ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 446 ความจำเสื่อม
ตอนที่ 446 ความจำเสื่อม
ตอนที่ 446 ความจำเสื่อม
โดยทั่วไปแล้วโรคความจำเสื่อมสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ซึ่งอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่สมอง หรือการตอบสนองต่อความเครียดหลังประสบกับเหตุการณ์กระตุ้นครั้งใหญ่ ซึ่งอาจแสดงอาการเพียงชั่วคราวหรือถาวร
หยุนเชวี่ยพบว่าสืออีเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย ดังนั้นจึงยากจะตัดสินว่าอาการดังกล่าวเป็นเพราะการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะ หรือเกิดจากการสูญเสียความทรงจำที่เป็นผลพวงมาจากกลไกการป้องกันทางจิตใจ
สมองของมนุษย์ซับซ้อนเกินไป แม้ในยุคสมัยใหม่ที่มีความรู้ทางการแพทย์มีการพัฒนาแล้ว ยังไม่มีงานวิจัยใด ๆ ที่สามารถรักษาโรคความจำเสื่อมได้จนหายขาด แล้วจะรักษาอาการที่ว่าด้วยเข็มเงินเพียงไม่กี่เล่มได้จริงหรือ?
“อะแฮ่ม…” นักพรตเสวียนซวีแตะคางตนเองพร้อมกระแอมไอ “เจ้าเด็กน้อย หากไม่เข้าใจอะไรอย่างถ่องแท้ก็อย่าได้กล่าววาจาไร้สาระเลย หากแม้แต่ทักษะทางการรักษาของแม่นางถังยังไม่อาจรักษาหลานชายของข้าได้ เห็นทีบนโลกนี้คงไม่มีผู้ใดสามารถรักษาได้อีกแล้ว”
หยุนเชวี่ย “ท่านสรรเสริญเยินยอนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
แม่นางถัง “เงียบหน่อยเถอะ”
นักพรตเสวียนซวี “ได้ ได้”
สังเกตจากท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนที่เขามีต่อแม่นางถัง ทั้งยังความศรัทธาต่อความสามารถของนางโดยที่ผู้ใดไม่สามารถแตะต้องได้ หยุนเชวี่ยกลับรู้สึกว่านักพรตเต๋าผู้นี้อาจชื่นชอบนางเข้าแล้ว แต่เมื่อลองทบทวนอีกครั้ง ผู้ใดบ้างไม่ชื่นชอบหญิงสาวหน้าตาดี?
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
นัยน์ตาของนางเหม่อมองไปยังแม่นางถังโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าของหญิงสาวนางนี้ไม่ถึงขั้นเปล่งปลั่งจนโดดเด่น ตรงข้ามยังมีบางจุดที่เป็นรอยหมองคล้ำเล็กน้อย นอกจากนี้แววตาของนางยังคงความเย็นชาอยู่เป็นนิจ ประหนึ่งไม่เคยยินดียินร้ายต่อสิ่งใดในโลก ถึงกระนั้นก็ยังจัดว่างดงามชวนให้ผู้มองหลงใหลได้อย่างไม่ยากเย็น
ทันใดนั้นหยุนเชวี่ยก็หวนนึกถึงภพชาติก่อนหน้าของตนเอง ตอนที่นางยังเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย นางเองก็เป็นหญิงสาวที่มีความงดงามประมาณนี้เช่นกัน จู่ ๆ นางก็รู้สึกถึงความผิดปกติของห้วงเวลาที่ไม่สัมพันธ์กัน สายตายังคงจับจ้องไปที่แม่นางถังด้วยความสับสนมึนงง
อันที่จริงแล้วนางมักจะมีคำเตือนใจตนเองเสมอว่าในเมื่อเหตุการณ์ในอดีตเต็มไปด้วยความเจ็บปวด คงเป็นการดีกว่าหรือไม่ที่จะลืมมันไปเสีย? ทว่าประโยคดังกล่าวติดค้างอยู่ตรงริมฝีปากหลายครั้ง ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกไปได้
…
แต่ละวันของหมู่บ้านเล็ก ๆ ตรงเชิงเขาผ่านไปอย่างสงบและเชื่องช้า ชาวบ้านเริ่มทำงานกันตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำจึงถึงเวลาพักผ่อน ส่วนเรื่องราวที่ตกเป็นประเด็นสนทนากันในช่วงนี้คือเรื่องของครอบครัวทางฝั่งทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของหมู่บ้าน
ลูกชายของตระกูลจางคนหนึ่งเพิ่งแต่งภรรยาที่มีนิสัยวางอำนาจ หากถามว่าฤทธิ์เดชของสะใภ้ผู้นี้มากเพียงใด? หลังจากแต่งงานเข้าตระกูลได้เพียงสามวันเท่านั้น นางถือโอกาสครอบครองห้องชั้นบนที่เคยเป็นของพ่อและแม่สามี ทั้งยังไม่อนุญาตให้ผู้เฒ่าทั้งสองกินอาหารร่วมโต๊ะ ซึ่งสามีผู้ขี้ขลาดของนางก็รับรู้ ทว่าไม่กล้ากล่าวแย้งแต่อย่างใด
ผู้เฒ่าตระกูลหลี่สิ้นอายุขัยลง เพื่อแย่งชิงบ้านทั้งสองหลังและหมูหลายตัวไว้ในครอบครอง พี่น้องตระกูลหลี่และบรรดาสะใภ้ต่างทะเลาะเบาะแว้งกันเสียจนเลือดตกยางออก แม้แต่ผู้คนจากหมู่บ้านใกล้เคียงต่างก็แวะเวียนกันมาดูเรื่องสนุกสนานดังกล่าว
ทว่าเรื่องราวที่เป็นที่โจษจันอย่างยิ่ง คือเรื่องแม่นางเฝิง ภรรยาของเผยเล่าอู่หนีออกจากเรือนไป ทิ้งลูกชาย ลูกสาว และสามีที่ป่วยเป็นอัมพาตนอนติดเตียงไว้ ซ้ำร้ายยังขโมยเงินที่ใช้สำหรับต่อชีวิตของตระกูลเผยไปด้วย แม่เฒ่าเผยรู้เข้าก็โกรธแค้นมากจนขาดสติ วิ่งสะดุดขาตนเองล้มหัวฟาดพื้นตาย ชาวบ้านรีบวิ่งแจ้นไปบอกข่าวให้เผยเล่าซื่อรู้ ทว่าตอนนั้นเผยเล่าซื่อออกไปทำงานขนของไม่อยู่ที่บ้าน พี่สะใภ้ทั้งสองของเขาจึงเกิดความคิดที่จะให้สะใภ้สี่ตระกูลเผยเดินทางไปที่ศาลาว่าการมณฑลเพื่อฟ้องร้องแม่นางเฝิง ในข้อหาฆ่าคนหวังทรัพย์สมบัติ
ครั้งนี้เผยเล่าซื่อขนย้ายสินค้าไปไกลบ้าน แม่นางลวี่ไม่กล้ากระทำการใด ๆ โดยพลการ จึงได้แต่จัดหาโลงศพเนื้อบางมาบรรจุร่างของแม่เฒ่าเผย ตั้งแท่นไว้ทุกข์ดวงวิญญาณไว้ในห้องโถง โดยจะเก็บร่างของแม่เฒ่าเผยไว้เป็นเวลาประมาณเจ็ดถึงแปดวัน
ช่วงเวลาดังกล่าวคือเดือนเมษายน อากาศกลางทุ่งนาร้อนอบอ้าว เผยเล่าอู่ได้แต่นอนนิ่งอยู่กับที่ ทุกครั้งที่ลมกระโชกแรงพัดผ่านมา เขาต้องทนสูดดมกลิ่นเหม็นเน่าจากศพที่กำลังเน่าเปื่อย หัวใจของเขาตายด้านเหมือนกองขี้เถ้า สมองขาวโพลนว่างเปล่าเหมือนตายทั้งเป็น
มีคนตายอยู่ในบ้านเช่นนี้ ต้าเป่าและน้องสาวของเขา เอ้อนิว ต่างหวาดกลัวที่จะอยู่ในบ้าน แม่นางลวี่ไม่อาจทำใจไม้ไส้ระกำกับพวกเขาได้อีกต่อไป จึงจัดแจงรับเด็กทั้งสองมาเลี้ยงดูที่บ้านเดิมของนาง ส่วนนางจะหมั่นกลับไปที่บ้านตระกูลเผยทุกช่วงเที่ยง เพื่อดูแลและเตรียมอาหารไว้ให้เผยเล่าอู่
แม่นางลวี่กล่าวกับต้าเป่าว่า “แม่ของเจ้าหนีไป ท่านย่าของเจ้าก็ตายตกไปอีกคน อายุของเจ้าไม่นับว่าเป็นเด็กไม่รู้ประสาแล้ว นับจากนี้พ่อของเจ้าจะต้องพึ่งพาเจ้า ฉะนั้นเจ้าต้องดูแลครอบครัวให้ดี เข้าใจหรือไม่?”
เผยต้าเป่ากลับไม่ใส่ใจฟัง เขาผลักนางออกไป ก่อนคว้าขนมเปี๊ยะสองชิ้นจากโต๊ะอาหาร แล้ววิ่งออกไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองต่างเกลี้ยกล่อมนางว่าเด็กคนนี้มีนิสัยป่าเถื่อนเกินไป เพราะไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่แรก ฉะนั้นต้องหาสถานที่แห่งใหม่และส่งเขาออกไปอยู่ที่อื่นอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาภายหลังจนตกเป็นภาระของแม่นางลวี่
เผยต้าเป่าอายุสิบขวบ แม้เติบใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่ยากที่จะส่งเขาให้ไปอยู่ที่อื่นตามลำพัง อีกทั้งเขายังอายุน้อยเกินกว่าที่จะหางานเลี้ยงชีพได้ นางคิดทบทวนเรื่องนี้และบอกกล่าวกับพี่สะใภ้ทั้งสองว่า “ถึงแม้เด็กคนนี้จะซุกซนเกินไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นหลานชายแท้ ๆ ของเผยเล่าซื่อ หากข้าทำเพิกเฉยต่อความเป็นอยู่ของเขา เมื่อเผยเล่าซื่อกลับมา ข้าคงไม่อาจอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจได้”
พี่สะใภ้รองกล่าวว่า “เจ้ากระต่ายตัวน้อยนี้ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ทั้งยังไม่รู้มารยาท เจ้ายังมีใจใคร่เลี้ยงดูเขาอีกหรือ? เหลียนตี้เอ๋อ อย่าลืมเสียว่าท่านพ่อและท่านแม่ของเจ้าก็ตายไปแล้ว ถึงกระนั้นพี่ชายทั้งสองของเจ้าก็ยังคงดำรงชีวิตต่อไปได้ โดยที่ไม่มีผู้ใดช่วยอุปการะ”
พี่สะใภ้ใหญ่กล่าวขึ้นบ้าง “เหลียนตี้เอ๋อ เจ้าต้องคำนึงถึงตนเองด้วย สะใภ้ห้าหลบหนีไปจากบ้านโดยทิ้งภาระไว้เช่นนี้ อย่าโง่เขลาไปหน่อยเลย จะรับแบกรับภาระของผู้อื่นไว้ด้วยเหตุใดกัน?”
แม่นางลวี่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นอย่างชัดเจน ทว่าไม่อาจตัดสินใจได้โดยง่าย นางจึงถอนหายใจพร้อมกล่าวว่า “รอให้เผยเล่าซื่อกลับมาเสียก่อน แล้วข้าค่อยปรึกษาหารือเรื่องนี้กับเขา”
สมัยที่แม่เฒ่าเผยและแม่นางเฝิงยังอยู่ เผยต้าเป่าคุ้นเคยกับการเลี้ยงดูที่ตนเองมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นในบ้าน ตอนนี้ภายใต้ชายคาของผู้อื่น เด็กน้อยจอมหยิ่งผยองผู้นี้จึงไม่หัดเรียนรู้วิธีปรับตัวแต่อย่างใด สองวันมานี้เขาขโมยขนมจากลูกสาวของพี่สะใภ้รองแม่นางลวี่ ซ้ำยังผลักเด็กหญิงที่อายุเพียงหกหรือเจ็ดขวบให้ถลาล้มลงไปในแปลงผักที่เพิ่งเพาะปลูกได้ไม่นาน เมื่อเห็นร่างกายของตนเปรอะเปื้อนไปด้วยปุ๋ยมูลสัตว์นางจึงร้องไห้เสียงดัง ส่วนต้าเป่าเอาแต่ปรบมือด้วยความสาแก่ใจอยู่ด้านข้าง
เมื่อพี่สะใภ้รองกลับมาจากด้านนอก เสียงของเด็กหญิงตัวน้อยแหบพร่าจากการร้องไห้ นางฟ้องผู้เป็นแม่ด้วยท่าทางน่าสงสาร แม่ของนางรีบแหวกเรือนผมดู ครั้นเห็นว่าหน้าผากของลูกสาวมีรอยขีดข่วน โทสะของนางพลันระเบิดออกราวไฟโหม คว้าเอาไม้กวาดและตามหาเผยต้าเป่าเพื่อชำระบัญชี
พี่สะใภ้รองมีนิสัยฉุนเฉียวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางอดทนรอให้เผยต้าเป่ากลับมาที่บ้าน หลังจากนั้นจึงรีบปิดประตูลานบ้านและจับตัวเขาไว้เพื่อลงมือทุบตีให้หลาบจำ เด็กชายเอาแต่แหกปากร้องไห้ ทำเสียงโหยหวน และกรีดร้องลั่นบ้าน
แม่นางลวี่ต้องการเข้าไปไกล่เกลี่ย แต่กลับถูกพี่สะใภ้ห้ามปรามไว้ “เด็กคนนี้ดื้อรั้นเกินไปแล้ว ต้องสั่งสอนบทเรียนให้เขา จะได้หลาบจำเสียบ้าง”
“เจ้าเด็กเหลือขอ! กินดื่มอาหารของข้า ทั้งยังอาศัยอยู่ในเรือนของข้า ยังกล้ารังแกลูกสาวของข้าอีกรึ!? ข้าว่าเจ้าชักจะเลี้ยงเปลืองข้าวสุกไปหน่อยแล้ว! ยืนอยู่นิ่ง ๆ นะ! เจ้ากล้าดีอย่างไร…” ด้ามไม้กวาดของพี่สะใภ้รองหวดเข้าตรงบั้นท้ายของเด็กชายเต็มแรงโดยปราศจากความเมตตา
เผยต้าเป่าพยายามดิ้นรนหนี กัดเข้าที่แขนของโดยแรงก่อนจะผลักนางออกไป เขาจ้องมองด้วยแววตาโกรธแค้นแล้วร้องตะโกนลั่น “ตีข้าอีกครั้งสิ! หากเจ้ากล้าตีข้าอีกครั้ง ข้าจะจุดไฟเผาบ้านของเจ้าซะ!”
สตรีทั้งสามได้ยินแล้วถึงขั้นตกตะลึงอย่างไม่เชื่อหู
แม่นางลวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง “ต้าเป่า! เจ้าพูดเรื่องอะไรออกมา!? เท่านี้เรื่องยังใหญ่โตไม่พออีกหรือ? เพราะสิ่งที่เจ้าทำ ท่านพ่อของเจ้าถึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้!”
“นางตีข้า! ข้าต้องการแก้แค้น!” ต้าเป่าชี้นิ้วไปที่พี่สะใภ้รอง แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“เจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้ หากอยู่ที่นี่ต่อไปเห็นทีคงนำภัยพิบัติมาสู่ครอบครัวเราแน่” คำขู่อันไร้สำนึกจากปากของเด็กชายที่อายุเพียงสิบขวบ ทำให้พี่สะใภ้รองรู้สึกหนาวเหน็บเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง นางโยนไม้กวาดในมือทิ้งลงพื้นทันที
“เราเลี้ยงดูเขาต่อไปไม่ได้แล้ว” พี่สะใภ้ใหญ่กล่าว “เราไม่สามารถเลี้ยงดูหมาป่าตาขาวที่กินคนได้ เหลียนตี้เอ๋อ ฟังคำพี่สะใภ้ของเจ้าเถิด รีบส่งเด็กคนนี้กลับไปอยู่ที่บ้านตระกูลเผยเสีย”
แม่นางลวี่…
ก่อนที่นางจะทันได้ตัดสินใจอย่างไร เผยต้าเป่าถูกพี่สะใภ้รองหิ้วคอเสื้อด้านหลังพร้อมผลักดันให้ออกจากประตูรั้วบ้านไปเสียแล้ว จากนั้นนางจึงลงกลอนประตูเสียงดัง ทั้งยังกำชับเด็ก ๆ หลายคนในครอบครัวเป็นการเฉพาะ ว่าไม่อนุญาตให้ผู้ใดเปิดประตูให้เขากลับเข้ามาเด็ดขาด
เผยต้าเป่าร้องไห้เสียงดัง และเรียกร้องความสนใจโดยการนอนเกลือกกลิ้งไปมาบนพื้น ภายในเรือนตอนนี้ไม่มีผู้ชายเลย แม่นางลวี่เกิดกลัวขึ้นมาว่าหากมีเรื่องร้ายแรงใดเกิดขึ้น ความผิดย่อมตกอยู่ที่นางอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อไร้หนทางอื่น นางจึงพยายามเกลี้ยกล่อมเขาให้สงบลงอีกครั้ง ก่อนจะส่งเขากลับไปอยู่ที่บ้านตระกูลเผยตามเดิม