้งต่อไป เจ้าทั้งสองจะกลายเป็นเป้านิ่งที่มีชีวิต”
สองพี่น้องโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีดเผือด
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ” หยุนเชวี่ยวางเหรียญสิบหกเหรียญไว้บนโต๊ะ ก่อนลุกขึ้นยืนพร้อมกล่าวกับเจ้าของร้าน “ท่านป้า เงินค่าเกี๊ยวของอีกสองชามอยู่บนโต๊ะนะเจ้าคะ”
“ข้ายังกินไม่หมดเลย!” เสี่ยวส้วยเอ๋อรีบคีบเกี๊ยวทอดอีกสองตัวใส่ปากอย่างรวดเร็ว
“จะกินให้อิ่มไปไย เหลือพื้นที่ในกระเพาะไว้อีกหน่อยเถิด มีอาหารรสอร่อยรอเจ้าอยู่ด้านหน้าอีกมากทีเดียว…”
ทั้งสามเดินจากไป ทิ้งให้โฉ่วเหือและโฉ่วช่วนนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ที่โต๊ะตัวเดิมอยู่อย่างนั้น พวกเขาได้แต่จ้องมองเกี๊ยวทอดทั้งสองชามที่อยู่ตรงหน้า ทว่าไม่กล้าแม้แต่จะกลืนมันลงท้อง
หลังแวะกินอาหารและเที่ยวเล่นในตลาดตามสมควรแล้ว พวกเขาเดินวนรอบตลาดเป็นวงกลมใหญ่ ครั้นเห็นว่าเวลาจวนเที่ยง หยุนเชวี่ยจึงซื้อขนมติดมือมาสองสามอย่าง ก่อนไปที่ภัตตาคารเพื่อซื้ออาหารสองสามจาน จากนั้นจึงวกกลับไปที่ร้านของหยุนเยี่ยน
ระหว่างทางท่ามกลางกลุ่มฝูงชน นางเห็นแม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนใช้นิ้วจิ้มเข้าที่กลางหน้าผากของใครคนหนึ่งในสองพี่น้อง พลางดุด่าอะไรบางอย่างด้วยท่าทางโกรธเคืองไม่น้อย ส่วนอีกคนได้แต่เดินตามหลังพลางก้มหน้างุด
แม่นางเหลียนและหลี่ชื่อเหอมาถึงร้านของหยุนเยี่ยนก่อนหน้าพวกนางเพียงหนึ่งก้าว เมื่อเห็นว่าหยุนเชวี่ยกลับมาแล้ว แม่นางเหลียนก็รีบหันขวับไปเอ่ยถามคาดคั้นทันที “เชวี่ยเอ๋อ เจ้ากลั่นแกล้งสองพี่น้องฝาแฝดนั่นรึ?”
“พวกเขาบอกว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งเนี่ยนะ?” น้ำเสียงของหยุนเชวี่ยแหลมสูงกว่าผู้เป็นแม่เสียอีก “เจ้าขี้ขลาดสองคนนี้ ข้าเพียงขู่พวกเขาให้กลัวเท่านั้นเอง แต่พวกเขากลับนำเรื่องบิดเบือนมาฟ้องเสียได้”
“พวกเขาเพิ่งบอกแม่ว่า เจ้าจะใช้พวกเข้าเป็นเป้านิ่ง ผูกร่างมัดไว้กับเสาไม้แล้วปิดตาแทงด้วยมีดบิน” แม่นางเหลียนเหลือบมองลูกสาว “เดี๋ยวนี้เจ้าหัดใช้กลวิธีป่าเถื่อนเยี่ยงโจรแล้วหรืออย่างไร?”
“ข้าเพียงยกตัวอย่างมาข่มขู่ให้พวกเขากลัวเท่านั้น ข้าไม่ทันได้มัดพวกเขาไว้จริง ๆ เสียหน่อย” หยุนเชวี่ยกลอกตา “เหตุใดพวกเขาไม่เล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมดล่ะ? ข้ายังเรียกพวกเขาให้มากินเกี๊ยวทอดคนละชามด้วยกันเลย”
“ต่อให้เจ้ากล่าวอ้างอย่างไรก็ตาม แต่เจ้าไม่ควรรังแกผู้อื่น” แม่นางเหลียนตำหนิ “เจ้าลองตรองดู หากแม่ของพวกเขารู้เรื่องนี้เข้า นางจะรู้สึกอย่างไร?”
หยุนเชวี่ย “ข้าจำเป็นต้องสนใจความรู้สึกของนางตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
แม่นางเหลียน…
“สะใภ้รอง อย่าตำหนิเชวี่ยเอ๋อไปเลย” หลี่ชื่อเหอกล่าวแนะนำ “ครอบครัวของพวกเขามีความคิดทะเยอทะยานอย่างไรบ้าง ใช่ว่าเจ้าจะไม่ล่วงรู้ อีกทั้งพวกเขาคงทำพฤติกรรมเช่นนี้หลายครั้งหลายหน อย่าว่าแต่เชวี่ยเอ๋อนึกรำคาญเลย แม้แต่ข้ายังรู้สึกรำคาญใจไม่แพ้กัน”
“สองแฝดนั่นเป็นแค่คางคก กลับฝักใฝ่ใคร่กินเนื้อหงส์” เสี่ยวส้วยเอ๋อกล่าวเสริม
“ข้าไม่ถือโทษลูกสาวของข้าหรอก…” แม่นางเหลียนก็จนปัญญาเช่นกัน “เรื่องทั้งหมดล้วนเป็นเพราะแม่ของพวกเขา ข้าเพียงกลัวว่านางจะกล่าวเรื่องไม่ดีไม่งามลับหลัง เฮ้อ ลืมไปเสียเถิด…”
“นางเอาแต่วิจารณ์ครอบครัวของเจ้าตลอดทั้งวัน ก่อนหน้านี้ยังพูดพล่ามกับข้าว่าเยี่ยนเอ๋อและอู๋ต้าหวังดูไม่เหมาะสมกันเอาเสียเลย ปากของนางยื่นยาว จะพูดอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น” หลี่ชื่อเหอกล่าว
“ผู้หญิงนางนั้นน่ะหรือ ข้าเลิกแยแสคำพูดของนางมานานแล้ว” แม่ของอู๋ต้าหวังหั่นเนื้อลงจานก่อนยกมาวางบนโต๊ะ “นางกล้านินทาข้าลับหลัง แต่นางกล้ามาต่อว่าข้าซึ่งหน้าเสียเมื่อไรกัน?”
ขณะที่หยุนเชวี่ยเข้าไปช่วยจัดเรียงจาน นางกล่าวว่า “ท่านป้า หากแม่ของข้าเด็ดเดี่ยวได้สักครึ่งหนึ่งที่ท่านเป็น เห็นทีสองพี่น้องนั่นคงไม่กล้ามาระรานข้าเช่นนี้”
“เชวี่ยเอ๋อ เจ้าอย่าได้กังวลไป” แม่ของอู๋ต้าหวางกล่าว “หากผู้หญิงคนนั้นกล้ากล่าววาจาไร้สาระอีก ก็รอดูว่าป้าจะจัดการกับนางอย่างไร!”
หลังกลับมาจากตัวเมือง เป็นเวลาหลายวันทีเดียวที่โฉ่วเหือและโฉ่วช่วนไม่มาเสนอหน้าให้หยุนเชวี่ยเห็นอีก ทุกครั้งที่พบเข้ากับนาง พวกเขามักจะหลีกเลี่ยงอยู่ให้ห่างจากนางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แม่นางผู้งดงามประหนึ่งเทพธิดากลับมาที่นี่อีกครั้งในสามวันถัดมา นางสวมชุดสีขาวและขี่ม้าสีขาวเช่นเคย คราวนี้สืออีไม่กล้าต่อต้านอะไรมาก ได้แต่นอนนิ่งอย่างว่าง่าย และถูกนางฝังเข็มทั่วศีรษะจนกลายเป็นเม่น
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
หยุนเชวี่ยและนักพรตเสวียนซวีนั่งเคียงข้างกันบนม้านั่ง วันนี้ไม่มีผู้อื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องอยู่ที่นี่ด้วย หยุนเชวี่ยเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วต่ำ “ท่านเป็นลุงแท้ ๆ ของเขาจริงหรือ?”
นักพรตเสวียนซวียกมือปิดปากขณะหาว “หากข้าไม่ใช่ลุงแท้ ๆ ของเขา แล้วข้าจะเป็นธุระจัดหาหมอฝีมือดีมารักษาเขาด้วยเหตุใดกัน? เจ้ารู้หรือไม่ว่าค่าจ้างให้นางดั้นด้นมารักษาถึงที่นี่ ต้องใช้เงินจำนวนมากเพียงใด?”
หางตาของแม่นางถังที่กำลังฝังเข็มให้สืออีจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความเย็นชา
นักพรตเสวียนซวีสงบคำทันที
เงินที่ว่าเป็นจำนวนมากเพียงใดหยุนเชวี่ยเองก็ไม่อาจล่วงรู้ แต่จากการคาดเดาแล้ว ต้องไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เป็นแน่ หญิงสาวผู้ร่ำเรียนวิชาทางการแพทย์ส่วนใหญ่ล้วนมาจากตระกูลชั้นสูงหรือตระกูลขุนนาง สังเกตจากอารมณ์และการวางตัวสงบเสงี่ยมของแม่นางถัง นางคงเป็นคุณหนูใหญ่ที่ได้รับการปรนนิบัติเป็นอย่างดีมาตั้งแต่วัยเยาว์ การเชิญนางมาที่นี่อาจเป็นเรื่องยากพอสมควร
“เจ้าแน่ใจหรือว่าการฝังเข็มเพียงสองสามครั้งจะทำให้เขาสามารถจดจำทุกอย่างได้” หยุนเชวี่ยเชิดคางขึ้นพลางมองไปที่มือเรียวยาวและผิวกายละเอียดประหนึ่งหยกบริสุทธิ์ของแม่นางถัง น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความสงสัยเล็กน้อย