ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 453 ยายเฒ่าซุน
ตอนที่ 453 ยายเฒ่าซุน
ตอนที่ 453 ยายเฒ่าซุน
หยุนโม่รู้สึกราวตนเป็นขอทาน รอคอยให้ผู้ที่มั่งมีกว่าแสดงความเมตตา ความอัปยศนี้มากล้นจนไม่สามารถอธิบายได้ เวลานี้เขารู้สึกสมเพชและหงุดหงิดเล็กน้อยจากก้นบึ้งของจิตใจ
หงุดหงิดที่ตนเติบใหญ่จนถึงวัยนี้โดยเปล่าประโยชน์ ทว่ากลับไร้ซึ่งความสามารถในการหาเงินแม้แต่เหรียญเดียว
เขาเหลือบมองแม่นางเหลียนด้วยความกระดากอายเล็กน้อยระคนคาดหวัง หวังเหลือเกินว่าแม่นางเหลียนผู้ใจดีและเจรจาง่ายจะช่วยเหลือเขาได้ อีกทั้งเขายังมีความคิดที่คลุมเครือ ว่าหากอารองยอมส่งเสีย เขาจะสามารถกลับไปร่ำเรียนได้เหมือนก่อนหน้า ครั้งนี้เขาต้องตั้งใจร่ำเรียนหนัก เพื่อที่จะกอบกู้เกียรติยศศักดิ์ศรีกลับคืน
“ต้าหลาง…” แม่นางเหลียนจ้องมองเขา แววตาของนางเต็มไปด้วยความไร้หนทางและความสงสาร นางทำเพียงถอนหายใจแผ่วเบา
หยุนโม่พลันรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที มือกำเข้าหากันเป็นหมัดแน่น กระดูกสันหลังตั้งตรงแข็งทื่อ
“ใช่ว่าอาไม่ต้องการช่วยเหลือเจ้า ทว่าเจ้าเองก็เป็นบัณฑิต มีความรู้อ่านออกเขียนได้ เจ้าย่อมมีหนทางและรอบรู้สิ่งต่าง ๆ มากกว่าอาเสียอีก อนาคตข้างหน้ายังอีกยาวไกล คงเป็นการดีกว่าหากเจ้าจะพึ่งพาตนเองเพื่อยืนหยัดได้ แทนที่จะพึ่งพาผู้อื่น…”
คำกล่าวของแม่นางเหลียนเต็มไปด้วยความจริงใจไร้สิ่งแอบแฝง หยุนโม่ได้ยินแล้วรู้สึกละอายใจไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคที่ว่า ‘เจ้าเองก็เป็นบัณฑิต’ ราวตบหน้าเขาดังกึกก้องถึงสองครั้ง
เขาได้แต่กำหมัดแน่นและพยักหน้ารับ
“อารองของเจ้าเคยบอกว่าเขาได้มอบที่ดินจำนวนห้าไร่ให้กับท่านแม่ของเจ้า สำหรับใช้ทำการเพาะปลูกพืชผลสักสองสามไร่ จากนั้นผลผลิตที่ได้รับจากการหว่านไถ จึงจะเป็นรายได้ให้กับครอบครัวของเจ้า ตราบใดที่เจ้าขยันหมั่นเพียรทำงาน เจ้าย่อมไม่หิวโหย” แม่นางเหลียนกล่าว จากนั้นนางจึงลุกขึ้นและหยิบถุงกระดาษสองสามใบออกมาจากลิ้นชัก “นี่คือเมล็ดพันธุ์พืช นำกลับไปปลูกเสีย แล้วเข้าไปในครัว แบ่งเอาเกลือและน้ำมันหมูไปสักหน่อย”
หยุนโม่…
“ในเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับท่านพ่อของเจ้า เจ้าจึงกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว ควรแบกรับไว้ให้ดี”
“…”
แม่นางเหลียนสังเกตท่าทีของเขา เมื่อเห็นว่าเขาเอาแต่นิ่งเงียบอยู่ตลอด จึงเอ่ยถามว่า “ต้าหลาง เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
หยุนโม่เงยหน้าขึ้น สีหน้ายังเต็มไปด้วยความสับสนมึนงง เขาเผยอปากเพียงครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวอย่างลังเลว่า “ข้ายังต้องการศึกษาเล่าเรียน”
แม่นางเหลียนลอบถอนหายใจ มองเขาด้วยความรู้สึกมืดมนระคนอ่อนยวบ เกิดความเกลียดชังเล็กน้อยที่เหล็กอ่อนไม่ยอมแปรเปลี่ยนเป็นเหล็กกล้า “การที่เจ้ายังคิดใฝ่เรียนอยู่นับว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่ตอนนี้เจ้าควรจัดการกับปัญหาตรงหน้าเสียก่อน ตำรายังคอยเจ้าอยู่ที่เดิมเสมอ เจ้าสามารถกลับไปอ่านได้ตราบเท่าที่มีเวลาว่าง อีกทั้งหากมีความตั้งใจจริง ปีหน้าเจ้าอาจใช้ความรู้ที่มีสอบเป็นบัณฑิต หลังจากนั้นค่อยหางานเป็นอาจารย์ที่สำนักเรียนในเมืองก็ยังไม่สาย”
คำเสนอแนะเหล่านี้ทำให้หยุนโม่รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาบังเกิดความหวังขึ้นมาอีกครั้ง หากเขาสามารถสมัครทำงานที่สำนักเรียนในตัวเมืองเพื่อเป็นอาจารย์ ถึงแม้ว่าเขาจะมีฐานะยากจนกว่าผู้อื่น แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องอยู่ทำการเกษตรที่บ้านไปตลอด ซ้ำยังเป็นงานที่ไม่หนักหนาสาหัสเท่า
“ผู้ชายส่วนใหญ่ในหมู่บ้านของเราขึ้นไปทำงานบนภูเขา มีรายได้เดือนละสี่ร้อยเหรียญ ได้รับวันหยุดหนึ่งวันต่อเดือน” เมื่อเห็นว่าเขากลับมาฟุ้งซ่านอีกครั้ง แม่นางเหลียนจึงเสนอขึ้นอีกทางเลือกหนึ่ง “อารองของเจ้าและผู้คุมคนงานค่อนข้างสนิทสนมคุ้นเคยกัน หากเจ้ามีความสนใจ อย่างน้อยมันก็เป็นงานที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้”
หยุนโม่โคลงศีรษะ “ข้าจะได้เป็นผู้คุมคนงานอย่างนั้นหรือ?”
หยุนเชวี่ยเล็งเห็นความรักสบายและความเพ้อฝันในจิตใจของเขา นางไม่รู้เลยว่าเขาเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องเพื่อว่าอ่านตำราใดตลอดทั้งวันกันแน่ ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเติบใหญ่ขึ้นหลายสิบปี ทว่าความคิดยังคงเหมือนเด็กไม่รู้ประสา
“ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาหรอก ผู้คุมคนงานทั้งหมดถูกส่งตรงมาจากทางราชสำนัก” แม่นางเหลียนจนปัญญาด้วยไม่อาจช่วยเหลือใด ๆ ได้เลย ก่อนจะกระซิบอธิบายต่อไป “หากขึ้นไปบนภูเขาก็ต้องลงแรงทำงานขุดเหมืองเกลือ ดีหน่อยที่ได้รับสวัสดิการเป็นอาหารสามมื้อต่อวัน”
หยุนโม่ตะลึงนิ่งไป สีหน้าฉายความผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ
หยุนโม่ย้อนกลับมาที่บ้านโดยที่ไม่ประสบความสำเร็จ
ในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่ถือว่า ‘ไร้ประโยชน์’ เสียทีเดียว เพราะเขากลับมาพร้อมกับกระป๋องบรรจุน้ำมันหมู ในมืออีกข้างถือถุงเกลือ และในอ้อมแขนมีถุงเมล็ดพันธุ์พืชติดมาด้วยสองสามถุง
“เจ้าไปที่บ้านอารองของเจ้ามางั้นรึ?” ประตูห้องชั้นบนเปิดออกกว้าง แม่เฒ่าจูกำลังเอนกายพิงข้างเตียง “เปล่าประโยชน์ ตลอดทั้งวันเอาแต่อ้าปากรอกิน พวกขอทานยังเคาะหน้าไม้ร้องรำทำเพลงเพื่อแลกเงิน แต่เจ้ามีความสามารถใดบ้าง…”
หยุนโม่เดินเข้าไปในครัวด้วยท่าทางเลื่อนลอยว่างเปล่า วางขวดน้ำมันหมูลงข้างเตาไฟ ก่อนจะเหลือบมองไปยังหม้อที่ว่างเปล่าอีกครั้ง รู้สึกว่ากระเพาะของต้นสูบฉีดจนร้องโครกครากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้นิ้วจุ่มลงในเกลือ แล้วนำเข้าปาก
ทั้งเค็ม ทั้งฝาด
“เจ้าเป็นหนูหรืออย่างไร?! มัวหมกตัวทำอะไรอยู่ในครัว…”
สุ้มเสียงของแม่เฒ่าจูระเบิดขึ้นอีกครั้ง เขาจึงจำใจถ่มน้ำลายลงบนพื้น เดินออกจากห้องครัว ก่อนจะเหลือบมองไปยังแปลงผัก เห็นแม่นางจ้าวกำลังพลิกพรวนหน้าดินพลางมองมาที่ตนด้วยสายตาซับซ้อน
หน้าอกของหยุนโม่แน่นขนัดขึ้นมาทันที ราวกับว่าเขาร่วงลงสู่หนองน้ำอีกครั้ง เขาไม่ต้องการที่จะเผชิญกับภาระอันหนักอึ้งนี้ ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น
“ท่านแม่…” น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง ก่อนจะก้มศีรษะลงเพื่อหลีกเลี่ยงจับจ้องอย่างรอคอยของแม่นางจ้าว “อาสะใภ้รอง… อาสะใภ้รองเสนอให้พวกเราไปทำงานในทุ่งนา เมื่อเสร็จสิ้นงานในแต่ละวันจึงจะได้รับการแบ่งสันปันส่วน”
หลังจากกล่าวนั้นเขาก็เดินกลับขึ้นห้องส่วนตัวอย่างรวดเร็ว หยิบหนังสือบนเตียงขึ้นมา พร้อมจ้องมองไปที่มันด้วยความงุนงง เพียงชั่วครู่ก็พบว่ามันคือตัวบทต้นฉบับของนวนิยาย เขาตั้งใจจะเปลี่ยนไปอ่านตำราวิชาการ แต่เมื่อกวาดสายตาอ่านไปเพียงสามบรรทัดเท่านั้น กลับดำดิ่งเข้าไปอยู่ในโลกของมันโดยไม่รู้ตัว
หยุนหรงนอนอยู่ฝั่งริมหน้าต่างจึงได้ยินเรื่องราวทั้งหมด จึงกล่าวอย่างโกรธเคือง “ข้ารู้ นางจงใจกลั่นแกล้งเราเป็นแน่! นางเพียงต้องการให้เราตกอยู่ในสภาพที่น่าขบขัน! ไปทำงานให้ครอบครัวของนางงั้นรึ? ฝันกลางวันต่อไปเถอะ!”
หยุนเยว่ไม่ผสมโรงกับน้องสาว ได้แต่นอนราบหลับตาอยู่บนเตียง
“พี่สาว…” หยุนหรงทั้งโกรธและกังวล “เราเดินทางไปหาอาชิ่วเอ๋อกันเถอะ! เขียนจดหมายส่งถึงนางเร็วเข้า ขอให้นางส่งรถม้ามารับเรา ข้าไม่อยากอยู่ในสถานที่เลวร้ายนี้อีกต่อไปแล้ว!”
หยุนเยว่กะพริบตา “แล้วเจ้าจะใช้เงินจากไหนเพื่อส่งจดหมายถึงนาง?”
“นำเสื้อผ้าของพวกเราไปขายสักสองสามชุดก็ได้แล้ว” หยุนหรงรีบลุกจากเตียงและเปิดหีบเสื้อผ้าออก “ชุดทั้งสองตัวของข้าเพิ่งตัดเย็บได้ไม่นานมานี้ ยังไม่ทันผ่านการซักด้วยซ้ำ! ผืนนี้เป็นผ้าต่วนเนื้อนุ่ม ปักลายดอกไม้ มีมูลค่าถึงยี่สิบเหรียญเลยเชียว!”
“หากเจ้าออกไปนอกเรือน ความอัปยศที่เจ้าได้รับย่อมไม่คุ้มค่ากับเงินแม้แต่หนึ่งหรือสองเหรียญ” หยุนเยว่หันศีรษะกลับมาพลางชำเลืองมองนาง
มือหยุนหรงกระชับเสื้อผ้าชุดใหม่ในมือแน่น พลางขบริมฝีปาก สีหน้าของนางแสดงความลังเลใจ ทว่าปณิธานยังคงเด็ดเดี่ยว “ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ต้องการที่จะอยู่ที่นี่อีกแล้ว! อาชิ่วเอ๋อมีโอกาสได้แต่งงานกับตระกูลที่ดีเช่นนี้ นางต้องสำนึกถึงพระคุณของท่านพ่อเราให้มาก หากนางทำไม่แยแส ย่อมถือว่านางเนรคุณ! พี่สาว อย่ามัวนอนอีกต่อไปเลย นอนต่อไปเท่ากับรอคอยความตายนะ รีบลุกขึ้นมาเขียนจดหมายเร็วเข้า…”
“…”
หยุนเยว่กลับเล็งเห็นเพียงความสิ้นหวัง หยุนชิ่วเอ๋อเป็นคนเช่นไร นางย่อมตระหนักดีกว่าหยุนหรงเสียอีก นางคงไม่หวนนึกถึงความเก่าความหลังหรือสำนึกบุญคุณใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อเห็นว่าหยุนเยว่ยังคงนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่อย่างนั้น หยุนหรงก็เกิดความร้อนใจ ขณะกำลังจะดึงร่างของพี่สาวให้ลุกขึ้น นางกลับได้ยินเสียงของนางเฉินดังขึ้นจากบริเวณลานบ้าน “ยายเฒ่าซุนออกไปเจรจาการหมั้นหมาย จึงไม่อยู่ที่บ้าน ข้าถามครอบครัวของนางแล้ว พวกเขาให้ฝากความจำนงทิ้งไว้ วันพรุ่งนี้ถึงจะมาที่บ้านของเราได้…”
แม่เฒ่าจูไม่ฟังสิ่งใด อ้าปากด่าทอทันที “เจ้ามันคนไร้ประโยชน์ สั่งการใดไม่เคยได้ความ! เลี้ยงดูเจ้าต่อไปไม่เกิดประโยชน์ เลี้ยงหมูยังดีเสียกว่า ถึงช่วงปีใหม่ยังเชือดขายได้…”
เมื่อได้ยินคำพูดของนางเฉินเกี่ยวกับยายเฒ่าซุน หยุนเยว่พลันร่างกายแข็งทื่อและผุดลุกขึ้นนั่งทันที แต่เพราะนางไม่ได้กินดื่มมาเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม ดวงตาของนางกลับมืดดับไปชั่วขณะ หูอื้อได้ยินเพียงเสียงหึ่ง ๆ ทำให้นางเกือบจะล้มลง
หยุนหรงกอดเสื้อผ้าของตนไว้และนิ่งฟังต่อไปครู่หนึ่ง “พี่สาว ท่านได้ยินหรือไม่? ขอข้าพูดอะไรหน่อยเถิด ท่านย่าจะเรียกหายายเฒ่าซุนด้วยเหตุใดกัน? คงไม่ใช่เพื่อเสาะหาลูกสะใภ้ให้พี่ใหญ่เป็นแน่ ต้องเป็นการแต่งท่านออกจากเรือนอย่างไม่ต้องสงสัย”
หยุนเยว่ฟังแล้วยิ่งตื่นตระหนก ความกลัวในจิตใจยิ่งทวีขึ้น
“ตราบใดที่ท่านย่าเห็นเงินแล้วต้องตาลุกวาวเป็นแน่! นางจะหาสามีเช่นไรให้ท่านกัน? ท่านลืมทายาทร้านขายของชำที่นางหมั้นหมายให้กับหยุนซิ่วเอ๋อก่อนหน้านี้ไปแล้วหรือ? บางทีท่านอาจจะได้แต่งเป็นภรรยาของเขาแทนนางก็เป็นได้…” หยุนหรงรีบปีนขึ้นไปบนเตียงอีกครั้ง ก่อนจะสบตาอีกฝ่าย “พี่สาว หรือย่ำแย่ไปกว่านั้น หากท่านย่าต้องการขายท่านให้แต่งไปเป็นอนุของชายชราคราวพ่อจะทำอย่างไร?”