ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 452 หยุนโม่
ตอนที่ 452 หยุนโม่
ตอนที่ 452 หยุนโม่
สมาชิกในครอบครัว นอกจากผู้เฒ่าหยุนและแม่เฒ่าจูแล้ว ไม่มีผู้ใดได้กินอะไรทั้งนั้น
แม่เฒ่าจูไม่ใช่หญิงชราใจอ่อน ขณะนางกำลังกัดกินขนมปังขาว ใบหน้าเล็ก ๆ ซานหลางซึ่งเต็มไปด้วยความหิวโหยได้แต่เดินไปมาหน้าประตูห้องชั้นบน ทันทีที่แม่เฒ่าจูเห็นเข้าจึงดุด่า “เจ้าเด็กเดรัจฉาน ออกไปให้พ้น!”
หยุนหรงเอาแต่ร้องไห้ตลอดทั้งวันตั้งแต่เมื่อวานจวบจนวันนี้ ดวงตาทั้งสองข้างบวมเป่งประหนึ่งผลวอลนัท นางได้แต่นั่งจับเข่าอยู่ข้างเตียง ใช้สองแขนกอดเข่าตนเองไว้ “พี่สาว ข้าหิวแล้ว ท่านไม่หิวหรือ?”
หยุนเยว่นอนหันหลังให้นางมาตั้งแต่เช้า จนถึงตอนนี้ยังไม่ขยับเขยื้อนกาย ได้ยินเพียงเสียง “อืม” ในลำคอ
“แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี? หากเราไม่กินไม่ดื่ม นานวันเข้าเห็นทีคงอดตายเป็นแน่” หยุนหรงหวนนึกถึงตอนที่นางอยู่ในจวนมณฑลชิงหนิว กินอาหารเลิศรสทั้งไก่ เป็ด และเนื้อปลาเสียจนเบื่อหน่าย ทว่าตอนนี้นางตกอับได้กลับมาอาศัยอยู่ในเรือนซอมซ่อแห่งนี้ ทั้งยังต้องอดอาหารจนหิวโหย นึกแล้วเศร้าใจยิ่งนัก
“พวกเขาต้องการปล่อยให้เราอดตาย” หยุนเยว่ขบกรามแน่นด้วยความรู้สึกขมขื่น “ท่านพ่อทำให้พวกเขาได้รับความขุ่นเคืองในตอนแรก ตอนนี้เคราะห์กรรมกลับมาตกอยู่ที่เรา นั่นคือสิ่งที่พวกเขาปรารถนาว่าจะเอาคืนให้สาสม”
“เช่นนั้นเราจะไม่ทำอะไรสักอย่างเลยหรือ…” หยุนหรงปาดน้ำตา “พี่สาว ข้าไม่อยากอดตาย เหตุใดเราไม่ลองเขียนจดหมายถึงอาชิ่วเอ๋อให้นางช่วยเหลือดูเล่า?”
แผ่นหลังของหยุนเยว่ยืดตรงขึ้นเล็กน้อยขณะอยู่ในท่านอนตะแคง แต่แล้วนางกลับเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “เจ้ายังหวังพึ่งพานางอีกรึ? นางไม่แม้แต่จะแยแสพวกเราด้วยซ้ำ”
“ท่านจะล่วงรู้ได้อย่างไรหากเราไม่ลองดู” หยุนหรงขยับไปด้านหน้าพลางผลักร่างนาง “พี่สาว ท่านไม่อยากย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงหรอกหรือ? หากทนอยู่ในที่ทุรกันดารแห่งนี้ สักวันเราคงไม่ต่างจากหญิงบ้านนอกทั้งหลาย ทั้งวันต้องทำไร่ไถนาและให้อาหารหมู ตามร่างกายมีแต่กลิ่นเหม็น บางที… ภายในไม่กี่วันนี้ ท่านย่าก็คงจัดการหาใครสักคนมาแต่งงานกับท่านเป็นแน่”
ร่างกายของหยุนเยว่พลันแข็งทื่อขึ้นมาทันที
ที่จริงแล้ว แม่เฒ่าจูเคยมีความคิดดังเช่นที่นางหวาดกลัวจริง อีกทั้งตอนนี้แม่นางจ้าวก็ตกอยู่ในกำมือของนางแล้ว ต่อไปนี้ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจผู้ใดอีก หยุนเยว่เองก็โตเป็นสาวอยู่ในวัยสมควรออกเรือน หากเลี้ยงดูนางต่อไปคงไร้ประโยชน์ แทนที่จะอาศัยภายใต้ชายคาเดียวกันให้เปลืองข้าวสุก สู้ให้นางแต่งงานออกเรือนไปเสียดีกว่า อย่างน้อยยังได้รับสินสอดทองหมั้นกลับมาบ้าง
หลังจากคิดคำนึงถึงเรื่องนี้แล้ว แม่เฒ่าจูก็เรียกหานางเฉินให้ไปพบที่ห้องชั้นบน นางเอนกายพิงพนักหัวเตียง หลุบเปลือกตาลงเล็กน้อยก่อนออกคำสั่ง “เจ้าไปเรียกนางซุนให้มาที่บ้านทีเถอะ”
“ท่านต้องการจับคู่หมั้นหมายให้กับหลานสาวงั้นหรือ? จะเรียกนางมาที่นี่ด้วยเหตุใด?” สายตานางเฉินจับจ้องไปยังขนมปังขาวที่เหลืออีกสองลูกบนโต๊ะ ก่อนทำทีเป็นตักบะหมี่ใส่ในชามอีกใบครึ่งหนึ่ง หวังจะได้กัดกินสักคำ
“ดูท่าทางของเจ้าสิ ช่างน่าสมเพชเสียจริง” แม่เฒ่าจูจ้องเขม็งมองนางอย่างเย็นชา “ออกไปซะ อย่ามัวแสดงความตะกละตะกลามอยู่ที่นี่!”
“ท่านแม่ ข้าอดอาหารมาเกือบครึ่งค่อนวันแล้ว ยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยด้วยซ้ำ…”
“ร่างกายของเจ้าอ้วนท้วนเสียปานนี้ ต่อให้อดต่อไปอีกสิบวันคงไม่ตายหรอก!”
นางเฉินเดินออกมาจากห้องชั้นบนพลางคิ้วขมวดแน่น หน้าตาบูดบึ้ง ส่วนแม่นางจ้าวเพิ่งจะซักผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้าขึ้นตากเสร็จเรียบร้อย ขณะที่นางกำลังจะหยุดพัก กลับได้ยินแม่เฒ่าจูตะโกนออกมาจากห้อง “สะใภ้ใหญ่ นังสะใภ้เนรคุณ นอกจากจะเป็นดาวมรณะแล้วยังเกียจคร้านสันหลังยาวนัก! มัวนั่งทำอะไรอยู่ตรงนั้น?! เก็บถ้วยชามลงไปล้าง แล้วไปไถพรวนแปลงผักต่อได้แล้ว!”
แม่นางจ้าวใช้สองมือประคองหัวเข่า พยายามหยัดกายลุกขึ้นด้วยความหดหู่
หยุนโม่ไม่อาจทนเห็นความลำบากของผู้เป็นแม่ได้อีกต่อไป จึงออกมาจากห้องส่วนตัวฝั่งปีกตะวันออก ขณะที่กำลังจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยเหลือแม่ของเขา สุ้มเสียงทรงพลังของแม่เฒ่จูก็ดังขึ้นจากห้องชั้นบนอีกครั้ง “ต้าหลาง กลับเข้าไปในห้องของเจ้าซะ!”
“เจ้ากลับเข้าไปเถิด” แม่นางจ้าวส่ายหน้ารัวพลางหันไปกระซิบสั่งลูกชายทันควัน “รีบไปหาอารองของเจ้าเสีย”
“…”
หยุนโม่รั้งรออ้อยอิ่งอยู่ใต้ชายคาครู่หนึ่ง จากนั้นจึงฉวยโอกาสช่วงที่แม่เฒ่าจูกำลังเอนกายนอนพักผ่อน รีบปีนข้ามกำแพง แล้ววิ่งออกไปจากลานบ้านอย่างรวดเร็ว
“โอ้ นั่นไม่ใช่ต้าหลางหรอกรึ?”
“ต้าหลาง เจ้าจะไปไหนกัน?”
“ดูเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่สิ ช่างดูเหมือนนายน้อยผู้สูงศักดิ์ไม่มีผิด…”
ทันทีที่หยุนโม่ก้าวเท้าออกจากเรือน เขาก็ถูกห้อมล้อมด้วยบรรดาชาวบ้านที่พากันเยาะเย้ยถากถาง การตกอับประหนึ่งดิ่งลงสู่บ่อน้ำลึกครั้งนี้ เขาอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าทุกคนเสียอีก นอกจากนี้ชาวบ้านต่างได้ยินมาว่า หยุนลี่จงสมรู้ร่วมคิดกับเหล่าเสนาบดี รับสินบน และสังหารผู้คน ทำให้คนทั่วไปยิ่งดูหมิ่นเหยียดหยามยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
หยุนโม่ก้มศีรษะลงเพื่อหลบสายตาชาวบ้าน และเดินตรงไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
ถึงกระนั้นเขายังได้ยินผู้คนซึ่งอยู่ด้านหลังถ่มน้ำลาย พร้อมถากถางว่า “ครอบครัวของผู้เฒ่าหยุน ช่างดีเสียนี่กระไร!”
ร้านค้าของตระกูลหยุนตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน
หยุนลี่เต๋อเดินทางเข้าเมืองไปแต่เช้าตรู่ แม่นางเหลียนกำลังปั้นซาลาเปาพร้อมพูดคุยกับหลี่ชื่อเหอไปพลาง “เจ้าว่า หากผู้ใหญ่ยังต้องอดอาหารต่อไปหนึ่งถึงสองมื้อ แล้วบรรดาเด็ก ๆ จะหิวโหยมากเพียงใด…”
“เจ้าหมายถึงต้าหลางและน้องของเขาคนอื่น ๆ หรือ?” หลี่ชื่อเหอกล่าว “ต้าหลางเติบใหญ่พอตัวแล้ว ข้าจำได้ว่าเขาอายุมากกว่าเยี่ยนเอ๋อตั้งสองถึงสามปี”
“ท่านป้า ท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ” หยุนเชวี่ยนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตูเรือน ก้มลงหยอกแกล้งเจ้าต้าหวงไปด้วย ก่อนจะเดินเข้ามาในร้านพร้อมเอ่ยเสริม “ข้าและพี่สาวลงไปช่วยงานในทุ่งนาตอนพวกเราเพิ่งจะอายุได้สิบขวบเท่านั้น แต่ท่านแม่ของข้ากลับใจดี ปฏิบัติต่อพวกเขาสามพี่น้องราวกับว่ายังเป็นเด็กไม่รู้จักโต”
แม่นางเหลียนถอนหายใจ “ตอนนี้พวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ?”
“ผู้ใดจะล่วงรู้?” หยุนเชวี่ยกล่าว “ตราบใดที่ท่านเลี้ยงดูพวกเขาด้วยอาหารการกินที่ดีมาโดยตลอด พวกเขาย่อมไม่มีวันตระหนักถึงความยากลำบาก อีกอย่าง เงินที่ครอบครัวเรามีอยู่ใช่ว่าได้มาเพราะสายพัดพาเข้ามาเกยเสียหน่อย ดังนั้นเราจะเอื้อเฟื้อให้พวกเขาด้วยเหตุใดกัน?”
ถึงแม้คำพูดของหยุนเชวี่ยจะสมเหตุสมผล ทว่าแม่นางเหลียนยังอดสะท้อนใจไม่ได้ ถึงอย่างไรนางก็ยังคงเป็นห่วงเป็นใยพวกเขา เมื่อหวนนึกถึงเด็ก ๆ ที่เติบโตขึ้นในสายตาของตนมาโดยตลอด ก็อดไม่ได้ที่จะสงสารเห็นใจ “เฮ้อ…”
“เมื่อวานนี้เราทุกคนตกลงกันแล้ว…” ขณะหยุนเชวี่ยกล่าว ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้น กลับเห็นร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน นางจึงเพ่งพินิจมองให้ชัดเจนอีกครั้ง ที่แท้ก็เป็นหยุนโม่ กล่าวถึงโจโฉ โจโฉก็มาอย่างแท้จริง
หยุนโม่ก้าวเท้าไปข้างหน้าประมาณสองสามก้าว ก่อนหยุดชะงักด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเขาเห็นหยุนเชวี่ยมองตรงมา เขารีบก้มหน้าลงหลบสายตาทันที
หยุนเชวี่ยปัดฝ่ามือของตน ก่อนลุกยืนขึ้นพร้อมหันไปเอ่ยกับแม่นางเหลียนซึ่งอยู่ในห้องครัว “ท่านแม่ หยุนโม่มาที่นี่จริงด้วยเจ้าค่ะ”
แม่นางเหลียน…
“เราต้องตกลงกันก่อน ท่านอย่าได้ใจอ่อนเป็นอันขาด ต่อให้ท่านต้องทำร้ายเขา แต่ท่านไม่ควรทำร้ายครอบครัวของเรา”
แม่นางเหลียนพยักหน้ารับ
หยุนโม่รวบรวมความกล้าเดินไปตรงหน้าประตูร้านอาหาร ชะงักฝีเท้าชั่วคราว ก่อนจะมองเข้าไปด้วยความกังวลใจและระมัดระวัง จากนั้นจึงร้องเรียก “ท่านอาสะใภ้รอง”
“ต้าหลาง เป็นเจ้านี่เอง” แม่นางเหลียนวางงานในมือลง ก่อนส่งยิ้มให้เขาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “เจ้ามีธุระใดหรือ? เข้ามาข้างในแล้วค่อยพูดค่อยจากันเถอะ”
หยุนโม่ยืนตัวตรงแข็งทื่ออยู่นอกประตู เขายังนิ่งเฉย เงยหน้าขึ้นมองหลี่ชื่อเหอที่ยืนอยู่ด้านข้าง เห็นได้ชัดว่าเขาลังเลที่จะกล่าวถึงธุระบางอย่าง
“เช่นนั้นเรากลับไปที่บ้านแล้วค่อยพูดคุยกัน” แม่นางเหลียนลุกขึ้น ถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้ววางไว้ด้านข้าง
หยุนโม่เดินตามหลังอีกฝ่ายเข้าไปในบ้าน แม่นางเหลียนเชิญให้เขานั่งลง แต่เขากลับไม่นั่ง ถึงแม้นางจะรินน้ำชาลงในถ้วยให้เขาแต่เขากลับไม่ยกขึ้นจิบ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ขณะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “อาสะใภ้รอง ท่านอารองของข้าอยู่ที่บ้านหรือไม่?”
“อารองของเจ้าเข้าเมืองไปตั้งแต่เช้าตรู่ เห็นทีคงกลับมาถึงที่นี่ในช่วงบ่ายของอีกวันหนึ่ง” แม่นางเหลียนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อ้อ” ลำคอหยุนโม่แข็งทื่อขณะพยักหน้ารับรู้
“เกิดเรื่องใดขึ้นกับเจ้าหรือ? บอกให้อารู้ก็เหมือนบอกให้เขารับรู้โดยตรง” แม่นางเหลียนผลักถ้วยชาไปข้างหน้า “นั่งลงเสีย แล้วพูดคุยกัน”
หยุนโม่ยังนิ่งเงียบ แลบลิ้นเลียริมฝีปาก สายตาหลุบต่ำเลื่อนไปทางหยุนเชวี่ยซึ่งยืนอยู่ด้านข้างเล็กน้อย เหลือบมองเพียงครู่ แล้วรีบถอนสายตากลับทันที “อาสะใภ้รอง ข้า ท่านแม่ และน้องสาวของข้าไม่ได้กินอาหารมาหนึ่งวันเต็มแล้ว ตอนนี้…”
ในฐานะหลานชายคนโตของตระกูลหยุน หยุนโม่ไม่เคยต้องประสบความทุกข์ทรมานเลยสักครั้งตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก แม้แต่ตอนนี้เขายังรู้สึกคล้ายเหตุการณ์ที่เผชิญอยู่เป็นภาพฝัน หากตื่นขึ้นก็สามารถกลับไปขลุกอยู่กับหนังสือประโลมโลกเช่นทุกครั้งได้ ไม่จำเป็นต้องคิดถึงปากท้องใด ๆ ให้มากความ
จนกระทั่งเขาออกปากเอ่ยเช่นนี้…
ความฝันว่าจะได้กลับไปหานวนิยายปรัมปราเหล่านั้นดูเหมือนถูกบดขยี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในชั่วพริบตา ความอับอายที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวมาก่อน ทำให้เขารู้สึกราวเปลวไฟเผาไหม้จากใบหน้า ลามขึ้นมาถึงลำคอจนร้อนผ่าว