ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 462 กระโดดเข้าไปในกองไฟ
ตอนที่ 462 กระโดดเข้าไปในกองไฟ
ตอนที่ 462 กระโดดเข้าไปในกองไฟ
เพราะเหตุใด?
เพราะหยุนเยว่เข้าใจดีว่า ‘ครอบครัวอบอุ่น’ ที่แม่เฒ่าจูกล่าวอยู่บ่อยครั้งคือเรื่องหลอกลวง
นี่คือเหตุผลเดียวที่หยุนเชวี่ยคิดว่ามีสมเหตุสมผลมากที่สุด
ตามที่คาดคิดไว้ ริมฝีปากของแม่นางเฉินหลวมยิ่งกว่าเอวกางเกง ไม่ช้าข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านว่าหยุนเยว่กำลังจะแต่งงานเป็นอนุภรรยาของนายท่านตระกูลชูผู้มีอายุห้าสิบสองปีที่อาศัยอยู่ในตัวเมือง ซึ่งมีอายุมากกว่าบิดาของนาง!
“อายุห้าสิบสอง? แก่ชรายิ่งนัก อีกกี่ปีข้างหน้าก็ตายคาอกนางแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นเด็กสาวไม่กลายเป็นม่ายหรือ?”
“เป็นเมียน้อยแล้วยังต้องเป็นม่ายอีก นางไม่ต้องโดดเดี่ยวไปจนตายหรอกหรือ?”
“จุ๊ ๆ เด็กคนนั้นหน้าตางดงาม ทั้งยังอ่านออกเขียนได้ ละเอียดอ่อนดั่งดอกไม้ ประณีตดั่งหยกล้ำค่า แต่ต้องแต่งงานกับชายแก่คราวพ่อ นางช่างน่าสงสารเสียจริง…”
“แล้วเราจะทำอะไรได้ เจ้าบอกว่าสงสารนาง เหตุใดถึงไม่รับนางเป็นสะใภ้สามเองเล่า?”
“ครอบครัวของข้ามีที่ดินเพียงเจ็ดแปดมู่ ไม่เพียงพอ ไม่เพียงพอ…”
“เฮ้อ อย่างไรเสียก็ต้องกล่าวโทษพ่อของนางที่โหดร้ายเกินมนุษย์ พาลทำให้ทุกคนในครอบครัวต้องรับกรรมไปด้วย หากไม่ใช่เพราะเจ้ารองมีความกตัญญู คนหัวหงอกหัวดำเหล่านั้นต้องอดตายแน่นอน…”
ชาวบ้านต่างวิพากษ์กันอย่างดุเดือด ขณะเดียวกันตระกูลหยุนก็ได้รับจดหมายจากซุนปั๋วสื่อว่าวันที่สองของเดือนหน้าเป็นวันมงคล ซึ่งตระกูลชูจะส่งบ่าวรับใช้มารับหยุนเยว่ในวันนั้น เมื่อคำนวณดูแล้วมีเวลาเหลือเพียงสี่วันเท่านั้น
เนื่องด้วยแต่งงานในฐานะอนุภรรยาจึงไม่มีการจัดงานใหญ่โตหรือมีของขวัญมงคล หยุนเยว่ทำได้เพียงรอคอยให้ถึงวันที่สองของเดือนหน้า เมื่อตระกูลชูส่งเกี้ยวหรือรถม้ามารับ การแต่งงานก็เป็นอันเสร็จสิ้น
แม่เฒ่าจูทวงถามค่าสินสอดจากซุนปั๋วสื่อ นางจึงหัวเราะพลางตอบว่า “พี่สาว ตระกูลชูบอกว่าพวกเขาจะมอบเงินยี่สิบตำลึงให้ท่านในวันที่มารับเจ้าสาว อย่ากังวลไปเลย!”
“ตระกูลชูเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมือง” แม่เฒ่าจูกล่าว “แม้เด็กคนนั้นจะแต่งเข้าไปในฐานะเมียน้อย แต่ต้องใช้เงินซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ นางจะแต่งงานโดยสวมเสื้อผ้าซอมซ่อไม่ได้”
“เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดา” ซุนปั๋วสื่อฉีกยิ้มกว้างจนริมฝีปากแทบฉีกถึงใบหู “ท่านลืมไปแล้วหรือว่าตระกูลชูทำกิจการอะไร? ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสื้อผ้าและเครื่องประดับ นายหญิงใหญ่กล่าวว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้านางจะสั่งให้คนรับใช้สองคนมามอบเสื้อผ้าชุดใหม่ให้แก่นาง”
แม่เฒ่าจูมุ่นคิ้วพลางครุ่นคิดว่าตระกูลชูตระหนี่ยิ่งนัก เฒ่าหัวงูผู้นั้นอยากแต่งงานกับเด็กสาวหน้าตาสะสวยแต่กลับให้เงินเพิ่มเพื่อซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่
อย่างไรเสียหยุนเยว่ก็เป็นเพียงอนุภรรยา แม่เฒ่าจึงทำได้แต่ทำตัวสงบเสงี่ยมและเชื่อฟังตระกูลชูอย่างว่าง่าย ขณะที่แม่นางเฉินเอาแต่ถามถึงงานเลี้ยงใหญ่โต เพราะหวังจะได้กินอาหารรสเลิศหลังจากอดอยากมานาน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ทำให้แม่เฒ่าจูรู้สึกรำคาญจึงก่นด่านาง แม่นางเฉินเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าบูดบึ้งพลางครุ่นคิดว่าแม้หยุนเยว่จะแต่งเข้าไปเป็นอนุภรรยา แต่กลับได้เงินสินสอดถึงยี่สิบตำลึงเงิน ในใจของนางพลันรู้สึกเสียดายที่ตนขายเซียงเอ๋อแลกกับเงินเพียงน้อยนิด
สองวันที่ผ่านมา แม่เฒ่าจูตระหนักดีว่าหยุนเยว่ไม่ยินดีที่จะแต่งงานกับนายท่านชู หญิงชราเกรงว่าหลานสาวจะหลบหนีจึงคิดหาวิธีป้องกันโดยข่มขู่ว่าหากหยุนเยว่หนีงานแต่ง ตนจะขับไล่แม่นางจ้าวมารดาของนางออกจากตระกูลหยุน
วิธีนี้นับว่าเป็นวิธีที่ ‘โหดเหี้ยม’ ยิ่งนัก
หยุนเยว่ขังคนเองอยู่ในห้องและร่ำไห้อย่างหนัก แม้แม่นางจ้าวจะเจ็บปวดใจ ทว่าก็ทำได้เพียงปลอบประโลมลูกสาว “ยอมรับการแต่งงานเสีย แม้จะเป็นเมียน้อย แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเสื้อผ้าและอาหารอีกต่อไป ดีกว่าทนทุกข์อยู่ที่นี่…”
หยุนหรงกล่าวปลอบใจเช่นกัน “พี่สาว ท่านหน้าตางดงามและอ่านออกเขียนได้ หากย้ายไปอยู่นี่ที่นั่นแล้ว ท่านต้องคอยปรนนิบัติชายชราให้มีความสุขจนกลายเป็นที่โปรดปรานของเขา เมื่อนั้นพวกเราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเสียที”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยุนเยว่จึงล้มกายนอนลงบนเตียงและร้องไห้อย่างเศร้าโศก เหตุใดตนต้องแต่งงานกับคนแก่คราวพ่อ? เหตุใดตนต้องยอมแต่งงานกับชายอายุห้าสิบเพื่อแลกกับ ‘ความสุขสบาย’? เหตุใดหญิงชราคนนั้นต้องคนตัดสินใจแทนนาง? เหตุใดหยุนชิ่วเอ๋อผู้ที่ได้ประโยชน์จากบิดาของตนมากที่สุดถึงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย…
ยิ่งร้องไห้หนักมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งเคียดแค้นมากเท่านั้น และยิ่งร้องไห้มากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งเศร้าเสียใจ หยุนเยว่ต้องการปลิดชีพตนเองเพื่อออกจากนรกขุมนี้ ทว่าความกล้าหาญและความเด็ดขาดที่เคยมีกลับมลายหายไปจนสิ้น
ขณะที่หยุนเยว่สะอื้นไห้ด้วยหัวใจอันแหลกสลาย แม่เฒ่าจูที่นั่งอยู่ในห้องถัดไปได้ยินเสียงร้องไห้ของนางจึงตวาดเสียงดัง “ร้องไห้อะไรนักหนา แม่ของเจ้าตายหรือ?! หากไอ้เฒ่าตระกูลชูตาย เจ้าก็จะเป็นม่ายและได้รับสมบัติมากมาย มีอะไรให้ต้องเสียใจอีก!”
ณ ทางเข้าหมู่บ้าน เหล่าสตรีว่างงานต่างมารวมตัวกันบริเวณหินก้อนใหญ่ เมื่อพวกนางเห็นแม่นางเหลียนเดินใกล้เข้ามาจึงตะโกนถาม “สะใภ้รอง เจ้ากำลังจะไปที่ใดหรือ?”
“ข้ากำลังจะไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำน่ะ” แม่นางเหลียนตอบ นางมีนิสัยขยันขันแข็ง ฉะนั้นนางจึงมักทำงาน
หลานสาวคนโตของเจ้ากำลังจะแต่งงานจริงหรือ?” สตรีผู้หนึ่งเลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
แม่นางเหลียนพยักหน้า
“งานแต่งจัดขึ้นวันใดหรือ?”
“อีกสองสามวัน”
“จุ๊ จุ๊ แม่เฒ่าจิตใจโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ผู้เฒ่าทั้งสองจับหลานสาวตนเองคลุมถุงชนอีกแล้วสินะ…”
“มิผิด ผู้ใดจะรู้ว่าชายแก่ตัณหากลับคนนั้นจะมีชีวิตอีกกี่วัน หากแต่งเป็นเมียน้อย ไม่เท่ากับเป็นการกระโดดเข้ากองไฟหรือ?”
แม่นางเหลียนถอนหายใจ “แม่ของนางอยู่ที่บ้านหลังนั้น ผู้เฒ่าทั้งสองก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน พี่รองไม่สามารถก้าวก่ายเรื่องนี้ได้ เพราะแต่ละคนต่างมีชะตากรรมเป็นของตนเอง…”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่าหัวใจของแม่นางเหลียนกลับหนักอึ้งคล้ายมีหินก้อนใหญ่หล่นทับ เมื่อถึงเวลาเข้านอน นางจึงหารือกับหยุนลี่เต๋อ “เหตุใดท่านถึงไม่ลองโน้มน้าวท่านแม่อีกครั้งเล่า ยอมอยู่อย่างลำบากยังดีกว่าเป็นเมียน้อยของชายแก่คราวพ่อ… พี่สะใภ้จางพูดถูก นายท่านชูอายุห้าสิบปีแล้ว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่อีกกี่วัน หากเขาตาย มรดกก็ต้องตกเป็นของภรรยาคนแรกใช่หรือไม่? เยว่เอ๋ออายุยังน้อย นางต้องใช้ชีวิตที่เหลืออย่างทุกข์ทรมานเป็นแน่…”
หยุนลี่เต๋อเงียบไปครู่หนึ่ง “ท่านแม่เป็นคนอย่างไร เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ? ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยพูดเรื่องนี้ แต่นางกลับบอกว่าเราแยกครอบครัวออกมาแล้ว ข้าจึงไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย…”
แม่นางเหลียนไม่รู้จะกล่าวคำใด
สตรีตระกูลหยุนล้วนมีโชคชะตาอาภัพ หยุนชิ่วเอ๋อแต่งงานออกเรือนไปอาศัยอยู่ต่างแดนและไม่มีผู้ใดได้ยินข่าวคราวของนางตั้งแต่นั้นมา เซียงเอ๋อถูกขายให้เป็นเจ้าสาวเด็ก บัดนี้เยว่เอ๋อก็กำลังจะแต่งเป็นอนุภรรยาของชายแก่บ้าตัณหา แม้การเป็นอยู่จะสุขสบาย แต่ในใจกลับทุกข์ระทม
“เมื่อคิดดูแล้ว ในโชคร้ายย่อมมีความโชคดี หากท่านพ่อไม่อนุญาตให้เราแยกครอบครัว เยี่ยนเอ๋อและเชวี่ยเอ๋อคงหนีไม่พ้นถูกคลุมถุงชนเช่นกัน…” แม่นางเหลียนถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เยี่ยนเอ๋อแต่งงานมีความสุขแล้ว ส่วนเชวี่ยเอ๋อเจ้าไม่ต้องกังวลหรอก เด็กคนนั้นสามารถเอาตัวรอดได้ เจ้าอย่าคิดมากไปเลย” หยุนลี่เต๋อเอื้อมมือไปตบบ่าของภรรยาพลางกล่าว “หลับเถิด”
วันแรกของเดือนสี่ตรงกับวันเทศกาลงานฉลองแห่งเดือนสี่
ในวันที่สองของเดือนสี่คือวันแต่งงานของหยุนเยว่ ตระกูลชูจะส่งคนรับใช้มาส่งเสื้อผ้าชุดใหม่ให้แก่เจ้าสาวหนึ่งวันก่อนหน้าวันแต่งงาน เสื้อคลุมผ้าต่วนสีแดงสดถูกตัดเย็บและปักด้วยวัสดุชั้นดีอย่างประณีต ทว่าไม่มีลวดลายบริเวณบริเวณกระโปรงและข้อมือ นอกจากนี้ยังมีรองเท้าสีเขียวอ่อนหนึ่งคู่ แต่กลับไม่มีผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว
ตามธรรมเนียมแล้ว อนุภรรยาจะไม่สวมชุดแต่งงานสีแดงที่มีลวดลายเมื่อย้ายเข้าไปในเรือนของเจ้าบ่าว นับประสาอะไรกับขบวนเกี้ยวเจ้าสาวใหญ่โต หากต้องการจัดงานเลี้ยงก็สามารถจัดได้เพียงงานเลี้ยงเล็ก ๆ ภายในครอบครัว และมีเพียงภรรยาคนแรกเท่านั้นที่จะเดินเข้าประตูหลักในวันแต่งงาน ดังนั้นเหล่าอนุภรรยาจะถูกพาตัวเข้าไปในเรือนโดยใช้ประตูด้านข้าง