ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 459 ยืมเงิน
ตอนที่ 459 ยืมเงิน
ตอนที่ 459 ยืมเงิน
ในวันที่สี่ แม่นางเฉินทนฟังซานหลางวิ่งร้องไห้และตะโกนไปมาด้วยความหิวไม่ไหวอีกต่อไป นางคว้าคอเสื้อของบุตรชายเอาไว้ก่อนทุบตีด้วยความโมโห
เด็กชายร่ำไห้โวยวายวิ่งกลับเข้าไปในเรือน ส่วนแม่นางเฉินยังคงตะโกนลั่นจนชาวบ้านได้ยินว่าหยุนลี่เต๋อมีศักดิ์เป็นลุงรองแต่กลับทอดทิ้งหลานชายแท้ ๆ ให้อดตาย
ด้วยเหตุนี้ แม่นางเหลียนจึงต้องกล่าวอธิบายแต่ชาวบ้านให้ชัดเจนว่ามิใช่ครอบครัวของนางไม่แยแสหลานชาย ในเมื่อต้องการอาหาร ซานหลางจะต้องทำงาน หากเกียจคร้าน ครอบครัวนางก็ไม่สามารถให้อาหารแก่เขา
“หากจะพูดตามเหตุผล เจ้ารองแยกครอบครัวออกมาแล้ว ซึ่งในเวลาที่ยากลำบากเขาก็ยื่นมือช่วยเหลือครอบครัวของผู้เฒ่าตลอด นางไม่พอใจอะไรอีก?”
“ใครว่าเขาไม่แยแสกัน สะใภ้สามเป็นคนหนักไม่เอาเบาไม่สู้ ครอบครัวของเจ้ารองแบ่งที่ดินให้นางห้ามู่ แต่กลับขี้เกียจสันหลังยาวไม่ยอมเพาะปลูก นางคิดจะเอาแต่พึ่งพาผู้อื่นหรือ?”
“หมู่บ้านของเรามีชีวิตชีวาขึ้นเพราะครอบครัวของเจ้ารองทั้งนั้น เจ้าไม่ทำนา เลี้ยงไก่ หรือเลี้ยงหมู แต่กลับต้องการมีชีวิตที่ดีรึ?”
“สองสามีภรรยาใจดีกับพวกเจ้าเพียงใด หากครอบครัวเขาทอดทิ้งจริง เขาคงหยุดไปมาหาสู่กับเจ้านานแล้ว แต่เป็นเจ้าต่างหากที่ยังวนเวียนรอบตัวทั้งสอง หนำซ้ำยังสร้างปัญหาให้พวกเขาอีก”
แม่นางเฉินกล่าวแย้ง “ครอบครัวของเขาจ้างคนงานตั้งมากมาย ฉะนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องลงมือทำนา”
สตรีผู้หนึ่งกล่าวตอบโต้ทันควัน “ไยเจ้าไม่ไปทำงานที่ร้านอาหารในเมืองเล่า ไม่ได้ใช้แรงงานหนักเท่าทำนาเสียหน่อย เอาแต่เดินลอยชายไร้ประโยชน์อยู่ได้?”
ฝูงชนต่างหัวเราะเยาะ
แม่นางเฉินพลันรู้สึกอับอายขณะมองชาวบ้านที่ยืนอยู่รอบ ๆ ด้วยสายตาขมขื่น
หลังจากนั้นแม่นางเฉินก็ไม่ได้โต้เถียงชาวบ้านอีก เนื่องจากนางรู้สึกหิวโหยอย่างยิ่ง หากต้องอดอาหารต่อไป นางจึงเกรงว่าร่างกายจะซูบผอม อ่อนแรง และขอบตาดำคล้ำน่ากลัว
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่นางเฉินไม่มีทางเลือกอื่น นางยืนเท้าเอวอยู่ในลานเรือนพลางตะโกนเรียกหยุนโม่ หยุนเยว่ และหยุนหรงให้ออกมาจากเรือนเพื่อให้มาช่วยตนทำงาน เนื่องจากนางต้องการให้เด็กเหล่านี้ทำงานบ้านแทนตน
พี่น้องทั้งสามคนไม่ตอบรับทั้งยังปิดประตูลงกลอนห้องของตนอย่างแน่นหนา
“หากพวกเจ้าไม่ช่วยกันทำงานก็อดตายอยู่ในบ้านเสีย!” แม่นางเฉินไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งตนจะต้องตำหนิผู้อื่นเรื่องเกียจคร้านดังเช่นที่ตนเคยโดนมาก่อน
นางตะโกนเรียกอยู่นาน แต่เด็ก ๆ เหล่านั้นกลับไม่โผล่หน้าออกมา แม่นางเฉินจึงหยิบถังน้ำและไม้คานขึ้นพร้อมตะโกนเรียกซานหลางให้ออกมาช่วยงานด้วยความโมโห
หากแม่นางเฉินทำนาอย่างไม่ระมัดระวัง ดินที่อุดมสมบูรณ์ก็อาจกลายเป็นดินที่แห้งแล้งเช่นกัน ฉะนั้นตลอดทั้งบ่ายนางจึงใช้เวลาไปกับการรดน้ำพรวนดิน หลังจากทำงานเสร็จ นางก็นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างแปลงผักพร้อมบ่นว่าเหนื่อยอย่างไม่ขาดปาก
ซานหลางเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้ เมื่อตักน้ำที่แม่น้ำเรียบร้อยแล้ว เขาอ้างว่าตนไม่มีแรงหาบถังน้ำ ฉะนั้นกว่าจะกลับมาถึงเรือน น้ำจึงเหลือน้อยกว่าหนึ่งในสามของถังและหลังจากตักน้ำใส่โอ่งสองรอบ ซานหลางก็โวยวายทันที
“ข้าอยากกินซาลาเปา! ข้าอยากกินบะหมี่! ข้าอยากกินเนื้อ!” ซานหลางทรุดตัวนั่งลงบนพื้นพร้อมตะโกนเสียงดัง
“ไปกินบรรพบุรุษเจ้าสิ!” แม่นางเฉินด่าทอ
ยามเย็น หยุนเชวี่ยนำขนมรังนกสามชิ้นและผักดองจานเล็กวางไว้บนโต๊ะอาหารของเรือนทางตะวันตก
แม่นางเฉินคว้าขนมรังนกทั้งสองชิ้นทันที อันหนึ่งแบ่งให้ซานหลาง ส่วนอีกอันหนึ่งยัดเข้าไปในปากของตนพลางพึมพำด้วยความไม่พอใจ “อาหารน้อยแค่นี้จะเพียงพอจนถึงวันพรุ่งนี้หรือ? พวกลูกจ้างระยะยาวยังกินอาหารมากกว่าข้าอีก!”
“ทำงานหนักเท่าใดก็กินเท่านั้น” หยุนเชวี่ยกล่าว “หากพรุ่งนี้อาสะใภ้ยังคงทำงานช้าเช่นนี้ ท่านคงได้กินขนมรังนกเพียงสามอัน ท่านอยากกินอาหารจนอิ่มท้องหรือไม่ก็ชั่งใจเอาเถิดเจ้าค่ะ”
ปีกตะวันออก
หยุนหรงแอบมองผ่านรอยแยกของหน้าต่างและพบว่าหยุนเชวี่ยเดินถือชามกระเบื้องเข้าไปในห้องปีกตะวันตกแล้วเดินออกมา นางจึงกัดริมฝีปากล่างพลางกล่าวว่า “เด็กคนนั้นมาส่งอาหารให้หญิงสันหลังยาว… ถุย แค่อาหารหมู ข้าอยากจะสำรอก!”
“วันนี้ยายซุนไม่มาอีกแล้ว” หยุนเยว่ขมวดคิ้วมุ่นราวกับคนที่กำลังรอคำพิพากษา อีกทั้งหัวใจของนางเต้นไม่เป็นส่ำมาสองวันแล้ว
ยื่นหัวถูกแทงแผลหนึ่ง หดหัวก็ถูกแทงแผลหนึ่ง* ทว่าถูกมีดจ่อคอเป็นเวลาสองวันนั้นทรมานเช่นกัน
*ยื่นหัวถูกแทงแผลหนึ่ง หดหัวก็ถูกแทงแผลหนึ่ง หมายความว่าไม่ว่าจะไปต่อหรือล้มเลิกก็ตายเหมือนกัน
“พี่สาว อย่าพูดถึงมันอีกเลย เราทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว” หยุนหรงมองหยุนเชวี่ยเดินออกจากเรือนไปพร้อมสบถ “อาสะใภ้สามไร้ค่า!”
“ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป” หยุนเยว่พลันพึมพำออกมา
“พี่สาว ท่านพูดว่าอะไรนะ?”
หยุนเยว่รีบคว้ามือของหยุนหรงอย่างรวดเร็ว “เหตุใดเราถึงไม่หนีไปฝูเฉิงกันเล่า!”
หยุนหรงผงะชั่วครู่ “การเดินทางไปฝูเฉิงต้องใช้เวลาหลายวัน เราไม่มีเงินแม้แต่แดงเดียว แล้วจะไปได้อย่างไร?”
“ยืม” หยุนเยว่กล่าว “เราจะไปขอยืมเงินจากหยุนเชวี่ย แม้ข้ากับนางไม่ลงรอยกัน แต่นางคงไม่ปล่อยให้พวกเราอดตาย ข้ารู้ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งในภายภาคหน้าข้าจะหาเงินมาชดใช้นางเอง”
“นางจะใจดีเพียงนั้นเลยหรือ?” หยุนหรงจ้องมองพี่สาว “นางคงไม่ให้พวกเรายืมหรอก แต่หากพี่สาวไม่เชื่อก็ลองดูแล้วกัน…”
วันรุ่งขึ้น
หยุนเยว่ครุ่นคิดเรื่องนี้ซ้ำไปมาและชั่งใจอยู่นาน นางพับผ้าเช็ดหน้าอย่างเป็นระเบียบก่อนเก็บไว้ในแขนเสื้อด้วยความระมัดระวัง ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากเรือน นางก็ชนเข้ากับซุนปั๋วสื่อ
ซุนปั๋วสื่อมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ขณะที่หยุนเยว่ก้มหน้างุด
“งดงาม งดงามจริง ๆ” ซุนปั๋วสื่อเดาะลิ้นสองครั้งก่อนหัวเราะคิกคักคล้ายแม่ไก่กำลังวางไข่ จากนั้นนางจึงเดินเข้าไปในห้องโถง “โอ้ พี่สาว ข้าเจรจาสำเร็จแล้ว ทั้งสองตระกูลต่างบอกว่าตนเหมาะสมที่สุด…”
เสียงหัวเราะของซุนปั๋วสื่อทำให้เส้นขนของหยุนเยว่ลุกชันทั้งร่าง นางยืนนิ่งอยู่ในลานเรือนครู่หนึ่งก่อนเดินกลับเข้าไปในเรือนอย่างเงียบ ๆ จากนั้นย่องไปแอบฟังบทสนทนาอยู่ใต้หน้าต่าง
“หลานสาวของท่านช่างโชคดียิ่งนัก ตระกูลชูและตระกูลเว่ยต่างเป็นตระกูลที่มีหน้าตาในสังคม หากเด็กคนนั้นแต่งงานกับพวกเขา นางจะต้องสง่างามดั่งเฟิ่งหวงและมีชีวิตที่ดีเป็นแน่…”
“สองตระกูล? พวกเขาว่าอย่างไรบ้าง?”
“พวกเขายินดีที่จะจ่ายสินสอดเป็นเงิน…”
“ยี่สิบตำลึงเงิน?”
“ยี่สิบตำลึงเงินเป็นเงินจำนวนค่อนข้างมาก ปกติแล้วหญิงสาวธรรมดาจะได้รับสินสอดเท่าไรกัน? ในเมื่อพวกเขาเต็มใจจ่ายเงินยี่สิบตำลึง ท่านยังต้องการอะไรอีก?”
“แค่เงินรึ?”
“โอ้ ข้าอยากถามพี่สาวว่าตอนที่ท่านแต่งงาน ท่านสนใจเพียงของขวัญไม่กี่อย่างเท่านั้นรึ? ข้าขอพูดตามตรง เด็กคนนั้นไม่ใช่หญิงสาวแรกแย้ม ทั้งยั้งมีความผิดมิใช่หรือ? ทั้งสองครอบครัวยินดีจะจ่ายค่าสินสอดก็ดีมากโขแล้ว…”
หยุนเยว่เม้มริมฝีปากแน่น
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง แม่เฒ่าจูก็เอ่ยถาม “ทั้งสองตระกูลทำกิจการแบบใด?”
ซุนปั๋วสื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงมีความสุข “ตระกูลชูมีกิจการร้านขายผ้า ส่วนตระกูลเว่ยทำกิจการรถม้าและค้าขายม้า นายท่านชูอายุมากกว่าหลานสาวของท่านและปีนี้เขามีอายุห้าสิบปีแล้ว ส่วนคุณชายรองเว่ยผู้ที่สานต่อกิจการของตระกูล แต่มันยากที่จะบอกว่าเขามีบ้านเล็กบ้านน้อยถึงสี่คน ซึ่งลูกของพวกนางล้วนเกิดเป็นสตรีไม่สามารถสืบสกุลได้ หากเด็กคนนั้นแต่งงานกับเขาและให้กำเนิดบุตรชาย นางจะกลายเป็นดั่งวีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ของตระกูลเว่ย…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจของหยุนเยว่ยิ่งเต้นระรัว
คนหนึ่งคือชายชราที่อายุมากกว่าบิดาของนาง อีกคนหนึ่งก็มีอนุภรรยาเป็นโขยง หากแต่งงานกับพวกเขา ชีวิตของนางจะสุขสบายขึ้นหรือไม่?
ทั้งสองคนไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว คุณชายรองเว่ยมีข้อได้เปรียบคืออายุน้อยกว่านายท่านชู เดิมทีซุนปั๋วสื่อคิดว่าแม่เฒ่าจูจะเลือกคุณชายรองเว่ย แต่หลังจากที่หญิงชราครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ให้คำตอบที่ซุนปั๋วสื่อไม่คาดคิด “เช่นนั้นเลือกกิจการขายผ้าจะดีกว่าและการที่เขาอายุมากและเจ็บป่วยบ่อยนั้นถือเป็นเรื่องดี”