ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 447 ตัดสินคดี
ตอนที่ 447 ตัดสินคดี
ตอนที่ 447 ตัดสินคดี
หลังส่งข้าวส่งน้ำให้เผยเล่าอู่แล้ว แม่นางลวี่จึงกล่าวอย่างจนปัญญา “น้องห้า ใช่ว่าพี่ชายเจ้าและข้าไม่ต้องการรับดูแลต้าเป่าแทนเจ้าหรอกนะ เพียงแต่เด็กคนนี้ไม่สามารถอบรมสั่งสอนให้อยู่ในกรอบได้เลย เจ้าอย่าถือโทษโกรธข้าข้อนี้ รอให้พี่ชายของเจ้ากลับมาเสียก่อน ดูว่าเขาคิดจะส่งต้าเป่าให้ไปดัดนิสัยที่โรงเรียนประจำหรือไม่”
ใบหน้าของเผยเล่าอู่เสียโฉมจนเขาไม่สามารถอ้าปากกล่าวคำใดได้ ขณะเอื้อนเอ่ย วาจาของเขากลับคลุมเครือประหนึ่งลิ้นถูกตัดให้สั้นลงครึ่งหนึ่ง บริเวณเอวบิดเบี้ยวผิดรูป ขาทั้งสองข้างกลายเป็นเพียงอวัยวะประดับร่าง ทว่าหัวใจกลับตระหนักรู้ถึงทุกสิ่งอย่างชัดแจ้ง แต่ยิ่งเขาพยายามสื่อสารเพียงใด ความเจ็บปวดก็ยิ่งทบทวีขึ้นเท่านั้น เขาขอร้องแม่นางลวี่ บอกเป็นเชิงว่าร่างกายของเขาพิการเสียแล้ว เหมือนมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อนอนรอความตาย ทว่าต้าเป่ายังเล็กนัก และไม่อาจทิ้งเขาไว้ที่นี่ตามลำพังโดยไม่มีผู้ใดดูแล
แม่นางลวี่ถอนหายใจ “น้องห้า ข้าเองก็รู้สึกลำบากใจไม่แพ้เจ้าเช่นกัน ไม่ง่ายเลยกว่าข้าจะตัดใจทิ้งเขาและเอ้อนิวไว้ข้างหลัง ฉะนั้นเจ้าอย่าทำให้ข้าละอายใจไปกว่านี้เลย ส่วนต้าเป่า… ข้าวจวนเย็นชืดแล้ว เจ้ารีบกินเสียเถิด ข้าเองก็ต้องกลับไปทำงานแล้ว…”
แปดวันต่อมา เผยเล่าซื่อกลับมาจากการขนย้ายสินค้าทางไกล ร่างไร้วิญญาณของแม่เฒ่าเผยเริ่มเน่าและส่งกลิ่นเหม็นอบอวลไปทั่ว เขาคุกเข่าลงกลางห้องโถงไว้ทุกข์ ร้องไห้คร่ำครวญด้วยอารมณ์ขมขื่นอย่างที่สุด ด้วยความช่วยเหลือของชายฉกรรจ์หลายคนในหมู่บ้าน เขาจึงฝังกลบร่างของหญิงชราได้สำเร็จเรียบร้อยดีทั้งน้ำตา
หลังจัดการฝังศพแล้ว เขากลับเข้าไปในบ้าน นั่งลงข้างเตียงของเผยเล่าอู่และสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง
หัวใจของเผยเล่าอู่เปรียบเสมือนกองขี้เถ้า ราวกับต้องการฝากฝังความปรารถนาสุดท้าย ทั้งยังมอบความไว้วางใจขอให้พี่ชายรับดูแลต้าเป่าให้ดี ท่าทางเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ กำชับว่าเขาใกล้จะลาจากโลกนี้ไปแล้ว ฝากผู้เป็นลุงช่วยดูแลให้ข้าวให้น้ำต้าเป่าด้วย
เผยเล่าซื่อปลอบโยนน้องชายอยู่พักหนึ่ง เพื่อให้อีกฝ่ายวางใจ เขาจึงต้องพยักหน้ารับคำ เผื่อว่าความกังวลในจิตใจจะคลายลงและพักฟื้นร่างกายได้ดีขึ้น แต่นั่นเป็นเพียงคำปลอบใจเท่านั้น เผยเล่าอู่ตระหนักดีว่าอาการเขาคงไม่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว เขาถอนหายใจ บอกกล่าวความประสงค์สุดท้ายว่าต้องการเห็นหน้าเสี่ยวส้วยเอ๋อก่อนตาย
ท้องฟ้าจวนมืดค่ำ เสี่ยวส้วยเอ๋อกำลังทำความสะอาดภายในร้านอาหาร หลังจากฟังคำอธิบายของเผยเล่าซื่อ นางจงใจหันหลังกลับพลางใช้กระบวยตักน้ำออกจากหม้อ “ข้าไม่ไป”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“สาวน้อย ถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเจ้า…”
“ตราบใดที่เขาให้กำเนิดแต่ไม่เคยเลี้ยงดู เขาก็เป็นเพียงพ่อที่ไร้ประโยชน์เท่านั้น” เสี่ยวส้วยเอ๋อกล่าวเสียงเรียบ “ท่านอย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย ข้ายังมีงานต้องทำอีกมาก”
“ท่านย่าของเจ้าก็ตายจากไปแล้ว ครอบครัวเดิมของเจ้าก็กระจัดกระจายไปคนละทิศทาง ท่านพ่อของเจ้าเพียงกลัวว่าก่อนตายจะไม่ได้พบหน้าใครอีก…” เผยเล่าซื่อชะเง้อมองหลี่ชื่อเหอด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ทันใดนั้นกลับหยุดชะงักชั่วครู่ด้วยความลังเล ก่อนจะตะโกนเรียก “น้องสะใภ้…”
ไม่รอให้หลี่ชื่อเหออ้าปากตอบกลับคำใด เสี่ยวส้วยเอ๋อก็เปลี่ยนใจถอดผ้ากันเปื้อนออก แล้วเช็ดมือให้แห้ง “อย่ารบกวนท่านแม่ของข้าเลย ข้าจะไปเอง”
สำหรับหลานสาวผู้นี้ เผยเล่าซื่อรู้สึกผิดต่อนางเล็กน้อย เขาจดจำได้ดีว่าวันนั้นสภาพอากาศหนาวเหน็บ เข้าสู่วันที่เก้าซึ่งหิมะตกหนัก นางและแม่ถูกไล่ตะเพิดออกมาจากบ้านตระกูลเผย เด็กหญิงต้องกำพร้าพ่อ แม่ของนางกลายเป็นแม่ม่ายหมดสิ้นหนทางทำกิน เกือบถูกความหนาวเหน็บแช่แข็งจนตาย ทั้งยังต้องเผชิญกับความหิวโหย ในฐานะที่เขาเป็นลุง ตอนนั้นเขากลับไม่มีความกล้าพอที่จะถามไถ่หรือช่วยเหลือ…
“ตอนนี้ท่านพ่อของเจ้ามีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น เจ้าอย่าได้จงเกลียดจงชังเขาอีกต่อไปเลย…”
“ไม่ได้เป็นความผิดของข้าเสียหน่อย ที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้” เสี่ยวส้วยเอ๋อตอบกลับอย่างรวบรัด
เผยเล่าซื่อ…
เมื่อก้าวผ่านเข้าไปในประตูบ้านตระกูลเผย ลุงและหลานสาวไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก เผยเล่าซื่อเดินนำนางเข้าไปในห้อง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “น้องห้า เสี่ยวส้วยเอ๋ออยู่ที่นี่แล้ว”
เผยเล่าอู่ไม่คาดคิดว่าลูกสาวที่เขาต้องการเจอหน้าจะยอมมาพบ ทว่านางกลับอยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ ดังนั้นเขาค่อนข้างประหลาดใจ แต่สีหน้ากลับไม่แสดงออกชัดบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลไฟไหม้ที่น่ากลัว มีเพียงเสี่ยวส้วยเอ๋อที่เห็นแล้วตกใจในสภาพของอีกฝ่ายไม่น้อย
“เสี่ยวส้วยเอ๋อ…” เผยเล่าอู่พยายามเหยียดแขนยื่นออกไปหานาง แต่เสี่ยวส้วยเอ๋อกลับก้าวถอยหลัง รักษาระยะห่างจากเตียงพอสมควร นางสำรวจมองร่างกายของเขาสองครั้ง และแล้วดวงตาที่เบิกกว้างเพราะความตกใจก็แปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยดังเดิม
เผยเล่าซื่อก้าวไปข้างหน้า ยกร่างของเผยเล่าอู่ขึ้น และจัดท่าทางให้เขานั่งพิงหัวเตียง
เสี่ยวส้วยเอ๋อไม่ปริปากกล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว
เผยเล่าอู่มองนางด้วยสีหน้าเศร้าหมอง พยายามกล่าวคำซึ่งแสดงถึงความสำนึกผิดอย่างยากลำบาก เขาเสียใจกับทุกสิ่งที่กระทำลงไปกับภรรยาเก่าและลูกสาว ทั้งยังบอกอีกว่าการที่เขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เป็นเพราะเคราะห์กรรมที่เคยก่อไว้ในอดีตย้อนกลับมาลงโทษเขาแล้ว
เสี่ยวส้วยเอ๋อใจร้อนเล็กน้อย จับใจความได้เพียงประโยคท้ายจากปากเขา “พ่อมาตกอยู่ในสภาพนี้ เท่ากับชดใช้กรรมที่เคยทำกับเจ้าและแม่ของเจ้าไว้ทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรเสีย ต้าเป่าก็เป็นน้องชายของเจ้า…”
เสี่ยวส้วยเอ๋อขมวดคิ้ว รีบเอ่ยขึ้นขัดจังหวะเขาทันที “ท่านกลายเป็นแบบนี้ ก็เพราะลูกชายของท่านประมาทจุดไฟเผาบ้านมิใช่หรือ? ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ไม่สามารถพึ่งพาข้าและท่านแม่ของข้าได้”
เผยเล่าอู่…
“ท่านไม่เคยติดหนี้ชีวิตข้า เพราะข้าไม่เคยนับว่าท่านเป็นพ่อแม้สักครั้ง ดังนั้นเผยต้าเป่าก็ไม่ใช่น้องชายของข้าเช่นกัน” เสี่ยวส้วยเอ๋อกล่าวต่อไป “ที่วันนี้ข้ายอมมาพบท่าน ไม่ได้เป็นเพราะมีความประสงค์อื่นใด นอกเสียจากต้องการแสดงเจตนารมณ์ให้ชัดเจน” กล่าวจบแล้ว นางจึงหันหลังกลับและเดินจากไป
วันที่สามหลังจากฝังศพแม่เฒ่าเผย เผยเล่าอู่ก็ทุบชามกระเบื้องจนแตกกระจาย ก่อนจะใช้ชิ้นส่วนที่แตกหักซึ่งหนาพอสมควร เป็นเครื่องมือฆ่าตัวตายโดยการเชือดคอตัวเอง เลือดไหลนองไปทั่วพื้นเตียง แม่นางลวี่ซึ่งมาที่บ้านเพื่อส่งข้าวส่งน้ำตามปกติเห็นเข้าก็กรีดร้องด้วยความตกใจแทบสิ้นสติ
เผยเล่าอู่จบชีวิตตัวเองไปได้ไม่นานนัก แม่นางเฝิงก็ถูกเจ้าหน้าที่ทางการจับกุมตัว นางไม่รู้เลยว่าการหลบหนีออกมาครั้งนี้ ยังทำให้แม่เฒ่าเผยโกรธแค้นจนขาดสติ สะดุดล้มหัวฟาดพื้นตาย ใบหน้าที่ฉายชัดซึ่งความตื่นตระหนกระคนหวาดกลัวซีดเผือด นางได้แต่ฟุบหน้าอยู่ในศาลาว่าการมณฑลและร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนัก
แม่นางเฝิงไม่มีเจตนาทำร้ายผู้ใดจนถึงแก่ความตาย ทว่าแม่เฒ่าตระกูลเผยสิ้นชีวิตเพราะมีนางเป็นต้นเหตุ ผู้พิพากษาในศาลาว่าการมณฑลจึงต้องตัดสินคดีนี้เสียใหม่
ในวันเดียวกัน ผู้คนที่มาจากหมู่บ้านไป๋ซี รวมถึงชาวบ้านจากระยะสิบลี้แปดหมู่บ้าน ต่างเข้ามารุมล้อมรอบประตูศาลาว่าการมณฑลอย่างแน่นหนา จับตามองไปที่แม่นางเฝิงซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่กลางห้องโถง เอาแต่ร้องไห้ อธิบาย และชี้นิ้วไปรอบด้าน
“ผู้หญิงนางนี้ช่างใจคอโหดเหี้ยมนัก สามีตนเองเพิ่งประสบเคราะห์กรรมได้เพียงไม่กี่วัน กลับขโมยเงินที่จะใช้สำหรับการต่อชีวิตหลบหนีไป หนำซ้ำยังฆ่าแม่สามีตัวเองด้วย!”
“ฟังจากสิ่งที่คนในหมู่บ้านเดียวกับนางบอกกล่าว นางยังมีลูกชายและลูกสาวอีกสองคน แต่กลับทอดทิ้งพวกเขาทั้งหมดไว้ข้างหลัง เท่ากับนางทอดทิ้งแม้แต่ลูกในไส้ที่ยังเลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ! เสือร้ายยังไม่กินลูกของมันเอง นางกลับโหดร้ายยิ่งกว่าเสือเสียอีก!”
“หึหึ คนเยี่ยงนี้ไม่สมควรที่จะเป็นแม่ของใครทั้งนั้น นางควรได้รับการลงโทษสถานหนักให้สาสม!”
ด้านนอกศาล เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนดังขึ้นอย่างอื้ออึง บางคนโกรธแค้น บางคนโห่ร้อง พวกเขาทั้งหมดต่างตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านเจ้าเมืองควรตัดสินลงโทษแม่นางเฝิงสถานหนัก
มณฑลอันผิงเป็นเมืองที่สงบสุข แม้ว่าตามท้องถนนจะมีอันธพาลคอยก่อกวนผู้คนเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการทะเลาะต่อสู้กัน รวมถึงคดีโจรกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว ทว่าคดีที่เกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นเพียงไม่กี่คดีเท่านั้น และนี่ถือเป็นคดีแรกนับตั้งแต่ใต้เท้าเฉียนได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองคนใหม่
ขุนนางผู้พิพากษาประจำมณฑลได้หารือกับเจ้าเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากการตบหน้าไม้ พวกเขาเห็นควรตัดสินลงโทษแม่นางเฝิงโดยการจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี ในความผิดฐานฆ่าคนเพื่อหวังทรัพย์สมบัติ ในสมัยราชวงศ์เหลียงแล้ว โทษนี้ถือว่าใหญ่หลวงและร้ายแรงยิ่งสำหรับสตรี เมื่อผู้หญิงนางหนึ่งถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรม แม้ว่านางจะพ้นโทษออกมาแล้วก็ตาม นางต้องเผชิญกับสายตาผู้คนที่เต็มไปด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยาม และท้ายที่สุดหากนางถูกปฏิเสธจากครอบครัวเดิม นับจากนั้นนางจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติได้อีกต่อไป
แม่นางเฝิงร้องไห้และกรีดร้องลั่น ขณะถูกคนรับใช้สองคนลากตัวลงมาเพื่อทรมานในที่สาธารณะ โบยด้วยไม้กระดานขนาดใหญ่จำนวนยี่สิบไม้ ทุกครั้งที่ถูกลงทัณฑ์นางจะได้รับความเจ็บปวดเจียนตายประหนึ่งอวัยวะภายในฉีกขาด หลังจากนั้นนางก็ถูกจับใส่กุญแจมือ นำตัวเข้าไปขังอยู่ในเกวียนคุก แห่ประจานไปตามท้องถนน
เสี่ยวส้วยเอ๋อและหลี่ชื่อเหอไม่ได้ไปร่วมรับชมชะตากรรมสุดท้ายของอีกฝ่าย แต่ได้ยินจากผู้คนที่พากันไปดูและกลับมา บอกว่าแม่นางเฝิงเสียสติไปเสียแล้ว ขณะแห่ประจานไปรอบเมือง นางถูกผู้คนขว้างปาด้วยเศษผักเน่าและดินโคลนจนเปรอะเปื้อนทั่วใบหน้า ระหว่างที่อยู่ในเกวียนคุกก็เอาแต่ร้องไห้สลับกับหัวเราะราวคนบ้า
ตระกูลเผยแตกสาแหรกขาดไปคนละทิศทาง
เผยเล่าซื่อและแม่นางลวี่ก็ทะเลาะกันเพราะความเห็นไม่ลงรอย ฝ่ายเผยเล่าซื่ออ้างว่าเผยเล่าอู่ฝากฝังต้าเป่าไว้กับเขาแล้ว ซึ่งเขาไม่อาจเพิกเฉยต่อความปรารถนาสุดท้ายของน้องชายได้ แต่ฝ่ายแม่นางลวี่และพี่สะใภ้ทั้งสองกลับไม่เห็นด้วย ยืนกรานไม่ยินยอมท่าเดียว และยื่นคำขาดให้เขาส่งตัวต้าเป่าไปที่อื่น
“เจ้าไม่เคยเห็นเขาแสดงท่าทีดุร้ายกับตาย่อมไม่เข้าใจ หากเขาจุดไฟเผาเรือนขึ้นมาอีกครั้งจะทำเช่นไร? เจ้าจะปล่อยให้พี่เขยและพี่สะใภ้ของเจ้าแออัดกันอยู่ในห้องเล็ก ๆ อย่างนั้นหรือ? เจ้าจะฆ่าพวกเขาทางอ้อมหรืออย่างไร?!” แม่นางลวี่เริ่มวิตกกังวล จนพลั้งปากกล่าวคำพูดที่รุนแรงออกมา “หากเจ้ายืนยันว่าสามารถดูแลเขาได้ หากเจ้าต้องการจะเลี้ยงดูเขาแล้วละก็ เจ้าพาเขาออกไปจากบ้านของแม่ข้าเสีย! ถือซะว่าครอบครัวของข้าไม่เคยเกี่ยวข้องใด ๆ กับเจ้าอีก!”
เมื่อกล่าวมาถึงขั้นนี้ เผยเล่าซื่อย่อมไม่มีหนทางอื่น ชีวิตของเขาตอนนี้เหลือเพียงภรรยาและลูก ๆ ดังนั้นเขาไม่อาจทำเพิกเฉยต่อภรรยาและลูกของตนเอง แค่เพราะเผยต้าเป่าเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน