ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 457 ครอบครัว
ตอนที่ 457 ครอบครัว
ตอนที่ 457 ครอบครัว
แม่นางจ้าวกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ในครัวเพื่อขูดเอาผงขี้เถ้าจากเตาออกไป ครั้นได้ยินเสียงเรียกจึงเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าในมือของหยุนโม่มีขนมปังรังนก จึงตกตะลึงนิ่งไป “อารองของเจ้ามอบสิ่งนี้ให้งั้นหรือ?”
หยุนโม่พยักหน้า “ท่านแม่รีบกินเสียเถิด อย่าให้ท่านย่าเห็นเข้า”
“รีบไปปิดประตูครัวซะ” แม่นางจ้าวผู้ทนต่อหิวโหยมาสองวันเต็มยังคงขุดคุ้ยขี้เถ้าในเตาต่อไป ขณะใช้อีกมือหนึ่งหยิบเอาขนมปังรังนกยัดเข้าไปในปากตนเอง ทว่าความตะกละกลับทำให้สำลัก ไม่วายพร่ำบ่น “ชาวบ้านต่างพูดคุยกันว่าเจ้ารองใจดีมีเมตตา แม่ไม่เห็นว่าจะมีเมตตาตรงไหน สิ่งใดที่เหลือเดนจากครอบครัวก็นำมาทำทานให้กับผู้อื่น หวังให้ครอบครัวของเรามีสภาพย่ำแย่…”
หยุนโม่ปิดประตูห้องครัวเบา ๆ หันกลับมามองไปยังปากแม่นางจ้าวที่กำลังเคี้ยวอาหารอยู่เต็มปาก ก่อนกล่าวด้วยเสียงกระซิบ “ข้าไม่คิดว่าอารองมีจุดประสงค์เช่นนั้น…”
“แล้วการกระทำของเขาเรียกว่ามีเมตตาอย่างไร? แสร้งทำว่าตนเป็นคนดี หากมีน้ำใจจริง เขาจะทนดูหลานชายและหลานสาวแท้ ๆ ของเขาต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความหิวโหยเช่นนี้รึ?!” แม่นางจ้าวกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
หยุนโม่ไม่ต้องการโต้เถียงอีก “ท่านแม่ ท่านรีบกินเถิด นานเกินไปอาจเป็นที่ผิดสังเกต”
“แค่ก…” แม่นางจ้าวสำลักจึงพยายามโก่งคอ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง ตบหน้าอกตนเองด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างชี้ไปยังโอ่งบรรจุน้ำ
หยุนโม่รีบตักน้ำมาหนึ่งกระบวยแล้วยื่นให้นาง
แม่นางจ้าวรับกระบวยตักน้ำมาดื่มสองสามอึก จากนั้นจึงผ่อนลมหายใจออก ก่อนทรุดกายนั่งลงบนพื้นพร้อมเอ่ยถามอย่างเนิบช้า “เขาพูดอะไรกับเจ้าอีก?”
“ให้พวกเราไปทำงานในทุ่งนา…” หยุนโม่กล่าว “เขาเตรียมเครื่องมือทำการเกษตรวางไว้ในลานบ้านให้พร้อมแล้ว”
“หึ ต้องเป็นความคิดของนังเด็กเหลือขอและแม่ของนางเป็นแน่” แม่นางจ้าวยังคงถือขนมปังรังนกอยู่ในมือ กัดกินเข้าไปครึ่งหนึ่ง ก่อนขบกรามแน่นด้วยความโกรธเคือง “ปฏิบัติต่อเราในฐานะคนงานระยะยาวของครอบครัวเขาอย่างนั้นรึ?! จงใจทำให้เราอับอายขายหน้าหรืออย่างไร? ท่านพ่อของเจ้ามารับโทษเช่นนี้ จึงคิดจะรังแกลูกกำพร้าและแม่ม่ายเช่นพวกเรา ปล่อยให้ผู้เฒ่าสองคนในบ้านบดขยี้แม่จนตาย…”
“ท่านแม่…”
ระหว่างที่แม่และลูกชายกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ประตูห้องครัวถูกผลักให้เปิดออกจากด้านนอก นางเฉินตาไว เห็นขนมปังรังนกอีกชิ้นหนึ่งที่ยังไม่ได้กินอยู่ในมือของแม่นางจ้าว จึงตะเบ็งเสียงดังลั่น “ข้าว่าแล้วเชียว ก่อนหน้านี้ตามหาใครก็ไม่พบ ที่แท้ก็มาหลบซ่อนอยู่ที่นี่เพื่อกินอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ…”
“อาสะใภ้สาม อาสะใภ้สาม ลดเสียงลงหน่อยเถิด…” หยุนโม่รีบลุกขึ้นไปปิดประตู
นางเฉินกลอกตา “ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดลับ ๆ ล่อ ๆ เสียหน่อย เหตุใดต้องเบาเสียงลงด้วยเล่า?! ข้าจะร้องตะโกนมันก็เรื่องของข้า ให้ท่านแม่ที่อยู่ในห้องได้ยิน จะได้คายสิ่งที่อยู่ในปากออกมาให้หมดซะ!”
“อาสะใภ้สาม หากท่านอยากกิน ข้าจะไปหยิบมันมาแบ่งให้ อย่าร้องโวยวายจนท่านย่าได้ยินเลย พวกเราต่างไม่มีใครได้กินอะไรอิ่มท้อง…” หยุนโม่พยายามใช้ร่างกายของตนกั้นขวางประตูห้องครัวเอาไว้ พร้อมอ้อนวอนขอความเห็นใจ
“ต้องรอให้ข้าจับได้เสียก่อน หากข้าจับไม่ได้ เจ้าสองแม่ลูกจะเก็บไว้กินเพียงผู้เดียวงั้นรึ?” นางเฉินขมวดคิ้ว “เจ้าซ่อนของไว้ที่ไหน ข้าจะไปเอาพร้อมกันกับเจ้านี่แหละ ดูแล้วเจ้าต้องเล่นตุกติกกับข้าเป็นแน่!”
หยุนโม่เม้มริมฝีปากสนิท “อยู่ในห้องของข้า…”
หยุนลี่เต๋ออุตส่าห์มอบขนมปังรังนกให้เขาจำนวนสิบสองชิ้น เดิมทีเขาต้องการเก็บไว้กินประทังชีวิตเพียงวันละเล็กละน้อย เพียงพอสำหรับสองถึงสามวัน ไม่คาดคิดเลยว่าจะถูกนางเฉินยกเอาไปทั้งตะกร้า เพราะกลัวว่าเขาจะนำมันไปซ่อนอีก และจากการคาดเดา นางคงนำไปเก็บไว้ใต้เตียงที่สกปรกอย่างไม่ต้องสงสัย
“ทั้งหมดมีเท่านี้เองหรือ?” นางเฉินไม่วายหวาดระแวง ด้วยไม่เชื่อว่าหยุนลี่เต๋อนำอาหารมาส่งให้ทั้งที จะมีเพียงขนมปังรังนกล้วน ๆ โดยที่ไม่มีอาหารอื่นใดติดมาด้วย
“มีเท่านี้แหละ”
ทันทีที่นางเฉินล้วงมือเข้าไปสัมผัสมัน พบว่ามันยังอุ่นร้อนอยู่ จึงหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วยัดเข้าปากตนทันที “ครั้งหน้าอย่าให้ข้าจับได้ภายหลังอีก แบ่งให้ข้าหนึ่งหรือสองชิ้นก็ไม่เลว แล้วข้าจะไม่ฟ้องท่านย่าของเจ้า หากนางรู้เข้าละก็ พวกเจ้าจะไม่ได้กินแม้แต่ผลไม้ดี ๆ…”
หยุนโม่นิ่งเงียบพลางกำหมัดแน่น ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน มองดูอีกฝ่ายที่หอบเอาตะกร้าเดินบิดสะโพกอวบอ้วนตรงไปทางห้องฝั่งปีกตะวันตก ก่อนจะปิดประตูเสียงดัง
…
ในที่สุดเวลาก็ผ่านไปถึงช่วงเที่ยง ผู้คนที่ทำงานอยู่กลางทุ่งนาทยอยกลับบ้านเพื่อพักทานอาหารมื้อกลางวัน
หยุนโม่ไปหาหยุนเยว่ที่ห้องเพื่อถามเกี่ยวกับทางไปโรงรับจำนำในตัวเมือง โดยหอบเสื้อคลุมตัวยาวสองชุดไว้ในอ้อมแขนและตั้งท่าจะออกไปจากเรือน หยุนเยว่กลับหยุดเขาไว้เสียก่อน “พี่ใหญ่ ข้าจะไปกับท่านด้วย ต้องการเสาะหาว่ามีเกวียนหรือม้าเร็วที่เดินทางเข้าเมืองหลวงโดยตรงหรือไม่”
“ข้าขอไปด้วย” หยุนหรงรีบลุกขึ้นนั่ง “พี่สาว เมื่อวานนี้ข้าเสียสละเสื้อผ้าของข้าเพื่อจ้างวานให้คนนำจดหมายไปส่งให้กับอาชิ่วเอ๋อให้ท่าน ทั้งยังจ่ายค่าบะหมี่ให้ท่านอีกด้วย ครั้งนี้ข้าไม่มีเสื้อผ้าเหลืออยู่แล้ว ท่านคงต้องนำเสื้อผ้าตนเองออกไปจำนำบ้าง”
หยุนหรงจ่ายเงินเพื่อจ้างวานให้คนนำจดหมายไปส่ง แต่เหตุใดจึงเป็นเพราะนางเพียงคนเดียวเล่า? ใจนางคิดเช่นนั้น ทว่าไม่ใส่ใจจะโต้เถียงน้องสาวในยามนี้ ด้วยตระหนักดีว่าพวกเขาทั้งหมดต่างตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากร่วมกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะเก็บเสื้อผ้าสวยงามราคาแพงไว้กับตัวด้วยเหตุใดกัน? ยิ่งสวมใส่จะยิ่งถูกครหามากเท่านั้น
หยุนเยว่ชำเลืองมองหยุนหรงแวบหนึ่ง ก่อนหันกลับไปหยิบเสื้อคลุมสีสันสดใสออกมาจากหีบผ้า นางไล้มือสัมผัสลวดลายใบวิลโลว์ที่ปักอย่างประณีตด้วยไหมอย่างดีด้านหน้าเสื้อคลุมด้วยความอาลัยอาวรณ์ จากนั้นจึงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ไปเถอะ อย่ามัวชักช้าเลย”
การเดินทางเข้าเมืองในครั้งนี้ พวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเงินเพียงหกสิบเหรียญเท่านั้น
“ระวังอย่าหลุดปากพูดถึงเรื่องนี้เชียว” หยุนโม่เก็บถุงบรรจุเงินสี่สิบเหรียญไว้ในแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง พร้อมกล่าวกำชับ “หากอาสะใภ้สามรู้เข้า มีหวังนางต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเงินไปอีกเป็นแน่”
หยุนหรงรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก นางยอมจ่ายเงินจำนวนยี่สิบเหรียญเพื่อส่งจดหมายช่วยเหลือพี่สาว ทว่าหยุนเยว่กลับซื้อขนมเปี๊ยะให้นางเพียงสองชิ้นเท่านั้น นางได้แต่ทำหน้ามุ่ยและนิ่งเงียบไปตลอดทาง
“เราต้องสำรองเงินไว้บ้างจากเงินจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้” หยุนโม่กล่าว “รอจนกว่าอาชิ่วเอ๋อจะตอบจดหมายกลับมา”
“เราไม่อาจรู้ว่านางจะตอบรับกลับมาหรือไม่…” หยุนหรงพึมพำด้วยเสียงกระซิบ
คำพูดดังกล่าวบั่นทอนความหวังและกำลังใจของคนทั้งสามลงทันที พวกเขาเดินต่อไปด้วยความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหยุนหรงจึงโพล่งขึ้นว่า “ข้าอยากรู้นักว่าการจ้างรถไปยังเมืองหลวงต้องใช้เงินจำนวนเท่าไร…”
หยุนเยว่ก้มลงมองลงไปยังปลายรองเท้าของนาง “รู้แล้วจะเกิดประโยชน์ใด เจ้าจะวางแผนทำการใดได้อีก?”
หยุนหรงสะอึกไปชั่วขณะ เดิมทีรู้สึกโกรธและไม่สบอารมณ์อยู่แล้ว ตอนนี้นางยิ่งรู้สึกหดหู่และหงุดหงิดมากกว่าเก่า
“หากจดหมายถูกส่งถึงมือนางแล้ว อาชิ่วเอ๋อไม่มีทางเพิกเฉยต่อจดหมายของเราแน่…” หยุนโม่ยังคงวาดหวังด้วยความบริสุทธิ์ใจ “ถึงอย่างไรการแต่งงานของนางและตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ก็เกิดขึ้นได้เพราะการเจรจาของท่านพ่อ…”
ขณะกล่าวเช่นนี้ เขาลอบสังเกตท่าทีของน้องสาวทั้งสองไปพลาง แต่เมื่อมองแล้วกลับสัมผัสได้เพียงความสิ้นหวัง ครั้นคิดทบทวนอย่างรอบคอบ ดูเหมือนว่านับตั้งแต่หยุนชิ่วเอ๋อแต่งเข้าตระกูลจาง ที่บ้านของเขาก็ไม่เคยได้รับการติดต่อกลับจากอีกฝ่ายอีกเลย…
หากแม้แต่หยุนชิ่วเอ๋อยังไม่อาจวางใจได้ แล้วเขาจะทำอย่างไรได้อีก?
พี่น้องทั้งสามต่างจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง ทันทีที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าไปในลานบ้าน ก็เห็นว่าประตูห้องชั้นบนเปิดกว้างอยู่ หญิงชราคนหนึ่งที่สวมชุดสีแดงและสีเขียวตัดกันนั่งอยู่ภายในห้อง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแจ่มใส นางกำลังพูดคุยบางอย่างกับแม่เฒ่าจู
หัวใจของหยุนเยว่มืดหม่นลงฉับพลัน นางรีบเดินกลับไปที่ห้องของนางทันที ได้ยินเพียงเสียงแม่เฒ่าจูตะโกนไล่หลังมาว่า “นังเด็กเหลือขอ! เจ้ามัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา!? ไม่สำเหนียกเอาเสียเลยว่าตนอายุเท่าไรแล้ว ตลอดทั้งวันไม่คิดหยิบจับทำงานใด เอาแต่อยู่เฉยอ้าปากรอกิน มานี่!”
หยุนเยว่ไม่ตอบโต้ ทำเพียงขบริมฝีปากโดยแรง
“หูหนวกหรืออย่างไร?! มัวยืนนิ่งทำสากกะเบืออะไรอยู่ตรงนั้น?!”
“…”
“ต้าหลาง พานังเด็กไม่รู้ความผู้นั้นมาหาข้า!”
“เยว่เอ๋อ” หยุนโม่ออกแรงผลักนางเบา ๆ “ท่านย่าเรียกหาเจ้า…”
“…”
“นังเด็กแพศยา! เจ้ามันเนรคุณ! เจ้าก็ด้วย… ในเมื่อปีกกล้าขาแข็งพอตัวทั้งยังมีความสามารถมากนัก ก็ออกไปจากที่นี่ซะ! ไปให้พ้น! ตระกูลหยุนไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์ไว้ให้เปลืองข้าวสุก!”
“โอ้ ข้าว่านะพี่สาว เหตุใดท่านต้องโกรธเป็นฟืนไฟถึงเพียงนี้ด้วยเล่า?” ยายเฒ่าซุนยกถ้วยชาขึ้นจิบพร้อมเผยรอยยิ้ม “ระงับโทสะลงก่อนเถิด เรื่องมงคลใหญ่โตมาเยือนทั้งที เราควรมีความสุขให้มากจึงจะถูก!”