ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 455 ความทุกข์
ตอนที่ 455 ความทุกข์
ตอนที่ 455 ความทุกข์
ในถุงเงินยังเหลือเงินอีกยี่สิบเหรียญ สองพี่น้องเดินไปจนเจอร้านบะหมี่จึงขอพ่อค้าคนละหนึ่งชามเพื่อบรรเทาความหิวโหย
“พี่สาว ท่านคิดว่าอาชิ่วเอ๋อจะรับพวกเราไปดูแลหรือไม่?” หยุนหรงกลืนบะหมี่ลงคอ
“ต่อให้นางรับดูแล ทว่าต้องใช้เวลาเจ็ดถึงแปดวันในการจัดส่งจดหมาย” หยุนเยว่วิตกกังวลเสียจนไม่รับรู้รสชาติอาหาร “แล้วระหว่างนั้นหากท่านย่าบังคับให้ข้าออกเรือนเข้าจริงเล่า?”
หยุนหรงไม่ตอบคำใด ยกชามขึ้นซดน้ำซุปด้วยความหิวกระหาย
“ข้ารู้ว่าเจ้าหิวโหย แต่เจ้าควรพูดอะไรออกมาบ้าง!”
“ข้าจะทำสิ่งใดนอกเหนือจากนี้ได้อีก เขียนจดหมายหรือก็เขียนแล้ว เราทำได้เพียงรอการตอบรับจากอาชิ่วเอ๋อเท่านั้น”
“แล้วหากนางไม่ใส่ใจจดหมายของเราเล่า?”
หยุนหรงเม้มริมฝีปากก่อนกล่าวพึมพำแผ่วเบา “หากท่านสามารถเสาะหาครอบครัวที่ร่ำรวยเพื่อแต่งงาน ทั้งยังทำตัวให้เป็นที่โปรดปรานได้ บางที… ท่านแม่ของเราและข้าคงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากเคราะห์กรรมอันเลวร้ายเหล่านี้อีกต่อไป”
“เจ้าพูดอะไรออกมา?!” ใบหน้าหยุนเยว่แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด นางกระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะทันที “ช่างพูดจาราวกับมันง่ายดายนัก แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่แต่งไปเป็นอนุเสียเองล่ะ?!”
“ข้าทำไม่ได้ ข้ายังเด็กเกินไป…” หยุนหรงหลุบตาลง “ท่านต้องการสิ่งใดจากข้าอีก? เสื้อผ้าชุดใหม่ก็เจียดนำไปจำนำแล้ว ทำทุกอย่างเท่าที่พึงทำได้ หากโตพอจะแต่งไปเป็นอนุได้ ยังดีกว่าต้องทนอดอยากและถูกดุด่าอยู่ที่บ้านเป็นไหน ๆ…”
ชามบะหมี่ของหยุนเยว่ยังเหลืออยู่ ส่วนชามของหยุนหรงหมดเกลี้ยง ในถุงเงินยังเหลือเงินอีกจำนวนสี่เหรียญ พวกนางตัดใจซื้อขนมน้ำตาลอีกชิ้นหนึ่งจากแผงขายริมทาง ก่อนแบ่งปันกันกัดกินจนหมดขณะเดินทางกลับบ้าน
ช่วงบ่ายของวันถัดมา หยุนลี่เต๋อเดินทางกลับมาจากธุระในตัวเมือง แม่นางเหลียนไม่ลืมบอกกล่าวให้เขารับทราบเกี่ยวกับเรื่องของหยุนโม่ “เด็กคนนี้ ในเมื่อมีมือและเท้าทั้งสองข้างครบถ้วน แล้วเหตุใดจึงได้เลือกงานนัก?”
“เขาเติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว จะนั่งนอนงอมืองอเท้าไปวัน ๆ ได้อย่างไร” หลังจากได้ยินเรื่องนี้ หยุนลี่เต๋อได้แต่ส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ รู้สึกเศร้าเสียดายยิ่ง “เด็กคนนี้ถูกตามใจจนเกินไป เสียนิสัย!”
“ข้าบอกกล่าวกับเขาว่า ตราบใดที่เจ้าลงแรงทำงานในทุ่งนา เจ้าจะมีอาหารที่แบ่งสันปันส่วนไม่อดอยาก ทว่าไร้ประโยชน์ ข้าวานให้สืออีไปดูผืนที่นาดังกล่าว ปรากฏว่ายังไม่มีการเพาะปลูกใด ๆ ทั้งสิ้น เฮ้อ…” แม่นางเหลียนเองก็จนปัญญา ไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรดี
“เช่นนั้นก็คงต้องปล่อยเขาไป” หยุนลี่เต๋อยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างนึกขุ่นเคือง “เขาโตเป็นหนุ่มแล้ว หากไม่สามารถเลี้ยงชีพตนเองได้ ผู้อื่นก็คงควบคุมชีวิตของเขาไม่ได้เช่นกัน หากเขาเลือกเช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาหิวโหยต่อไป”
ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจของแม่นางเหลียนก็อ่อนแรงเกินกว่าจะคิดหาหนทาง แต่แล้วกลับคิดบางอย่างขึ้นได้จึงออกความเห็น “เด็กคนนี้อาจไม่คุ้นชินกับการทำงานหนัก ทว่าเขารู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้ หรือจะให้เขาเข้าเมืองไปหางานประเภทเสมียนบัญชี? อย่างน้อยยังสามารถหาเลี้ยงชีพตนเองได้”
“ถึงขั้นนี้แล้ว หากเขาไม่ตระหนักถึงวิธีที่จะทำให้ตนเองก้าวหน้า ชีวิตนี้ก็คงไม่สามารถทำสิ่งใดได้อีก” หยุนลี่เต๋อโกรธจนคิ้วขมวดเข้าหากัน “ข้าต้องฝึกให้เขารู้จักความลำบากเสียบ้าง บางทีหัวคิดอาจจะเฉียบแหลมขึ้น ในเมื่อยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อไรเล่าจะหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้?”
เมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งเพราะไม่สบอารมณ์ของสามี แม่นางเหลียนจึงพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ต้าหลางไม่เคยผ่านประสบการณ์ชีวิตโชกโชนเช่นเรา ในฐานะที่ท่านเป็นอา เพียงอธิบายให้เขาเข้าใจก็ได้แล้ว เหตุใดต้องโกรธถึงเพียงนี้?”
“ข้าเปล่าตัดสินความสามารถของเขาจากภายนอก บางทีข้าอาจจะรีบร้อนเกินไป…” หยุนลี่เต๋อยกมือขึ้นปิดบังใบหน้า “ได้ ข้าเข้าใจแล้ว วันพรุ่งนี้ข้าจะลองไปพูดคุยกับเขา…”
หยุนโม่ไร้ซึ่งประสบการณ์เกี่ยวกับการทำงานหยาบกลางท้องทุ่ง เขาไม่สามารถแยกแยะระหว่างข้าวฟ่างและเกาเหลียงว่ามีลักษณะต่างกันอย่างไร ช่วงสิบปีที่ผ่านมา ชีวิตของเขามีเพียงการอ่านเขียนหนังสือเท่านั้น
เขาหมกตัวอยู่แต่ในห้องตลอดทั้งวัน จะออกจากห้องเพื่อกินอาหารก็ต่อเมื่อถึงเวลา กินเสร็จแล้วก็กลับขึ้นห้อง ปิดประตูมิดชิด และอ่านตำราต่อ มีเพียงโลกส่วนตัวเป็นสหาย ปราศจากประสบการณ์ภายนอกโดยสิ้นเชิง วิถีชีวิตดำเนินไปเช่นนี้แล้ววันแล้ววันเล่า จากปีหนึ่งสู่อีกปีหนึ่ง
ทุกปีเขาจะเดินทางเข้าไปสอบในเมือง ทว่าเขากลับพลาดจากการสอบทุกปีเป็นประจำ เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า เขาก็เริ่มคุ้นเคยกับผลลัพธ์ดังกล่าวเสียแล้ว กระทั่งเริ่มหมดหวังในตนเองจนชินชา เขาไม่รู้ว่าความสำคัญของการศึกษาเล่าเรียนด้วยซ้ำ ถึงกระนั้นนอกเหนือจากการอ่านเขียนหนังสือแล้ว เขาไม่รู้เลยว่าตนสามารถทำสิ่งใดได้อีกบ้าง
ตำราในมือของหยุนโม่ถูกเปิดค้างไว้ตรงหน้าเดิม ไม่ได้พลิกเปิดหน้าต่อไปเป็นเวลานาน จนกระทั่งเสียงดุด่าของแม่เฒ่าจูดังขึ้นอีกครั้ง ถึงได้ตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์ความคิด ฉับพลันความหิวโหยก็จุกตื้นขึ้นมาจากทรวงอกและแผ่นหลัง
ช่วงบ่ายอากาศเริ่มเย็นลง แม่เฒ่าจูจึงปิดประตูห้องชั้นบนเพื่อกำบังลม ก่อนที่นางจะทันมองเห็นเหตุการณ์ภายนอก หยุนโม่ก็เดินออกไปจากห้อง ยอบตัวลงนั่งข้างแม่นางจ้าวที่กำลังผ่าฟืน พลางกล่าวด้วยเสียงกระซิบ “ท่านแม่…”
แม่นางจ้าวเงยหน้าขึ้น จ้องมองใบหน้าเขาด้วยสีหน้ามืดมน
“ท่านแม่ขอรับ ข้าไปที่บ้านของอารองในช่วงบ่ายของเมื่อวาน ท่านอารองไม่อยู่ ส่วนอาสะใภ้รองแนะนำให้เราไปทำงานในทุ่งนา ทำงานเสร็จหนึ่งวันจะได้รับอาหารปันส่วนที่เหมาะสม” หยุนโม่กล่าวด้วยความรู้สึกท่วมท้นเล็กน้อย
แม่นางจ้าวนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยถามกลับ “อารองของเจ้าอยู่ที่นั่นด้วยหรือไม่?”
หยุนโม่เพียงส่ายหน้า
“พรุ่งนี้เจ้าจงไปพบเข้าอีกครั้ง” แม่นางจ้าวกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ให้เราไปทำนางั้นรึ? บรรดาชาวบ้านไม่พากันหัวเราะเยาะตายหรืออย่างไร? ต้องเป็นสะใภ้รองแน่ที่คิดแผนการเช่นนี้ เพื่อที่พวกเราจะได้ตกเป็นเบี้ยล่าง…”
“ท่านแม่…” หยุนโม่เกิดความลังเล เขาไม่อยากพาตนเองไปกล่าวอ้อนวอนผู้ใดด้วยน้ำเสียงและท่าทางไร้ศักดิ์ศรีเป็นหนที่สอง
“มีอะไรรึ?”
“เหตุใดท่านไม่ให้เยว่เอ๋อและหรงเอ๋อไปบ้าง พวกนางเป็นเด็กหญิง แน่นอนว่าช่างพูดช่างเจรจากว่าข้าเป็นไหน ๆ”
ทันทีที่เขากล่าวจบ ก็ได้ยินเสียงประตูหน้าลานบ้านดังขึ้นเบา ๆ สองพี่น้องพากันเดินเขย่งเท้าเข้ามาภายในบ้านทีละคน ก่อนกวาดสายตามองไปโดยรอบ เมื่อพวกนางเห็นว่าประตูห้องชั้นบนปิดอยู่ จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ท่านแม่…” หยุนหรงไม่อาจเก็บงำความลับไว้ได้ นางขยับเดินเข้าไปใกล้แม่นางจ้าวด้วยฝีเท้าเงียบเชียบ ก่อนใช้มือป้องริมฝีปากเพื่อกระซิบ “ข้าและพี่สาวเขียนจดหมายส่งถึงอาชิ่วเอ๋อแล้ว หากนางได้รับจดหมายและส่งรถมารับ พวกเราจะไม่ต้องทนกับความเป็นอยู่เช่นนี้อีกต่อไป”
“พวกเจ้าสองคนเข้าไปในเมืองมาหรือ?” แม่นางจ้าวเพ่งมองใกล้ ๆ เห็นว่าด้านหน้าของเสื้อผ้าลูกสาวมีรอยเปื้อนของเศษขนมน้ำตาลเป็นหย่อม จึงเอ่ยถามด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน “แล้วไปเอาเงินมาจากไหน?”
“ข้านำเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาไปจำนำ” ว่าแล้วหยุนหรงก็เผยสีหน้าบูดบึ้ง “ทว่าเขาตีราคาให้แค่เพียงสี่สิบเหรียญเท่านั้น ยี่สิบเหรียญใช้สำหรับส่งจดหมาย ส่วนอีกยี่สิบเหรียญนั้นไม่เพียงพอแม้แต่อาหารมื้อดี ๆ ด้วยซ้ำ!”
ทันทีที่แม่นางจ้าวได้ยินดังนั้น ใบหน้าที่เหี่ยวแห้งเป็นทุนเดิมกลับยิ่งดูน่าเกลียดขึ้นกว่าเก่า นางขบกรามแน่นพลางแค่นเสียงลอดไรฟัน “เจ้าลูกแล้งน้ำใจ แม่และพี่ชายของเจ้าอดทนต่อความหิวโหยมาตลอดหลายวันแล้ว ไม่มีข้าวสักเม็ดตกถึงท้อง เจ้าได้เงินมาทั้งที กลับใช้จ่ายยี่สิบเหรียญไปจนหมดโดยไม่คำนึงถึงคนที่บ้านงั้นรึ?!
“เงินยี่สิบเหรียญแทบไม่พอยาไส้ บะหมี่ที่ข้ากินมีเพียงเศษไก่ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทั้งรสชาติยังจืดชืด กินยากจะตายไป” หยุนหรงยังไม่วายวางตนเป็นคุณหนู นิสัยเคยชินกับความฟุ่มเฟือยทวีคูณขึ้นจนกู่ไม่กลับภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี ชีวิตและอาหารการกินอันเรียบง่ายกลายเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับนาง
ดวงตาแม่นางจ้าวแปรเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มด้วยความโกรธเคือง ท้องของหยุนโม่ส่งเสียงร้องดังโครกคราก หยุนหรงเบิกตากว้างขึ้นทันทีราวนึกอะไรขึ้นได้ “ข้ายังมีเสื้อคลุมยาวตัวใหม่สองชุด วันพรุ่งนี้ให้ข้านำมันไปจำนำอีกดีหรือไม่?”
“สักแต่นำเอาของไปขายแลกเงินทีละเล็กละน้อย แล้วเมื่อไรถึงจะเพียงพอ?” แม่นางจ้าวยังจ้องเขม็งไปที่ลูกสาวด้วยความโกรธ “หัดทำสิ่งใดให้เป็นประโยชน์เสียบ้าง คิดใช้วิธีการนี้เพื่อดำรงชีพให้อยู่รอดไปตลอดหรืออย่างไร?!”
“อย่างน้อยวิธีนี้ก็พอช่วยบรรเทาความทุกข์ในช่วงเวลาฉุกละหุกไปได้มิใช่หรอกหรือ…” หยุนโม่เม้มริมฝีปากแน่น “นอกจากนี้ เยว่เอ๋อยังเขียนจดหมายส่งถึงอาชิ่วเอ๋อเรียบร้อยแล้ว ระหว่างรอคอย พวกเราควรดำรงชีพให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไป อีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น…”
แม่นางจ้าวหันมองเขาด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวและอ่อนแอ แววตาแฝงด้วยความผิดหวัง
นางมีลูกชายเพียงคนเดียว สำหรับนางแล้วลูกชายคนนี้ว่านอนสอนง่าย มีเหตุผล และกตัญญูต่อนางเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะพลาดการสอบมาหลายปีจนยังไม่ได้รับการยกย่องให้เป็นบัณฑิตเต็มตัวก็ตาม ถึงกระนั้นนางไม่เคยนับว่าเป็นปัญหา เพราะในเมื่อพ่อของเขาปูทางให้อย่างดี สักวันหนึ่งคงประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งในอนาคตนางยังมีลูกชายคนนี้คอยช่วยสนับสนุน
แต่ทันทีที่เกิดเรื่องเลวร้ายไม่คาดฝันขึ้นกับครอบครัว ลูกชายที่นางไว้วางใจมาโดยตลอดกลับเปิดเผยความเห็นแก่ตัวที่แท้จริงของตนออกมาจนหมดเปลือก ไม่ต้องกล่าวถึงว่าภายภาคหน้าเขาอาจสนับสนุนอุ้มชูนางให้สุขสบาย เพราะแม้แต่ตอนนี้เขายังไร้ความสามารถในการเอาตัวรอดยิ่งกว่าน้องสาวทั้งสองคนเสียอีก