ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 460 ไม่ให้ยืม
ตอนที่ 460 ไม่ให้ยืม
ตอนที่ 460 ไม่ให้ยืม
ซุนปั๋วสื่อเข้าใจคำพูดของแม่เฒ่าจูในทันใด
หญิงชราไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย นางรู้ดีว่าหากส่งหลานสาวแต่งานในฐานะอนุภรรยา เด็กคนนั้นจะต้องเกลียดชังตน และหากนางให้กำเนิดบุตรชายแก่ตระกูลเว่ย หยุนเยว่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นจริงหรือ?
แม่เฒ่าจูไม่ต้องการให้หลานสาวนึกเสียใจภายหลัง ในเมื่อลงมือทำแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด ซึ่งนางต้องการให้เด็กคนนั้นทำงานอย่างสุจริตและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ซุนปั๋วสื่อกลอกตาพลางกล่าวออก “เป็นเรื่องจริงที่ขิงแก่ทั้งเผ็ดและร้อนแรง นอกจากนี้ชายผู้นั้นยังมีร่างกายอ่อนแอ หากต้องการให้นางแต่งงานเข้าตระกูลชู เราต้องแน่ใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่วางแผนไว้… เอาเถิด ข้าจะไปบอกข่าวกับเขาเดี๋ยวนี้”
“รบกวนเจ้าแล้ว…”
หลังจากประตูห้องโถงปิดลง ซุนปั๋วสื่อก็เผยสีหน้าดีใจอย่างยิ่ง นางรีบสาวเท้าเหี่ยวย่นทั้งสองออกไปจากลานเรือนอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หยุนเยว่ที่นั่งลอบฟังบทสนทนาอยู่ใต้หน้าต่างกัดริมฝีปากอย่างแรงด้วยความโกรธแค้น โดยไม่รู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดในช่องปากแม้แต่น้อย
…
ข่าวดีถูกส่งมาจากหมู่บ้านใหม่ว่ากระต่ายที่เลี้ยงไว้ออกลูกติดต่อกันหลายคอกแล้ว ทำให้ปัจจุบันมีลูกกระต่ายตัวเล็กและตัวใหญ่รวมกันทั้งหมดสี่ร้อยตัวจนทำให้คอกกระต่ายที่นั่นแออัดเต็มทน ทั้งยังมีกระต่ายตัวเมียมากกว่าสิบตัวที่กำลังจะออกลูก เหล่าคนงานที่ดูแลพวกมันจึงส่งข่าวมาถามเจ้าของว่าต้องการทำอย่างไรต่อไป
ก่อนหน้านี้หยุนลี่เต๋อและบุตรสาวของเขาไปเยี่ยมเยือนที่นั่น เมื่อเห็นว่ามีกระต่ายมากมาย พวกเขาจึงคิดนำพวกมันไปทำเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดและเนื้อกระต่ายผัดน้ำปรุงรส แม่นางเหลียนเป็นคนคิดค้นและปรับสัดส่วนของส่วนผสมรวมไปถึงวิธีปรุงหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นนางยังปรุงอาหารทั้งสองจานให้แก่ลูกค้าที่ร้านอาหารลิ้มลอง ซึ่งทุกคนล้วนยกนิ้วชื่นชมความอร่อย
“เจ้าควรทาน้ำมันบนเนื้อก่อนแล้วนำไปทอดจนแห้ง เนื้อสัมผัสของมันจะเหนียวหนึบ รสชาติกลมกล่อม จากนั้นใส่หม่าเจียว ยิ่งใส่มากเท่าไร ลูกค้าก็ยิ่งติดใจ นอกจากนี้เราต้องใส่น้ำมันลงไปในน้ำปรุงรสด้วย อาหารไม่ควรมีเพียงกลิ่นหอม แต่ควรมีรสชาติที่กลมกล่อมด้วย…” แม่นางเหลียนสอนเคล็ดลับให้แม่นางหลี่ด้วยตนเอง
แม่นางหลี่พยักหน้าพลางกล่าว “ท่านฉลาดจริง ๆ ที่สามารถคิดค้นเคล็ดลับเหล่านี้ได้ พูดได้เลยว่าหม่าเจียวทำให้ลูกค้าติดใจอาหารของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหม่าเจียวจะทำให้ปลายลิ้นของพวกเขาเผ็ดร้อนและชาจนหยุดกินไม่ได้”
“มันเป็นเรื่องบังเอิญน่ะ เด็กคนนั้นไม่ได้เลี้ยงกระต่ายไว้เพื่อความสนุกตั้งแต่แรก นางขอให้ข้านำเนื้อกระต่ายกว่ายี่สิบหรือสามสิบตัวมาทำเป็นอาหาร” แม่นางเหลียนใช้ตะหลิวพลิกเนื้อในกระทะอย่างรวดเร็ว “ส่วนหนังกระต่ายเหล่านั้นข้าทำความสะอาดหมดแล้ว เจ้าเอามันไปเย็บเป็นเสื้อให้เสี่ยวส้วยเอ๋อสวมในฤดูหนาวเถิด”
“ไม่ได้ รับไว้ไม่ได้” แม่นางหลี่โบกมือปฏิเสธ “มันเป็นหนังชั้นดี ท่านสามารถนำมันไปขายในเมืองได้ พวกเราสองแม่ลูกกินอาหารที่นี่ ทั้งยังได้รับเงินค่าจ้างแล้วจะรับของเหล่านั้นได้อย่างไร? เรารับมันไม่ได้จริง ๆ”
“เจ้าพูดอะไรกัน เสี่ยวส้วยเอ๋อเรียกข้าว่าป้าสะใภ้ หากรับหนังกระต่ายไปสักสองสามชิ้นจะเป็นอะไรไป ก่อนหน้านี้เราทำข้อตกลงว่าถ้าเจ้าสองคนตกลงทำงาน พวกข้าจะมีสวัสดิการคืออาหารสามมื้อต่อวัน เราเป็นครอบครัวเดียวกันมิใช่ใครอื่นสักหน่อย เจ้าจะเกรงใจไปไย?”
“ที่นั่นมีกระต่ายออกลูกคอกแล้วคอกเล่า แล้วเหตุใดเราต้องกังวลว่าจะไม่มีเสื้อคลุมขนสัตว์ใส่ตอนท้ายปีด้วยเล่าเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยกล่าวต่อ “หนังกระต่ายที่เหลือเราไม่สามารถนำมาทำเป็นเสื้อสวมใส่ได้ทั้งหมด ข้าจึงมีความคิดจะจ้างป้าสะใภ้ที่มีฝีมือทางด้านเย็บปักสักสองสามคนมาทำหมวก รองเท้าหนัง เสื้อคลุม และอื่น ๆ โดยใช้หนังกระต่ายแล้วนำไปฝากขายที่ร้านขายผ้า”
ขณะที่กำลังอธิบาย หยุนเชวี่ยเงยหน้าขึ้นและพบว่ามีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่นอกประตูด้วยท่าทีลังเล
ทั้งสองสบสายตากัน หยุนเยว่ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “ออกมาสักครู่สิ”
“?” หยุนเชวี่ยชี้มาที่ตนเอง
หยุนเยว่เม้มริมฝีปาก “ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย”
ด้านหลังร้านอาหารมีลานโล่งกว้างที่ถูกล้อมรั้วเอาไว้ แม่นางเหลียนใช้พื้นที่นี้ปลูกผักสวนครัวหลากหลายชนิดและลูกไก่สองสามตัวที่กำลังจิกกินต้นกล้าสีเขียว
หยุนเยว่และหยุนเชวี่ยยืนเผชิญหน้ากันข้างสวนผัก
“…”หยุนเชวี่ยกะพริบตาด้วยความสับสน
แม้พวกนางจึงมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง ทว่าหยุนเชวี่ยและหยุนเยว่ไม่ค่อยลงรอยกันนัก เนื่องจากหยุนเยว่มีความทะเยอทะยานและมักจะดูถูกญาติผู้น้องว่าเป็นเด็กสาวป่าเถื่อนที่โตมาในชนบท ทั้งยังอาศัยอยู่ในเรือนคับแคบ พวกนางจึงไม่สนิทสนมกันเท่าที่ควร
“นี่ สำหรับเจ้า” หยุนเยว่หยิบผ้าเช็ดหน้าที่ถูกพับอย่างเรียบร้อยออกมาจากแขนเสื้อพลางกล่าวอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ข้าเย็บปักมันด้วยตนเอง…”
หยุนเชวี่ยไม่กล่าวคำใด นางเอาแต่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตางุนงง
“รับไปสิ”
“……”
หยุนเชวี่ยนิ่งเงียบ
หลังจากเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อเห็นว่าหยุนเชวี่ยไม่มีปฏิกิริยาใด ใบหน้าของหยุนเยว่พลันแดงระเรื่อ นางเผยท่าทีเขินอายเล็กน้อย คิ้วบางของนางขมวดเข้าหากันจนเกิดรอยลึกตรงระหว่างคิ้ว
“เจ้าเรียกข้าออกมาทำไม?” หยุนเชวี่ยมองผ้าเช็ดหน้าในมือของนางพร้อมเอ่ยถาม
หยุนเยว่กัดริมฝีปาก
“ถ้ามีอะไรจะพูดก็พูดออกมาตรง ๆ อย่าอ้อมค้อม”
“ยืมเงิน” หยุนเยว่เอ่ยออกมาสองคำอย่างยากเย็น ท่าทีของนางไม่เหมือนคนมาขอยืมเงิน ทว่าคล้ายกับคนที่มาทวงหนี้เสียมากกว่า
“……”
หยุนเชวี่ยนิ่งงัน
“ข้ายืมเงินเพียงสิบตำลึง เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะหามาชดใช้เป็นสองเท่า!”
“……”
หยุนเชวี่ยยังคงยืนนิ่ง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร กลัวว่าข้าจะโกงรึ? ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ข้าจะทำสัญญากู้ยืมเงินให้เจ้า”
“…” หยุนเชวี่ยใช้นิ้วเท้าจิกเข้าไปในดินโคลน หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงกล่าวออก “เจ้าจะทำสัญญา? ใช้อะไรเป็นหลักประกันเล่า?”
หยุนเยว่ผงะ “อย่างไรเสีย ข้าต้องหาเงินมาชดใช้แน่นอน!”
หยุนเชวี่ยเอียงศีรษะ “เช่นนั้นเจ้าต้องบอกข้าให้รู้ด้วยว่าจะนำเงินก้อนนั้นไปทำอะไร?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล” หยุนเยว่ไม่ต้องการบอกความจริงแก่หยุนเชวี่ย เนื่องจากนางรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยถึง ประการที่สองนางกังวลว่าหากพลั้งปากกล่าวอะไรออกไป หยุนเชวี่ยจะนำเรื่องนี้ไปรายงานแม่เฒ่า ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่กว่าเดิม
“เจ้าไม่มีหลักประกันและประการที่สองเจ้าไม่ยอมบอกว่าจะนำเงินไปทำสิ่งใด ไยข้าต้องให้เจ้ายืมเงินสิบตำลึง?” หยุนเชวี่ยรู้สึกโมโหเล็กน้อย หยุนเยว่คิดว่านางโง่จึงคิดจะฉกฉวยเอาเปรียบหรือ?
หยุนเยว่เชิดคางขึ้น “ยืมเงิน”
“ไม่ให้ยืม” หยุนเชวี่ยโบกมือปฏิเสธก่อนหันหลังกลับทันที
ยังไม่ทันที่จะก้าวเท้าไปข้างหน้า หยุนเชวี่ยก็ได้ยินเสียงเล็กแหลมของหยุนเยว่ดังขึ้นอย่างโกรธเคือง “ข้าไม่ได้ทำให้เจ้าโกรธเคือง แต่เหตุใดเจ้าถึงต้องทำให้ชีวิตของข้ายากลำบากเช่นนี้?!”
“…” หยุนเชวี่ยชะงักฝีเท้าก่อนหันหลังกลับ นางไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ “ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายสิบคนไม่ให้เจ้ายืมเงิน เช่นนั้นพวกเขาต้องการให้ชีวิตของเจ้าล่มจมด้วยหรือ?”
กรามของหยุนเยว่อ้าค้าง ขณะที่หยุนเชวี่ยเดินกลับเข้าไปในร้านอาหารโดยไม่หันกลับไปมองอีกฝ่าย
“เหตุใดเยว่เอ๋อถึงเรียกเจ้าไปข้างนอก?” แม่นางเหลียนเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ยืมเงิน”
“ยืมเงิน? เอาไปทำอะไร?”
หยุนเชวี่ยส่ายหน้า “ไม่รู้เจ้าค่ะ นางไม่ยอมปริปากบอก”
“มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นหรือไม่?”
“เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นรึ หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องปิดบัง” หยุนเชวี่ยกล่าวเตือน “หากป้าสะใภ้ใหญ่หรือพี่หยุนโม่มาขอยืมเงินจากท่านและท่านพ่ออีก พวกท่านต้องถามเหตุผลก่อนนะเจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่นางหลี่ที่นั่งอยู่ด้านข้างจึงกล่าวว่า “เป็นไปได้หรือไม่ว่าต้าหลางมายืมเงินจากพวกท่านเพื่อใช้ในการแต่งงาน? ข้าได้ยินมาจากพี่สะใภ้หวังว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนนางเห็นซุนปั๋วสื่อเข้าไปในเรือนหลังเก่า”
“ต้าหลางจะแต่งงานรึ?” แม่นางเหลียนครุ่นคิดเรื่องนี้ชั่วครู่ก่อนพบว่าข้อสันนิษฐานไม่มีความเป็นไปได้ ขณะนี้การตัดสินใจทั้งหมดในบ้านหลังนั้นขึ้นอยู่กับแม่เฒ่าจู ด้วยร่างกายที่อ่อนแอ นางจึงไม่ไล่ตะเพิดสะใภ้ใหญ่ออกจากเรือน ทว่ายังคงเกลียดชังอีกฝ่ายเช่นเดิม แล้วจะเมตตาต้าหลางได้อย่างไร?
เว้นเสียแต่ว่าเจ้าสาวจะไม่เรียกร้องค่าสินสอด เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่ฝ่ายหญิงยินดีจะจ่ายเงินค่าสินสอด ทั้งยังมอบเกวียนม้าและเกวียนล่อแก่ตระกูลหยุน?
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่แม่นางเหลียนยังคงรู้สึกว่ามันคือปัญหาใหญ่ หากต้าหลางต้องการแต่งงานจริง พวกเขาจะต้องบอกกล่าวอาและอาสะใภ้ได้รับรู้ อย่างไรเสียต้าหลางจะต้องมาปรึกษาอารองของเขาแน่นอน