ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 458 ทำงาน
ตอนที่ 458 ทำงาน
ตอนที่ 458 ทำงาน
ยายเฒ่าซุนลุกขึ้นเดินหยุดอยู่หน้าประตูที่เปิดอยู่ พร้อมใช้สายตาสำรวจมองหยุนเยว่หลายครั้ง ริมฝีปากของนางไม่อาจหุบยิ้มด้วยความพึงพอใจได้ ก่อนจะกล่าวต่อไป “ดี ดี ดี… ว่ากันว่าความงามของสตรีจะเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุครบสิบแปด ทว่าแม่นางผู้นี้งดงามกว่าที่ข้าคาดคิดไว้เสียอีก สะสวยกว่าผู้ที่ออกเรือนในหลายปีที่ผ่านมา!”
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทันทีที่มีประกาศแจ้งจากทางการเป็นครั้งแรกว่าหยุนลี่จงกำลังจะเข้ารับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองในมณฑลชิงหนิว บรรดาเด็กหนุ่มหลายคนต่างสนใจและชอบพอให้ตัวนาง มีคนหนึ่งเสนอตัว บอกว่าเขาเป็นหลานชายคนที่สองของหวังหลี่เจิ้ง รูปร่างหน้าตาดีทีเดียว ทั้งยังอายุอานามไล่เลี่ยกันกับหยุนเยว่
ทว่าในตอนนั้นหยุนหลี่จงกลับไม่สมัครใจชอบพอด้วย เพราะเขากำลังจะได้เป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่โต ตระกูลที่ไร้ซึ่งความมั่งคั่งและอำนาจบารมีจะต้องจิตต้องใจพ่อตาเช่นเขาได้อย่างไร? ในที่สุดการแต่งงานในครั้งนั้นจึงไม่เกิดขึ้น
“อย่ามัวแต่พิรี้พิไรหยิบยกแต่เรื่องดีงามมาพูดอยู่เลย” แม่เฒ่าจูเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยหางตา ก่อนกล่าวกำชับด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เด็กคนนี้สามารถอ่านออกเขียนได้ เจ้าต้องพยายามให้มากหน่อยเพื่อเฟ้นหาสามีที่ดีให้กับนาง”
‘สามีที่ดี’ ในความหมายของแม่เฒ่าจู ไม่ได้หมายถึงสามีที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่อบอุ่น หรือเป็นลูกกตัญญู ขยันหมั่นเพียรแต่อย่างใด ทว่าหมายถึงผู้ที่มาจากตระกูลร่ำรวยเงินทอง ทั้งยังเต็มใจที่จะสละเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าสินสอดทองหมั้นให้กับนางได้
“แน่นอน แน่นอน…” ยายเฒ่าซุนเหล่ตามองพร้อมพยักหน้ารับ “อย่าได้กังวลไป ท่านสอบถามเกี่ยวกับกิตติศัพท์อันเลื่องลือของข้าในเขตสิบลี้แปดหมู่บ้านใกล้เคียงก็ย่อมได้ หากให้ข้าเป็นคนจัดการแล้ว ไม่มีผู้ใดต้องผิดหวัง! อีกอย่าง บุตรสาวของตระกูลใดได้รับการแต่งงานที่ดี ข้าย่อมได้รับผลพลอยได้ไปกับนางด้วย”
“หากเจ้าตั้งใจเสาะหาสามีที่ดีให้กับนางได้สำเร็จ เจ้าจะได้รับผลประโยชน์อย่างงามทีเดียว” แม่เฒ่าจูเลิกคิ้วขึ้น “ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้มีตระกูลติงสนใจมาสู่ขอ…”
ตระกูลติงเป็นตระกูลใหญ่จากหมู่บ้านข้างเคียง ถึงแม้ครอบครัวของเขาจะไม่ร่ำรวยหรือมีเกียรติสูงส่ง ทว่าครอบครัวดังกล่าวก็มีความมั่นคงและร่มเย็นเป็นสุขตามอัตภาพ ต่อให้แม่เฒ่าจูจะโลภในสินสอดทองหมั้นของเจ้าสาว แต่นางไม่ต้องการตกเป็นขี้ปากของชาวบ้าน อย่างน้อยตระกูลติงก็ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เก็บเขาไว้ในตัวเลือก
ยายเฒ่าซุนตบต้นขาตนเองฉาดใหญ่ “ไอหยา! พี่สาว ความจำของท่านช่างดีเสียจริง…” แต่แล้วนางกลับแปรเปลี่ยนน้ำเสียง “น่าเสียดาย ตระกูลติงเพิ่งแต่งลูกสะใภ้เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมานี้เอง…”
“เขาแต่งงานไปแล้วหรือ?”
“ทำนองนั้น…” ยายเฒ่าซุนกล่าว “ลูกสะใภ้ที่แต่งเข้าตระกูลของเขาถูกแม่เลี้ยงของนางขายให้ ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอกหรือความสามารถ ย่อมไม่อาจเปรียบเทียบกับหลานสาวของท่าน แต่สินสอดทองหมั้นที่เขาจ่ายให้เป็นจำนวนที่งดงามมากทีเดียว…” นางเล่าพลางยกนิ้วโป้ง “เงินทอง หรืออาหารการกินไม่เคยขาดแคลน เด็กสาวผู้นั้นถูกแม่เลี้ยงของนางกดขี่ข่มเหงมาโดยตลอด ทันทีที่นางแต่งเข้าตระกูลติง เสมือนนางสามารถตะเกียกตะกายขึ้นจากมหาสมุทรแห่งความขมขื่น และตกลงสู่รังแห่งความสุข!”
แม่เฒ่าจูได้ยินเช่นนั้นจึงแค่นเสียงเยาะเย้ย “นับว่าตระกูลของข้าพลาดความโชคดีนั้นเสียแล้ว”
“ท่านจะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกต้อง…” ยายเฒ่าซุนมองออกไปนอกห้องอีกครั้ง เห็นว่าหยุนเยว่กลับเข้าไปในเรือนแล้วจึงเอ่ยขึ้น “แม่นางผู้นี้สะสวยน่ารักน่าเอ็นดู เพียงแต่หากข้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมา อาจจะระคายหูท่านอยู่บ้าง…”
แม่เฒ่าจูหรี่ตาลง “หากเจ้ามีสิ่งใดจะกล่าว จงกล่าวมาตามตรงอย่าอ้อมค้อม”
“ปัญหาใหญ่คือเรื่องโทษทัณฑ์ของพ่อนางที่รับรู้กันทั่วทั้งหมู่บ้าน หากต้องการเจรจาหมั้นหมายให้กับแม่นางผู้นี้อย่างจริงจัง เกรงว่าคงเป็นเรื่องที่ยากเย็นเอาการ ยิ่งท่านระบุว่าต้องการสามีที่ดีสำหรับนางด้วยแล้ว…” ยายเฒ่าซุนถอนหายใจด้วยความจนปัญญา “นั่นยิ่งเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปใหญ่!”
แม่เฒ่าจูเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ภายในคำพูดของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน นางแสยะยิ้ม “ก่อนหน้านี้นางวางตนว่าสูงส่ง ไม่ว่าผู้ใดมาสู่ขอล้วนไม่ถูกตาต้องใจ ซ้ำยังดูถูกเหยียดหยามพวกเขา แต่นางตกอับอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว จะยังมีสิทธิ์เลือกคู่ครองอีกหรือ? หากมัวชักช้า เกรงว่านางอาจเป็นสาวเทื้อที่ไม่มีผู้ใดต้องการแห้งตายคาเรือน นางย่อมกังวลชะตากรรมของตนเองมากกว่า ถึงอย่างไรข้าก็จะเสาะหาสามีให้นางให้จงได้ ต่อให้คนนอกจะนินทาว่าร้ายหลานสาวของข้าอย่างไรก็ช่างเถิด…”
“จิตใจของท่านช่างเด็ดเดี่ยวเสียจริง…” เมื่อได้ยินสิ่งที่นางกล่าว ยายเฒ่าซุนยิ้มกริ่มประหนึ่งริมฝีปากจะฉีกกว้างไปจนสุดใบหู “ต่อให้ต้องเลือกคนแคระขึ้นเป็นแม่ทัพ* ข้าก็ต้องเฟ้นหาให้กับนางอย่างสุดความสามารถ…”
*เลือกคนแคระขึ้นเป็นแม่ทัพ = เลือกสิ่งที่ดีที่สุดจากสิ่งที่ดูธรรมดา
หยุนหรงหลบซ่อนอยู่ใต้บานหน้าต่างหลังห้องชั้นบน ฟังแล้วคล้ายจะเข้าใจแต่กลับไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้นัก ก่อนจะกลับไปยังห้องของตนเพื่อถ่ายทอดสิ่งที่ได้ยินให้หยุนเยว่ได้รับรู้ นางกล่าวด้วยความงุนงงเล็กน้อย “เป็นความจริงหรือนี่? เช่นนั้นก็เป็นประโยชน์กับตัวท่านน่ะซี เพราะท่านย่ากำชับนักหนา ให้ยายเฒ่าซุนเสาะหาสามีที่ดีให้กับท่าน” หยุนหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อหู
สีหน้าของหยุนเยว่กลับยิ่งดูน่าเกลียดขึ้นกว่าเดิมเมื่อได้ยินเช่นนั้น “นี่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตัวข้าแม้แต่น้อย! เห็นได้ชัดว่านางต้องการส่งข้าให้ไปเป็นอนุของตระกูลใดสักตระกูลที่ร่ำรวย!”
หยุนหรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พี่สาว การที่ท่านแต่งไปเป็นอนุในตระกูลที่ร่ำรวย ก็ยังดีกว่าแต่งกับตระกูลยากจนที่ต้องอดมื้อกินมื้อเสียอีก เสื้อผ้าดี ๆ ก็ไม่มีจะสวมใส่ ทั้งยังต้องให้อาหารหมู ซักผ้า ก่อไฟทำอาหารด้วยตนเอง ท่านว่าไม่ดีหรือ?”
“เจ้าพูดพล่ามเรื่องไร้สาระใดกัน?!” ดวงตาทรงรีของหยุนเยว่เบิกกว้างขึ้นทันที ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง “หากเจ้าคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนักละก็ เหตุใดเจ้าไม่แต่งไปเป็นอนุแทนข้าเสีย?!”
“แต่พวกเขากล่าวถึงท่านเพียงผู้เดียวนี่นา” หยุนหรงขมวดคิ้ว “พี่สาว ท่านลองไตร่ตรองดู ต่อให้ท่านไม่ได้ออกเรือนภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ ท่านก็ไม่อาจอาศัยอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตโดยไม่ได้แต่งงาน จริงหรือไม่?”
หยุนเยว่ขบริมฝีปากแน่น ทันใดนั้นพลันรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมาอย่างเหลือล้น
ก่อนหน้านี้มีบุรุษมากมายที่มีฐานะดีและพึงใจในตัวนาง แต่นางกลับปฏิเสธพวกเขาไปทั้งหมด หากนางยอมออกเรือนกับใครสักคนในเวลานั้น นางคงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้
วันถัดมา
ตอนเช้า หยุนลี่เต๋อออกไปทำงานอยู่กลางทุ่งนาตลอดทั้งวันเพื่อไถพรวนหน้าดินและกำจัดวัชพืช ทว่าเขากลับไม่เห็นใครสักคนในตระกูลหยุนออกมาทำไร่ไถนา เมื่อถึงเวลามื้อเย็น นางเฉินก็เดินพล่านไปรอบหมู่บ้านอีกครั้งด้วยใบหน้าบูดบึ้ง แต่เมื่อมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน กลับถูกต้าหวงแยกเขี้ยวตั้งท่าพร้อมโจมตี
นางกรีดร้องและวิ่งหนีจากไปทันทีด้วยความอับอายขายหน้า
แม่นางเหลียนขมวดคิ้วขณะมองออกมาจากภายในห้อง “โอ้ ในเมื่อนางมีพลังงานล้นเหลือถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ยอมไปทำงานในทุ่งนาเล่า?”
“อย่าสนใจนางเลย” หยุนลี่เต๋อกล่าว “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนอ้วนท้วนเช่นนางจะอดตายได้”
นางเฉินเอาแต่สร้างปัญหาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งฟ้าเริ่มมืดลง เมื่อเห็นว่าคนในร้านจงใจเพิกเฉยต่อการกระทำของตน นางจึงเดินกระฟัดกระเฟียดจากไปพร้อมก่นด่าไม่หยุดปาก ฝ่ายแม่นางจ้าวพึ่งพาเงินที่ได้มาจากการนำเสื้อผ้าไปจำนำของลูก ๆ ซื้ออาหารมาประทังชีพจนรอดไปอีกวันหนึ่ง
ใช่ว่าพวกเขาไม่ต้องการทำงานในทุ่งนาตามข้อเสนอแนะ ทว่าพวกเขาไม่สามารถปล่อยวางอดีตที่ผ่านมาได้ พวกเขากลัวว่าชาวบ้านจะชี้ชวนกันให้ดูด้วยสายตาขบขัน รวมถึงไม่อยากได้ยินคำพูดอันน่ารังเกียจให้เจ็บช้ำน้ำใจเสียเปล่า แตกต่างจากนางเฉินที่ไม่ยอมไปทำงานกลางทุ่งเพราะความเกียจคร้าน และเชื่อมั่นว่าหยุนลี่เต๋อจะไม่มีทางปล่อยให้ตนอดตาย
บังเอิญว่าวันนี้หยุนลี่เต๋อไม่ได้มาที่บ้านเพื่อส่งอาหารการกินให้กับนางเลย ขนมปังรังนกที่นางริบมาจากหยุนโม่แห้งผากและแข็งกระด้างจนกินไม่ได้ จึงจำใจแบ่งมันให้กับซานหลาง ด้วยกลัวว่าเขาจะหนีออกจากบ้านอีกครั้ง
ซานหลางนั่งอยู่กลางลานบ้าน ถีบขาทั้งสองข้างไปมา พร้อมเปล่งเสียงร้องตะโกนด้วยความหิวโหย แม่เฒ่าจูดุด่าดังมาจากภายในห้องชั้นบน “เจ้ามันเป็นสัตว์ร้ายไม่ต่างอะไรไปจากพ่อของเจ้า! หากเจ้าหิวโหยนักก็จงออกไปหาเงินด้วยตัวเองซะ มัวรอให้หญิงชราเช่นข้าเลี้ยงดูเจ้าให้สิ้นเปลืองอีกรึ…”
“หากเจ้าหิวก็ไปขอจากบ้านลุงรองของเจ้าซะ ครอบครัวของเขามีอาหารการกินแทบทุกอย่าง หากพวกเขาใจแข็งไม่ยอมแบ่งปัน ให้เจ้านั่งร้องไห้โวยวายอยู่หน้าประตูรั้วของเขา” นางเฉินจับมือเขาพร้อมสั่งสอน “ถึงอย่างไรเขาก็เป็นลุงแท้ ๆ ของเจ้า เขาไม่มีทางปล่อยให้หลานชายต้องอดอยาก”
“ข้าไม่ไป!” ซานหลางเงยหน้าขึ้นพร้อมส่งเสียงร้องงอแง “บ้านเขามีหมาที่จ้องจะกัดข้าตลอดเวลา ข้าหิว… ข้าหิว…”
“น่ารำคาญเสียจริง! เจ้าอายุตั้งเท่าไรแล้ว ยังร้องโวยวายเป็นเด็กเอาแต่ใจอยู่ได้!” หยุนหรงเอื้อมมือไปปิดหน้าต่างด้วยความรำคาญ ก่อนจะหันมาเอ่ยถาม “พี่สาว เราเหลือเงินอีกเท่าไร?”
“สี่เหรียญ” หยุนเยว่ตอบพลางทอดสายตาเหม่อลอย นางโล่งใจไปเปลาะหนึ่งที่วันนี้ยายเฒ่าซุนยังไม่กลับมาแจ้งความคืบหน้าของการหมั้นหมาย ทว่าหัวใจของนางกลับบีบรัดขึ้นทุกขณะ วันนี้ผ่านไปอีกวัน แต่วันพรุ่งนี้เล่า? หากวันพรุ่งนี้ยังผ่านไปด้วยดี แล้ววันมะรืนจะเป็นอย่างไร?
“เหลือเพียงสี่เหรียญเองหรือ?! รวมกับเงินของพี่ใหญ่แล้ว ข้าไม่รู้เลยว่ามันเพียงพอที่จะอยู่รอดไปอีกสองถึงสามวันหรือไม่ แต่ข้าต้องอยู่ให้รอดจนกว่าอาชิ่วเอ๋อจะตอบรับกลับมา…” หยุนหรงพึมพำกับตนเอง “นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้ว กว่าจดหมายจะถูกส่งถึงมือนาง เราทุกคนคงอดตายกันหมดแน่… หากจะให้ข้าไปทำงานหยาบเหล่านั้น สู้ปล่อยให้ข้าอดตายไปเสียคงดีกว่า… พี่สาว ท่านยังมีสิ่งของล้ำค่าอื่นอีกหรือไม่?”