ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 451 เห็นแก่ความเกื้อกูลกันในครอบครัว
ตอนที่ 451 เห็นแก่ความเกื้อกูลกันในครอบครัว
ตอนที่ 451 เห็นแก่ความเกื้อกูลกันในครอบครัว
หลี่ชื่อเหอตกตะลึงนิ่งไป นางไม่รู้ว่าตนควรทำอย่างไรต่อไปดี ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงของแม่นางเหลียนดังขึ้นจากด้านหลัง “สะใภ้สาม เจ้ามาทำอะไรที่นี่?!”
หลี่ชื่อเหอหันหลังกลับไปมองหน้านาง สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
แม่นางเหลียนเดินเข้าไปตบหลังมือนาง “เจ้าทำงานต่อไปตามเดิม เสี่ยวส้วยเอ๋อ ไฟในเตายังไม่ลุกโชนดี เจ้าเข้าไปเพิ่มฟืนเสีย”
ความกังวลภายในหัวอกของหลี่ชื่อเหอผ่อนคลายลง ราวก้อนหินที่ทับอยู่ร่วงลงสู่พื้น นางหันหลังกลับและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเสี่ยวส้วยเอ๋อมองไปยังเตาที่ไฟยังลุกโชนดี ก่อนจะวิ่งตรงเข้าไปในลานบ้านฝั่งตรงข้ามเพื่อตะโกนเรียกหยุนเชวี่ย
“พี่เชวี่ยเอ๋อ พี่เชวี่ยเอ๋อ อาสะใภ้สามของท่านมาขอกินดื่มที่ร้านอีกแล้ว ท่านรีบไปดูหน่อยเถอะ ข้าเกรงว่าท่านป้ารองจะยอมใจอ่อนอีก!”
หยุนเชวี่ยเพิ่งหยิบสมุดบัญชีออกมา และกำลังจะนับคำนวณรายการบัญชีในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้ นางเงยหน้าขึ้นมองทันที “ว่าอย่างไรนะ?”
“อาสะใภ้สามมาระรานร้านของเราอีกแล้ว เห็นว่าอยากกินซาลาเปาไส้เนื้อ ซ้ำยังต้องการมากถึงแปดลูก!”
หยุนเชวี่ยนิ่งงันไป รีบวางพู่กันในมือลงทันที “ไปกันเถอะ!”
ทันทีที่นางไปถึงประตูร้านอาหาร ได้ยินนางเฉินพูดด้วยใบหน้าด้านทนว่า “พี่สะใภ้รอง ครอบครัวของท่านขายซาลาเปาได้วันละตั้งหลายเข่ง ข้าขอกินเพียงไม่กี่ลูกเท่านั้น อีกอย่างข้าไม่ได้มากินเปล่า ๆ เสียหน่อย ท่านไล่นังเด็กเหลือขอนี่และแม่ของนางไปให้พ้นเสีย แล้วข้าจะทำงานให้ท่านเอง”
“ท่านพ่อของข้าเพิ่งบอกว่าจะแบ่งที่ดินให้ท่านทำการเพาะปลูกตั้งห้าไร่ ท่านกลับไม่ใส่ใจเพาะปลูก แล้วยังมาก่อความวุ่นวายใดที่นี่อีก?” หยุนเชวี่ยก้าวเข้าไปภายในร้าน สำรวจมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เมื่อวานนางกล่าวเตือนนางเฉินว่ามือทั้งสองข้างสกปรก แต่มาวันนี้นางเฉินกลับชำระล้างเพียงมือทั้งสองข้างเท่านั้น ไขมันหลายชั้นบริเวณลำคอมือ รวมถึงข้อพับที่โผล่พ้นออกมานอกแขนเสื้อยังคงมีคราบไคลหนาเตอะ โดยเฉพาะเมื่อนางขยับตัว ยิ่งเห็นได้ชัดว่าตามตามร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก
ถึงขั้นนี้แล้ว นางเฉินรู้สึกอับอายเล็กน้อย แต่นางยังเชื่อมั่นว่าแม่นางเหลียนจะต้องใจอ่อน นางเพิกเฉยต่อหยุนเชวี่ยพร้อมเอนกายไปหาแม่นางเหลียนอย่างหน้าด้าน “จะให้เพาะปลูกเพียงคนเดียว แล้วสะใภ้ใหญ่ที่หยิบจับช่วยอะไรไม่ได้อยู่เฉยเป็นเครื่องประดับเรือนอย่างนั้นรึ? สู้จ้างคนนอกให้ทำงานต่อไป แล้วให้ข้ามาช่วยเหลือเสียยังดีกว่า”
“ผู้ชายเกือบครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านเราต่างขึ้นไปทำงานในเหมืองเกลือบนภูเขา ผู้หญิงและบรรดาสะใภ้ทั้งหลายล้วนทำงานเพาะปลูกในไร่นากันทั้งนั้น” หยุนเชวี่ยก้าวเข้ามายืนขวางระหว่างนางเฉินและผู้เป็นแม่ “หากกล่าวหาว่าป้าสะใภ้ใหญ่ไม่รู้จักหยิบจับทำงานใด ท่านเองก็คงไม่ต่างอะไรไปจากนางนักหรอก”
“เชวี่ยเอ๋อ เหตุใดเจ้าไม่คำนึงถึงความเกื้อกูลกันภายในครอบครัวบ้าง? เจ้าเห็นดีให้คนนอกรับผลประโยชน์มากกว่าอาสะใภ้สามของเจ้าอีกหรือ?” นางเฉินบ่นพึมพำ “อากลับมาถึงที่นี่ตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวานแล้ว ตลอดทั้งวันจนถึงตอนนี้ อายังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยด้วยซ้ำ”
“หากท่านต้องการกินดื่มให้สำราญ ก็จงไปทำงานหารายได้ด้วยตนเอง ทำงานแล้วได้รับค่าจ้างวันต่อวันคงจะเหมาะควรกว่า” หยุนเชวี่ยเกียจคร้านที่จะโต้เถียงกับนางอีก จึงตะโกนเรียกสืออีที่กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ในลานผ่าฟืน “สืออี ช่วยพานางออกไปจากร้านข้าทีเถิด”
“พี่สะใภ้รอง ดูสิ ลูกสาวของท่านใจไม้ไส้ระกำต่อกันเกินไปแล้ว…” นางเฉินหย่อนบั้นท้ายลงนั่งบนเก้าอี้โดยแรง ทำให้ขาเก้าอี้ไม้ซึ่งรองรับน้ำหนักได้ไม่มากส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
ไม่ต้องรอให้หยุนเชวี่ยเรียกเป็นหนที่สอง สืออีพับแขนเสื้อขึ้นขณะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาคว้าชายเสื้อด้านหน้าของนางเฉินแล้วลากออกไปทันที นางเฉินพยายามถีบขาดิ้นรน แต่เมื่อสู้แรงเขาไม่ไหวจึงทรุดกายเลื้อยลงไปกับพื้นดินราวคนไม่มีกระดูก สองมือไขว่คว้าชายกางเกงแม่นางเหลียนไว้ “พี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้รอง…”
หยุนเชวี่ยดึงแม่ของตนให้ถอยกลับมาก้าวหนึ่ง “รีบพาตัวนางออกไปให้พ้น เร็วเข้า”
ท้ายที่สุด เสียงร้องอ้อนวอนของสะใภ้สามก็ไม่บังเกิดผล สืออีใช้กล้ามเนื้อแขนที่แน่นหนา ฉุดกระชากลากร่างที่เต็มไปด้วยไขมันของนางเฉินออกจากธรณีประตูไป ทั้งยังลากไปจนถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ต้าหวงเห็นเช่นนั้นก็วิ่งตามเขาไปพร้อมส่งเสียงเห่ากรรโชกตลอดทาง
ชายสองสามคนในร้านอาหาร หนึ่งในนั้นเป็นผู้คุมคนงานบนภูเขาเห็นแล้วถึงกับตะลึงงัน หลังสืออีลากนางเฉินออกไปไกลแล้ว เขาจึงตั้งคำถาม “สะใภ้รอง ผู้หญิงอ้วนนางนั้นเป็นใครกัน?”
“น้องสะใภ้ของข้า นางเป็นภรรยาลูกชายคนที่สามของตระกูล” แม่นางเหลียนรู้สึกอับอายเล็กน้อย “ข้าทำให้พวกเจ้าหัวเราะเยาะเสียแล้ว”
“สะใภ้รอง อย่าว่ากล่าวข้าเลย หากข้าขอพูดตามตรง” ชายคนนั้นยิ้มแหย พลางชี้ไปที่ซาลาเปาในจานตรงหน้า “หากท่านยอมให้ผู้หญิงอ้วนนางนั้นปั้นซาลาเปาจริง เห็นทีข้าอ้าปากกลืนไม่ลงเป็นแน่”
แม่นางเหลียน…
“สะใภ้สามมีนิสัยประจำตัวอันเป็นที่รู้จักกันดีของคนในหมู่บ้านเรา ใส่ใจเพียงเรื่องกินดื่ม แต่กลับเกียจคร้านยิ่ง” หลี่เหล่าเอ้อซึ่งนั่งอยู่ข้างเขาเป็นคนในหมู่บ้าน เขาหยิบยกเรื่องของนางเฉินมาสนทนา และนินทากับผู้บังคับบัญชาของเขา “นางไม่หยิบจับทำอะไรเลย เอาแต่กินเท่านั้น ตอนนี้จึงไม่เหลืออะไร… เห็นเจ้ารองใจดีมีเมตตาเข้าหน่อย นางจึงหวังพึ่งพาพวกเขา…”
นางเฉินยังเดินอ้อยอิ่งอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าสืออีและต้าหวงจับตามองนางในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล นางรู้สึกหิวโหยแต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้ จึงจำใจหันหลังกลับพร้อมพึมพำสาปแช่ง
เมื่อกลับมาถึงเรือน นางเห็นว่ากลางลานบ้านมีอ่างไม้ขนาดใหญ่วางอยู่ โดยแม่นางจ้าวกำลังนั่งซักเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนอยู่ตรงนั้น
“เหตุใดเจ้าไม่หอบเสื้อผ้าไปซักริมแม่น้ำ? มัวกระมิดกระเมี้ยนอยู่ที่นี่เพื่ออะไร?” นางเฉินกลอกตาด้วยความรำคาญ “เจ้าหน้าบางเกินกว่าจะออกไปเผชิญสายตาผู้คนให้อับอาย หรือกลัวว่าท่านแม่จะไม่เห็นว่าเจ้าทำงานบ้านด้วยตนเอง?”
แม่นางจ้าวไม่เงยหน้าขึ้นโต้ตอบแต่อย่างใด ราวกับไม่ได้ยินในสิ่งที่นางเฉินกล่าว ทั้งยังพ่นลมหายใจครืดคราดต่อไป
นั่นเป็นเพราะนางไม่อยากแบกผ้าไปซักริมแม่น้ำหลายเที่ยวจริงดังที่นางเฉินเสียดสี และถึงแม้นางจะยอมไปซักผ้าที่กังหันน้ำที่ริมแม่น้ำ แต่แม่เฒ่าจูต่างหากที่ไม่ปล่อยให้นางไป หญิงชราผู้โหดร้ายพยายามสรรหาสารพัดคำหยาบมาดุด่า และกลั่นแกล้งด้วยกลวิธีที่แตกต่างกันออกไป นางรู้ว่าผู้เฒ่าหยุนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงจงใจปล่อยให้เขาขับถ่ายจนเปียกเลอะเปื้อนเตียง ก่อนจะยกร่างเขาขึ้น ถอดกางเกงออก แล้วโยนเสื้อผ้ารวมถึงผ้าปูที่นอนสกปรกให้แม่นางจ้าว สั่งให้นางซักผ้าอยู่กลางลานบ้าน ส่วนตนนั่งอยู่ใต้ชายคาเพื่อจับตามองด้วยตนเอง
มือทั้งสองข้างของแม่นางจ้าวเปียกโชกไปด้วยน้ำปนเปื้อนของเสียที่เหม็นหึ่ง ถึงกระนั้นนางพยายามอย่างที่สุดเพื่อกลั้นหายใจ หลายครั้งที่นางอดรนทนไม่ได้จนต้องยกมือขึ้นปิดปาก และเมื่อใดก็ตามที่การเคลื่อนไหวของนางช้าลงแม้เพียงเล็กน้อย แม่เฒ่าจูจะระเบิดอารมณ์โทสะและด่าทอนางทันที
ครั้นเห็นนางเฉินเดินเข้ามา เปลือกตาของแม่เฒ่าจูก็ยกขึ้น “นังล่อเกียจคร้านไร้ประโยชน์ เจ้าหายหัวไปไหนมาตั้งแต่เช้า?! รีบล้างมือแล้วก่อไฟปรุงอาหารซะ!”
นางเฉินก้าวไปข้างหน้า คิดเสียว่าตนยังมีชัยเหนือแม่นางจ้าวซึ่งได้ทำแต่งานที่น่ารังเกียจ นางจงใจกลั่นแกล้งอีกฝ่าย โดยยกเท้าขึ้นเตะใส่อ่างไม้ ทำให้น้ำสีเหลืองสกปรกสาดกระเซ็นออกมาถูกใบหน้าของแม่นางจ้าว
นางเฉินไม่วายหันไปเพิ่มเชื้อเพลิงลงในกองไฟ เล่าเรื่องด้วยการใส่สีตีไข่ว่าหยุนลี่เต๋อและคนในครอบครัวของเขาต่างปฏิเสธที่จะช่วยเหลือนาง โดยเฉพาะลูกสาวคนรองของเขาซึ่งแล้งน้ำใจ ทั้งยังจงใจทำให้นางซึ่งมีฐานะเป็นอาสะใภ้สามได้รับความอับอาย
หลังฟังจบแล้ว แม่เฒ่าจูได้แต่พ่นลมหายใจเย็นเยียบออกมาจากจมูก “แม้แต่ข้ายังไม่มองว่าเจ้าไร้ประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรู้สึกขวางลูกหูลูกตานัก แทนที่จะกินเพื่อประทังชีวิตกลับตะกละอยากจะกินซาลาเปาไส้เนื้อ ในเมื่อหิวโหยนักแล้วมัวยืนบื้ออะไรอยู่ที่นี่? ไปก่อไฟทำอาหารสิ! เห็นข้าและพ่อของเจ้าไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ จึงอยากปล่อยให้อดตายอย่างนั้นรึ?!
นางเฉินเห็นว่าเหตุการณ์กลับตาลปัตรก็สับสนไม่น้อย ได้แต่บ่นพึมพำ “ท่านและท่านพ่อยังได้กินทั้งบะหมี่และเนื้อสัตว์ แต่ข้าไม่มีสิ่งใดตกถึงท้องเลยแม้แต่คำเดียว…”
“นั่นเป็นสิ่งที่เจ้ารองมอบให้เพราะกตัญญูกตเวทีต่อพ่อและแม่ของเขา เจ้าหวังจะกินมันอย่างนั้นรึ? หากเจ้ากล้าแตะต้องมันแม้แต่ปลายเล็บ ข้าจะฉีกปากของเจ้าซะ…”
นางเฉินบิดสะโพกเดินดุ่มเข้าไปในครัวด้วยความอับอาย แม่เฒ่าจูยังคงนั่งอยู่ใต้ชายคาและพ่นคำสาปแช่ง น้ำเสียงของนางไม่ทรงพลังเช่นเมื่อก่อน แต่อารมณ์โทสะของนางเพิ่มพูนเป็นเท่าทวียิ่งกว่าก่อนหน้าเสียอีก ด่าทอบรรดาลูกสะใภ้ลามไปถึงบรรพบุรุษของพวกนางถึงสิบแปดรุ่น
แม้แต่แม่นางเหลียนก็ไม่ละเว้น
แม่เฒ่าจูรู้ดีแก่ใจว่าบุตรชายอีกสองคนนั้นไร้ซึ่งความหวังที่จะฝากฝังอีกแล้ว ตอนนี้พวกเขาวางใจฝากชีวิตได้เพียงหยุนลี่เต๋อเท่านั้น นางไม่โกรธแค้นหยุนลี่เต๋ออีกต่อไป ทว่ายังคงโกรธแค้นแม่นางเหลียนซึ่งเป็นภรรยาของเขาอยู่ ตราบใดที่ลูกชายไม่ยอมหย่ากับนาง แม่เฒ่าจูไม่อาจพึงพอใจได้
น่าเสียดายที่แม่นางเหลียนไม่ได้ยินคำสาปแช่งนั้น แต่แม้ไม่ได้ยิน นางก็พอรู้ว่าแม่เฒ่าจูไม่ต้องการเห็นหน้านาง ฉะนั้นนางจึงมาเหยียบเรือนหลังเก่าให้น้อยครั้งที่สุด ด้วยไม่มีเหตุใดที่ตนต้องแวะเวียนไปข้องเกี่ยวกับหญิงชราที่ไร้เหตุผล