ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 448 หยุนลี่จงเข้าคุก
ตอนที่ 448 หยุนลี่จงเข้าคุก
ตอนที่ 448 หยุนลี่จงเข้าคุก
เผยเล่าซื่อตระเวนไปรอบมณฑล เสาะหาผู้คนที่เขาพอจะไว้วางใจได้ ทว่าไม่มีผู้ใดเต็มใจยอมรับเผยต้าเป่าเป็นศิษย์
บางคนคิดว่าเขายังเด็กเกินไป บางคนพอจะได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขามาบ้าง หลังจากการตัดสินลงโทษแม่นางเฝิง ข่าวลือในเมืองย่อมหนาหูกว่าทุกครั้ง แน่นอนว่าหลายคนถามเขากลับว่าเหตุใดเรือนตระกูลเผยจึงถูกไฟไหม้?
ลืมมันไปเสียเถิด ต้นเหตุที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เพราะลูกชายเจ้าปัญหาของนางหรอกหรือ…
หลายวันมานี้เผยเล่าซื่อไม่ได้การได้งานใด ๆ เขาเอาแต่วิ่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง พยายามขอร้องอ้อนวอนเสียจนริมฝีปากแทบเปื่อย แม้แต่ผู้ทำโลงศพหาเงินจากคนตาย ยังลังเลที่จะรับเผยต้าเป่าเป็นศิษย์ไว้ฝึกสอนและใช้งาน ทำให้เผยเล่าซื่อไม่มีทางเลือกนอกจากพาเขากลับมาที่ลานบ้าน
“ต้าเป่า พ่อของเจ้าจากไปแล้ว ท่านย่าของเจ้าก็จากไปแล้วเช่นกัน เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะอยู่รอดด้วยตนเองในอนาคต เข้าใจหรือไม่…” เผยเล่าซื่อจับมือเขาไว้แน่นพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทว่าเผยต้าเป่าเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อย ไม่ล่วงรู้ถึงชะตากรรมของตนเอง แม้ในตอนที่เขากำลังจะกลายเป็นเด็กกำพร้า เขากลับยังไม่ตระหนักถึงความยากลำบากจนโศกเศร้าแต่อย่างใด เขาเงยหน้าขึ้นเอ่ยถามเพียงว่า “แล้วจากนี้ใครจะทำอาหารให้ข้ากิน?”
เผยเล่าซื่อ…
เขาถอนหายใจ “เจ้ากลับไปอยู่ที่บ้านเดิมก่อนเถิด อย่าได้สร้างปัญหาอีก ท่านป้าของเจ้าจะมาที่นี่เพื่อส่งอาหารให้เจ้าสามมื้อต่อวัน ข้าจะเดินทางไปที่มณฑลใกล้เคียงเพื่อถามไถ่ หวังว่าจะหาหนทางเลี้ยงชีพให้กับเจ้าได้…”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
เผยต้าเป่าแสดงอาการต่อต้านทันที “ข้าไม่กลับไปเด็ดขาด!”
“เหตุใดจึงไม่ยอมกลับไป?”
“ในบ้านหลังนั้นเคยมีคนตาย ข้ากลัว!”
“เจ้า…” เผยเล่าซื่อเกือบตำหนิเขา ฉับพลันกลับนึกขึ้นได้ว่าถึงอย่างไรก็ตาม เขายังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น และตอนนี้เขาก็มีชีวิตที่น่าสงสาร ดังนั้นเขาจึงได้แต่ปลอบประโลมอย่างใจเย็น “พวกเขาไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นท่านย่าและท่านพ่อแท้ ๆ ของเจ้า”
ถึงกระนั้นเผยต้าเป่ายังคงยืนกรานว่าจะไม่กลับไป ได้แต่ร้องตะโกนต่อต้านอยู่อย่างนั้น โชคดีที่เผยเล่าซื่อไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน เขาจึงเกลี้ยกล่อมหลานชายให้รออยู่ที่นี่ ก่อนกลับมาหาเขาพร้อมขนมเปี๊ยะและลูกกวาดแท่ง ต้าเป่าถึงยอมสงบสติอารมณ์ลงได้ “เช่นนั้นท่านก็ต้องกลับไปกับข้า”
“ย่อมได้ กลับก็กลับ” เผยเล่าซื่อลูบศีรษะหลานชาย คิดเสียว่าย้ายไปอยู่เป็นเพื่อนเขาสักสองวันก็ไม่เสียหาย เพื่อที่เขาจะได้เคยชินกับมัน
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ลานกว้างของบ้านตระกูลเผยกลับดูรกร้างและเสื่อมโทรม ราวไม่ได้รับการดูแลมาเป็นเวลาแรมปี กระถางธูปและป้ายชื่อของแม่เฒ่าเผยและเผยเล่าอู่ถูกจัดวางไว้ในห้องโถง ธูปถูกเผาไหม้จนเหลือแต่ก้าน ในห้องครัวเหลือเพียงซาลาเปาและอาหารแห้งเพียงไม่กี่อย่าง
เผยเล่าซื่อปัดกวาด ทำความสะอาดเรือนทั้งภายในและภายนอก แต่เขายังคงรู้สึกว่าทั่วบ้านยังเหมือนปกคลุมไปด้วยละอองฝุ่นสีเทา
เขาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเก่าเป็นเวลาสองวัน ที่บ้านยังมีหมูและไก่อยู่สองสามตัว เขาพยายามสอนเผยต้าเป่าให้รู้จักปรุงอาหารด้วยตนเอง ให้อาหารหมู และให้อาหารไก่ ทว่าเขาสั่งสอนไปเพียงสองสามประโยคเท่านั้น เผยต้าเป่ากลับวิ่งหนีไปเล่นที่อื่นเสียแล้ว
เผยเล่าซื่อถึงกับทำอะไรไม่ถูก ถึงอย่างไรเขายังมีภรรยาและลูก ๆ เขายังต้องสนับสนุนดูแลครอบครัวของตนเอง ไม่สามารถเจียดเวลามาคอยดูแลหลานชายได้ทุกครั้งไป
สองวันต่อมา ก่อนที่เขาจะออกไปทำงานขนส่งสินค้าอีกครั้ง เขาปรึกษากับแม่นางลวี่ว่าจะจ้างคนมาเพาะปลูกในที่นาสามไร่ที่เหลืออยู่ของครอบครัว ส่วนพืชพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวได้ในแต่ละปีนับจากนี้ จะแบ่งปันส่วนหนึ่งไว้ให้กับต้าเป่า อีกทั้งต้องนำอาหารไปส่งให้เขาสามมื้อต่อวัน ไม่ควรปล่อยให้เขาหิวโหย
“เจ้าวางแผนอนาคตที่ดีไว้สำหรับเขาแล้ว ส่วนข้าคอยดูแลความเรียบร้อยในบ้านตลอดทั้งวัน ยังต้องเจียดเวลาไปดูแลเขาอีก” แม่นางลวี่ออกปากบ่น แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อหลานชายของเผยเล่าซื่อ ทุกเช้านางจะเตรียมอาหารที่เพียงพอสำหรับหนึ่งวันไปส่งให้เขาที่บ้านตระกูลเผย
บางครั้งเมื่อนางไม่เห็นเผยต้าเป่าอยู่แถวนั้น นางก็จะบรรจุอาหารไว้ในตะกร้าแล้วแขวนทิ้งไว้ใต้ชายคา และบางครั้งเมื่อนางพอมีเวลาก็จะให้อาหารหมูและไก่ด้วยตนเอง ทว่านี่ไม่ควรเป็นวิธีดูแลเขาในระยะยาว
แม่นางลวี่อาศัยอยู่ในเรือนของพี่สะใภ้ทั้งสอง นอกจากจะต้องหยิบจับทำงานบ้านต่าง ๆ แล้ว ยังต้องดูแลลูกของตนเองด้วย เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินไปจากสองวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นห้าวัน พี่สะใภ้ของนางจึงเริ่มออกความคิดเห็น
พี่สะใภ้ใหญ่แนะนำนางว่า “ข้าเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่มากับมือตนเอง ตอนนี้เขายังรู้วิธีหยิบจับช่วยทำงานบางอย่าง เด็กคนนั้นสบายเกินไป แต่ละวันมีอาหารมาวางไว้ตรงหน้า เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องหุงหาเองหรือต้องล้างถ้วยชามอย่างไร หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อไรจะเลิกเป็นภาระให้กับเจ้า”
พี่สะใภ้รองกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน “ปรนนิบัติเขาราวกับปรนนิบัติบรรพบุรุษของเจ้าก็ไม่ปาน เกรงว่าเจ้าคงต้องคอยปรนนิบัติเขาเช่นนี้ไปตลอดชีวิตกระมัง ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะอดทนทำไปถึงไหน”
ยิ่งถูกเกลี้ยกล่อมหนักเข้า แม่นางลวี่ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อเผยเล่าซื่อกลับมาจากการทำงานอีกครั้ง นางจึงไม่รอช้ารีบปรึกษาหารือกับเขา บอกว่าต้าเป่าเองก็ไม่ใช่เด็กอมมือ เกรงว่าหากเขายังคงมีนิสัยเช่นนี้ต่อไป ภายภาคหน้าอาจกลายเป็นคนเกียจคร้าน หลังจากนั้นหากจะอบรมสั่งสอนก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก
พี่สะใภ้ทั้งสองยังคอยโน้มน้าวอยู่ด้านข้าง โดยบอกว่าพ่อของเด็กตายจากไปแล้ว แม่ก็กลายเป็นนักโทษไร้อนาคต ต่อให้มีที่ดินสามไร่หลงเหลืออยู่ แต่หากเขาไม่รู้จักเรียนรู้ทักษะการดำรงชีพเลยแม้แต่น้อย อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเห็นทีคงไม่อาจแต่งภรรยาและดูแลครอบครัวได้
เผยเล่าซื่อรับรู้แล้ว แต่ยังคงลังเลเล็กน้อย ระหว่างทางกลับไปยังหมู่บ้านไป๋ซีเพื่อเยี่ยมเยียนเผยต้าเป่า เขากลับพบเข้ากับพ่อค้าเนื้ออู๋โดยบังเอิญ อีกฝ่ายกล่าวว่าเมื่อประมาณสองวันก่อน ต้าเป่ามาหาเขา แจ้งว่าจะขายหมูที่บ้านให้ ซึ่งพ่อค้าเนื้ออู๋เห็นว่าที่บ้านไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล จึงต้อนเอาหมูไปและจ่ายเงินให้เขา
เผยเล่าซื่อตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น หลังนำเรื่องนี้กลับไปไตร่ตรอง เขาคิดว่าคำพูดของแม่นางลวี่และพี่สะใภ้ทั้งสองนั้นมีเหตุผล หากเขาไม่มีคนคอยดูแล เด็กคนนี้จะเติบโตขึ้นอย่างขาดวินัย ครั้นเขาขายทุกอย่างในบ้านจนหมดเกลี้ยงแล้ว สักวันย่อมต้องลักเล็กขโมยน้อยเอาจากบ้านของผู้อื่น
เขาพยายามถามไถ่ไปตลอดทาง ครั้งหนึ่งเคยพบกับพ่อม่ายผู้มาจากต่างแดนซึ่งทำอาชีพตีเหล็ก ตอนนั้นเขาไม่ค่อยสบอารมณ์นักจากเหตุผลใดสักประการ ดวงตาของเขาบอดสนิทข้างเดียว ใบหน้าค่อนข้างดุร้าย
เผยเล่าซื่อนำของไปเยี่ยมเยียนเขาถึงหน้าประตูอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าวันนี้เขาอารมณ์ดี จึงอธิบายความตั้งใจของตนให้อีกฝ่ายทราบ พ่อม่ายช่างตีเหล็กยินดีรับเผยต้าเป่าเป็นศิษย์ ทว่ามีอาหารให้เพียงวันละสามมื้อเท่านั้น ไม่มีค่าแรง
ด้วยเหตุนี้ เผยต้าเป่าจึงถูกส่งตัวไปฝากไว้กับโรงตีเหล็กซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไป๋ซีออกไปประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบลี้ เรื่องนี้ทำให้เผยเล่าซื่อโล่งใจได้ชั่วขณะ ส่วนแม่นางลวี่ก็โล่งใจไม่แพ้กัน ในที่สุดก็มีเวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย…
หลังจากนั้นอีกครึ่งเดือน เรื่องราวภายในตระกูลเผยก็กลับมาสงบลงอีกครั้ง และแล้วหมู่บ้านไป๋ซีก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่น่าตื่นเต้นและเป็นที่โจษจันยิ่งกว่า
หยุนลี่จงเป็นขุนนางรับสินบน สมรู้ร่วมคิดกับขุนนางด้วยกันเพื่อกดขี่ประชาชนให้แร้นแค้น ทั้งยังเกือบทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ส่วนหยุนลี่เซียวผู้เป็นหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดก็ถูกตัดสินว่ามีความผิดเช่นกัน พวกเขาล้วนถูกทางการจับเข้าคุก!
หยุนลี่เต๋อรีบเดินทางไปยังมณฑลชิงหนิวทันทีที่ทราบเรื่อง รับตัวผู้เฒ่าหยุนและแม่เฒ่าจูกลับมาอยู่ในความดูแลอีกครั้ง ส่วนแม่นางจ้าวที่ถือตัวว่าเป็นฮูหยินใหญ่พาลูกชายและลูกสาวสองคนกระเสือกกระสนกลับมาอย่างสิ้นหวัง ฝ่ายนางเฉินและซานหลางก็กลับมาพร้อมกันด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ตามคำร้องเรียนของนางเฉิน กล่าวว่าทันทีที่หยุนลี่เต๋อจากไป หยุนลี่จงและภรรยาไม่ได้ใส่ใจดูแลผู้เฒ่าทั้งสองตามสมควรแต่อย่างใด ทั้งยังไม่ได้จัดหายารักษาให้กับพวกเขาแม้แต่น้อย ไม่เห็นแม้แต่เห็ดหลินจือที่อวดอ้างนักหนา
ผู้เฒ่าหยุนมีร่างกายอ่อนแอและผอมแห้งมานาน สภาพจวนสิ้นลมหายใจอยู่รอมร่อ ถึงกระนั้นก็พยายามฝืนทนด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย ในที่สุดก็เดินทางกลับมายังหมู่บ้านไป๋ซี กลับไปอาศัยอยู่ในเรือนหลังเก่าของเขา
“ท่านพ่อ เรากลับมาถึงบ้านแล้ว” หยุนลี่เต๋อเก็บกวาดทำความสะอาดลานหน้าบ้านไว้พร้อมแล้ว เตียงในห้องชั้นบนถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ปูด้วยฟูกและผ้าห่มผืนใหม่ซึ่งตัดเย็บจากผ้าฝ้าย ให้สัมผัสนุ่มสบายเป็นอย่างยิ่ง
ชายชราเอนกายลงนอนบนเตียง ก่อนจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตันใจ
“ท่านพ่อขอรับ ท่านลำบากมาตลอดทางแล้ว เมื่อเหนื่อยล้าก็ต้องพักผ่อนให้สบาย วันพรุ่งนี้ข้าจะอุ้มท่านนั่งเก้าอี้รถเข็น แล้วพาไปเดินเล่นดูรอบหมู่บ้าน” หยุนลี่เต๋อกล่าว
“มีอะไรให้ดูกัน?! เราต่างตกอับกันถึงเพียงนี้แล้ว ยังมีหน้าออกไปยิ้มระรื่นข้างนอกอีกรึ?! มีตั้งกี่คนในหมู่บ้านที่รอรับชมเรื่องน่าอับอาย!” อาการบาดเจ็บที่ขาของแม่เฒ่าจูยังไม่หายดี นางจึงเอนกายลงพิงพนักหัวเตียงซึ่งอยู่อีกฝั่ง ก่อนจะหันไปด่าทอ “นังดาวมรณะ! ยังกล้ามาเสนอหน้าที่นี่อีกรึ!? รีบหาเชือกมาแขวนคอตัวเองไว้บนขื่อซะ! ไป๊!”
ประตูห้องฝั่งปีกตะวันออกเปิดกว้าง สีหน้าอมทุกข์ของแม่นางจ้าวดูเหมือนชราภาพลงไปครึ่งหนึ่งของอายุขัย ใบหน้านั้นแห้งผากซ้ำยังซีดเหลือง ยับย่นไม่ต่างจากผ้าไหมที่ถูกซักมาหมาด ๆ นางนั่งนิ่งไม่ไหวติง บั้นท้ายหมิ่นอยู่ตรงขอบของเตียงในห้องปีกตะวันออก ก้มหน้างุดไม่ปริปากเอ่ยคำใดทั้งนั้น