ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 454 โรงรับจำนำ
ตอนที่ 454 โรงรับจำนำ
ตอนที่ 454 โรงรับจำนำ
ไหล่หยุนเยว่สั่นสะท้าน ท่าทางของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก จนนางอดไม่ได้ที่จะคว้ามือของหยุนหรงมากุมไว้
“พี่สาว…”
“หยุดปากพล่อยเสียที” หยุนเยว่ขบกรามแน่น ภายในจิตใจเต็มไปด้วยความสับสนยุ่งเหยิง
“พี่สาว ท่านมัวลังเลสิ่งใดอยู่? รีบเขียนจดหมายถึงอาชิ่วเอ๋อเร็วเถอะ! ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว!”
ช่วงเที่ยงวัน พวกนางฉวยโอกาสจากเวลางีบหลับตอนกลางวันของแม่เฒ่าจู สองพี่น้องรีบรีดเสื้อผ้าสองชุดให้เรียบ ก่อนจะเดินลัดเลาะผ่านลานบ้านออกไปอย่างเงียบเชียบ
หยุนเยว่พอคุ้นเคยกับเส้นทางในตัวเมืองอยู่บ้าง นางหาโรงรับจำนำพบอย่างรวดเร็ว นางเดินตรงไปยังเครื่องเรือนคล้ายโต๊ะทรงสูง ก่อนยื่นห่อผ้าขึ้นไปตรงหน้าด้วยความประหม่า รอให้ชายชราซึ่งประจำการอยู่ด้านในเสนอราคา
“เสื้อผ้างั้นรึ…” หลังจากเขย่าห่อผ้าเพื่อคาดคะเน ชายคนนั้นพลันขมวดคิ้ว “เสื้อผ้าเป็นสิ่งที่ไม่คู่ควรกับการนำมาจำนำมากที่สุด เพราะพวกมันไม่คุ้มค่ากับการนำไปขายต่อ ทั้งยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาผู้ซื้อที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกัน…”
หยุนเยว่…
หยุนหรง…
แม้ว่าหนึ่งในสองพี่น้องจะถือตนและเย่อหยิ่งจองหองอยู่เป็นนิจ ส่วนอีกคนหนึ่งก็ถือว่าตนเองเป็นลูกสาวแสนล้ำค่าของครอบครัวมาโดยตลอด ทว่าพวกนางต่างไม่เคยคุ้นกับการพบปะโลกภายนอกเอาเสียเลย แตกต่างจากหยุนเชวี่ยที่ชำนาญการต่อรองราคาเป็นอย่างยิ่ง
ชายผู้อยู่หลังโต๊ะตัวสูงเขย่าเสื้อผ้าทั้งสองชุดในมือ พลางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ห้าสิบเหรียญ”
“ห้าสิบเหรียญ?!” หยุนหรงเบิกตากว้างทันที “แต่มันตัดเย็บขึ้นทำจากผ้าเนื้อดี เป็นผ้าต่วนเนื้อนิ่มสบาย! ไม่รวมสายคาดเอวที่มูลค่าเกือบสองตำลึงเข้าไปแล้ว ข้าใส่ไปเพียงครั้งสองครั้ง ทั้งยังไม่เคยซักผ่านน้ำด้วยซ้ำ เจ้าตีราคาให้เพียงห้าสิบเหรียญเท่านั้นรึ?”
“เห็นทีข้าคงทำให้สาวน้อยทั้งสองเข้าใจผิดไปสินะ?” ชายคนนั้นเผยอยิ้ม ก่อนชูสองนิ้วขึ้น “ข้าตีราคาให้ห้าสิบเหรียญ ซึ่งเป็นมูลค่าที่คู่ควรของทั้งสองชุดนี้”
หยุนหรง “เช่นนั้นเจ้าก็คืนมันให้ข้าเสีย ข้าไม่จำนำแล้ว”
“ย่อมได้ การซื้อและขายต้องกระทำโดยความสมัครใจ” ชายคนเดิมดันเสื้อผ้าสองชุดพร้อมห่อผ้ากลับคืนให้นางอย่างร่าเริง
หญิงสาวทั้งสองคิดว่าคนในโรงรับจำนำเห็นว่าพวกนางยังเด็ก อาจอยู่ในครอบครัวเดิมและยังไม่ได้แต่งงานออกเรือน จึงจงใจกดราคาต่ำเช่นนี้ และหากพวกนางแสดงท่าทีไม่พอใจ ชายคนนั้นอาจร้องเรียกให้นางย้อนกลับไปอย่างแน่นอน หากเป็นเช่นนั้นพวกนางจะสามารถต่อรองราคาให้สูงขึ้นได้
ทว่าหลังจากทั้งสองคนเดินพ้นธรณีประตูออกมา ชายคนนั้นกลับไม่ไล่ตามพวกนางหรือแม้แต่จะตะโกนร้องเรียก
หยุนหรง “พี่สาว เราควรทำอย่างไรดี?”
หยุนเยว่ “ดูเหมือนว่าในเมืองจะมีโรงรับจำนำนี้อยู่เพียงแห่งเดียว…”
หยุนหรง “เสื้อผ้าอย่างดีตั้งสองชุด กลับมากดราคากันเหลือเพียงห้าสิบเหรียญ นี่ไม่กลั่นแกล้งกันเกินไปหน่อยหรือ?!”
หยุนเยว่ “ไม่มีทางอื่นแล้ว หากต่อรองแล้วไม่เป็นผลจริง ห้าสิบเหรียญก็ห้าสิบเหรียญ…”
ภายในโรงรับจำนำ ชายชรากำลังเหยียดยิ้ม พลางหันไปกล่าวกับชายหนุ่มอีกคนว่า “ดูเถิด เด็กหญิงสองคนนั้นจะต้องย้อนกลับมาที่นี่ภายในสองชั่วยามเป็นแน่”
“ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“การที่เด็กสาวในวัยรักสวยรักงามยอมนำเสื้อผ้าชุดใหม่ของพวกนางมาจำนำ นั่นหมายความว่าพวกนางจะต้องเดือดร้อนเรื่องเงินเป็นแน่ อีกทั้งภายในเมืองนี้ยังมีโรงรับจำนำอยู่เพียงแห่งเดียว หากนางไม่ย้อนกลับมาแล้วนางจะไปที่ใดได้? อีกไม่นานทั้งคู่จะต้องกลับมาแน่ ถึงเวลานั้นให้เจ้ากดราคาลงไปที่สี่สิบเหรียญ”
“…”
เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วยาม สองพี่สาวและน้องสาวก็หวนกลับมา
หยุนหรงยืนเขย่งปลายเท้า วางห่อผ้าไว้บนโต๊ะทรงสูง ก่อนกล่าวออกด้วยความมั่นใจ “ห้าสิบเหรียญก็ห้าสิบเหรียญ รับไปแล้วนำเงินมาให้ข้า!”
“เป็นเสื้อผ้าหรอกหรือ?” ชายหนุ่มกล่าว ลอบคิดในใจไม่ได้ว่าขิงแก่ย่อมเผ็ดร้อนอยู่วันยังค่ำ
หยุนหรงเงยหน้าขึ้นทันที จึงเห็นว่าชายที่ประจำการอยู่เป็นอีกคนหนึ่ง นางกลอกตาอย่างนึกรำคาญใจ เมื่อเห็นว่าชายคนดังกล่าวเปิดห่อผ้าออก พร้อมสะบัดคลี่เสื้อผ้าทั้งสองชุดเพื่อตรวจสอบ ก่อนจะเหลือบมองพวกนางอีกครั้ง “สี่สิบเหรียญ”
หยุนหรงสำลักน้ำลายตนเองฉับพลัน “ครู่นี้ชายอีกคนตีราคาให้ข้าห้าสิบเหรียญ ข้าออกไปจากที่นี่ยังไม่ทันไรก็กดราคาลงอีกสิบเหรียญแล้วหรือ?!”
ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น “ชายเมื่อครู่ที่ว่าคือใครกัน?”
“คนที่แก่กว่าเจ้าอย่างไรล่ะ!”
“ข้าไม่รู้เรื่องนั้นหรอก” ชายหนุ่มแตะห่อผ้าที่บรรจุเสื้อผ้าอยู่ภายในพร้อมยกยิ้มอย่างใจดี “สี่สิบเหรียญสำหรับสองชุดคือราคาที่เหมาะสมแล้ว จะขายหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับความสมัครใจของพวกเจ้า แม่นางทั้งสองเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่?”
ใบหน้าหยุนหรงแปรเปลี่ยนเป็นคล้ำเขียวเพราะความโกรธ ก่อนสาปแช่งอีกฝ่ายด้วยเสียงกระซิบ “คนหลอกลวง! แสวงหากำไรกันซึ่งหน้า!”
ชายหนุ่มไม่รีบร้อนหรือแสดงท่าทีรำคาญ ทั้งยังกล่าวซ้ำอีกครั้งหนึ่งอย่างอารมณ์ดี “การซื้อขายจะต้องกระทำขึ้นโดยสมัครใจ หากแม่นางทั้งสองไม่พึงพอใจในราคานี้ จะนำไปขายให้กับสถานที่แห่งอื่นก็ย่อมได้ ไม่จำเป็นต้องพูดคำหยาบให้ระคายเคืองต่อกัน”
คำแนะนำของเขาฟังดูดีทีเดียว ทว่าในเขตมณฑลอันผิงแห่งนี้ นางจะเสาะหาโรงรับจำนำแห่งที่สองได้จากหนใด เกรงว่าหากออกไปจากธรณีประตูนี้แล้ว เมื่อย้อนกลับมาอีกครั้ง เห็นทีมูลค่าของมันอาจไม่ถึงสี่สิบเหรียญ
หยุนเยว่ขบฟันแน่นอย่างจำยอม “สี่สิบเหรียญก็สี่สิบเหรียญ โปรดรับไว้ด้วย!”
ชายหนุ่มผู้นั้นอธิบายต่อไป “เสื้อผ้าตัดเย็บจากผ้าต่วนเนื้อดีสองชุด ความใหม่อยู่ที่เก้าในสิบส่วน คุ้มค่ากับเงินจำนวนสี่สิบเหรียญแล้ว หากเจ้าตัดสินใจจำนำจะถือเป็นการขายขาด ไม่สามารถนำเงินมาแลกคืนได้อีก…”
หยุนหรงจับจ้องไปยังชุดใหม่เอี่ยมของตน จำใจปล่อยให้มันถูกพรากไปอย่างไม่มีวันกลับเพื่อเปลี่ยนมันเป็นเงินจำนวนสี่สิบเหรียญ นางรู้สึกขมขื่นและไม่เต็มใจนัก ถึงกระนั้นกลับขบกรามแน่นพร้อมพึมพำเป็นการตัดใจ “อนาคตข้างหน้า ข้าจะต้องได้สวมใส่ชุดที่ดีกว่านี้!”
สองพี่น้องตรงไปยังจุดจอดเกวียนในตัวเมือง พวกนางต้องใช้เงินยี่สิบเหรียญจ้างคาราวานสินค้าซึ่งกำลังจะเดินทางเข้าไปยังเมืองหลวง เพื่อให้พวกเขานำจดหมายจากตนส่งตรงไปยังจวนตระกูลจางแห่งเมืองหลวง จากนั้นจึงเอ่ยถามชายคนหนึ่งที่มีลักษณะท่าทางคล้ายเป็นหัวหน้าของคนงานทั้งหมด “ต้องใช้เวลาประมาณกี่วันกว่าจดหมายจะไปถึงเมืองหลวง?”
“หากไม่เผชิญพายุลมแรงหรือฝนที่ตกหนักระหว่างทาง คาดว่าคงถึงปลายทางภายในเจ็ดหรือแปดวัน” ชายผู้นั้นรับเหรียญไปพลางเอ่ยตอบ
“เจ็ดถึงแปดวันเชียวหรือ? เหตุใดจึงล่าช้าเช่นนี้เล่า?”
“เราทำกิจการเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าระหว่างมณฑลเป็นหลัก ตลอดทางเราต้องแวะส่งของ ไม่ได้รับส่งจดหมายของเจ้าเพียงอย่างเดียวเสียเมื่อไร”
“เช่นนั้นเจ้าช่วยเร่งให้หน่อยได้หรือไม่?” หยุนเยว่เกิดความกังวลทันทีหลังจากได้ยินเช่นนั้น กว่าจดหมายจะถูกส่งถึงปลายทางต้องใช้เวลาเจ็ดถึงแปดวัน ต่อให้หยุนชิ่วเอ๋อมีความเมตตาพอที่จะช่วยเหลือนาง อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาประมาณสิบวันเป็นอย่างต่ำหลังจากนั้น
และหากต้องรอคอยไปอีกสิบวัน หญิงชราผู้โลภในตัวเงินผู้นั้นอาจบีบบังคับให้นางออกเรือนไปเป็นอนุของแตงทรงคดเคี้ยว หรือลูกพุทราเน่าที่ไหนสักแห่ง
หยุนเยว่ดำรงตนอยู่อย่างหยิ่งยโสมาโดยตลอด ก่อนที่หยุนลี่จงจะย้ายไปอยู่ที่มณฑลชิงหนิวเพื่อรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ มีผู้คนมากมายจากตระกูลอื่นที่สนใจนาง บางคนมีฐานะดี ทั้งยังรูปร่างหน้าตาไม่เลว ทว่าพวกเขาเหล่านั้นยังไม่โดดเด่นพอจะเข้าตานางเลยสักราย
นางมีรูปเป็นทรัพย์สะสวย สูงโปร่ง ทั้งยังสามารถอ่านออกเขียนได้ หยุนลี่จงเมตตานางมาก และพยายามจัดการวางแผนการแต่งงานที่ดีสำหรับนางมาโดยตลอด ครอบครัวสามีในอุดมคติของนางต้องเป็นอย่างไร? เพียงมีที่ดินเพาะปลูกเพียงสองสามไร่ เลี้ยงหมูเพียงสองสามตัว แม้ไม่ต้องกังวลเรื่องการกินดื่ม แต่นั่นไม่เพียงพอสำหรับนางอย่างแน่นอน อย่างน้อยเขาต้องอาศัยอยู่ในจวนเศรษฐีที่มีผู้คนเข้าออกตลอดเวลา หากแต่งกับผู้ที่เป็นขุนนางได้จะยิ่งดีขึ้นไปอีก ในอนาคตนางจะสามารถพึ่งพาเขาผ่านอาชีพการงานเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างได้อย่างง่ายดาย…
แน่นอนว่าหยุนเยว่วาดฝันไว้เช่นนั้น แต่จากการคำนวณถึงความเป็นจริงทั้งหมดแล้ว ผู้ใดจะคาดคิดว่านางจะหมดสิ้นซึ่งโอกาสลงเช่นนี้? ไม่ต้องกล่าวถึงขุนนางที่มีฐานะร่ำรวยและมั่งคั่ง เกรงว่าแม้แต่พ่อค้ารายย่อยในตัวเมือง ยังไม่เต็มใจที่จะแต่งงานกับบุตรสาวของขุนนางใหญ่ที่ประพฤติฉ้อฉลต่อแผ่นดิน
ชายซึ่งเป็นผู้นำกองคาราวานสินค้ามองดูนางชั่วครู่ ก่อนกล่าวว่า “ข้าเร่งรีบไปกว่านี้ไม่ได้ หากเจ้ารีบร้อนนักคงต้องขอให้เกวียนล่อและม้าเร็วนำจดหมายไปส่งยังเมืองหลวง ใช้เวลาประมาณสี่หรือห้าวันเท่านั้น”
หยุนหรงขบริมฝีปาก “แล้วข้าจะเสาะหาผู้ที่กำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวงเป็นการเฉพาะได้จากที่ใดกัน?”
“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่อาจตอบได้” ชายคนนั้นกล่าว “เหตุใดพวกเจ้าไม่ลองไปถามตามโรงเตี๊ยมดูเล่า? บางทีหากเจ้าโชคดี อาจพบผู้ที่ว่าจ้างเกวียนล่อให้เข้าไปทำธุระในเมืองหลวงก็เป็นได้”
หยุนเยว่…
สองพี่น้องตัดสินใจทำตามคำแนะนำของเขา ทว่าการตามหากลับเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นนัก นางถือจดหมายไว้ในมือ พยายามถามไถ่จากผู้คนถึงสถานที่ที่สามารถว่าจ้างม้าเร็วภายในตัวเมือง ทว่ากลับไม่พบใครและสูญเวลาไปอย่างเสียเปล่า ได้แต่วนเวียนไปรอบตัวเมืองเป็นวงกลมอยู่อย่างนั้น ครั้นเห็นว่าดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลับหายไปทางทิศตะวันตก นางจึงจำเป็นต้องหวนกลับไปยังจุดจอดเกวียนสินค้า พร้อมยื่นจดหมายให้กับพวกเขาอย่างจนปัญญา