ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 463 งานศพ
ตอนที่ 463 งานศพ
ตอนที่ 463 งานศพ
หยุนลี่เต๋อสงสัยว่าเหตุใดจู่ ๆ นายท่านชูผู้ที่แก่ชราจนใกล้จะลงโลงถึงอยากแต่งอนุภรรยา เขาจึงเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อสอบถามเรื่องนี้
เขาได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับตระกูลชูว่านายท่านชูและฮูหยินมีบุตรสาวสี่คนและบุตรชายหนึ่งคน บุตรสาวล้วนแต่งงานออกเรือนทุกคน เหลือเพียงบุตรชายผู้เสเพลเอาแต่เที่ยวหอเริงรมย์ ไม่สนใจกิจการของตระกูล
นายท่านชูและภรรยาสิ้นหวังกับบุตรชายผู้นี้มานานแล้ว ทั้งสองหวังว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้โอบอุ้มหลานชายผู้สืบสกุลชู แต่ไม่คาดคิดว่าแม้บุตรชายแต่งงานกับภรรยาทั้งสามคน พวกนางก็ยังไม่ตั้งครรภ์เสียที
เดิมทีฮูหยินชูตำหนิลูกสะใภ้ทั้งสามว่าไร้ความสามารถ แต่หลังจากลองทุกวิถีทางลูกสะใภ้คนแรกไม่ตั้งครรภ์ ลูกสะใภ้คนที่สองไม่ตั้งครรภ์ และสะใภ้คนที่สามก็ยังไม่ตั้งครรภ์เช่นกัน นางจึงเชิญหมอมาตรวจร่างกายของพวกนาง ทันทีที่ตรวจและตรวจเสร็จ หมอก็ส่ายศีรษะและแจ้งว่าบุตรชายของฮูหยินร่างกายอ่อนแอ หากต้องการทายาทสืบตระกูลคงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา
บัดนี้นายท่านชูและฮูหยินสิ้นหวังกับลูกชายแล้ว แต่ตระกูลชูจะสิ้นผู้สืบสกุลไม่ได้ ในเมื่อฮูหยินอายุมากและไม่สามารถมีบุตรได้อีก ผู้เฒ่าทั้งสองคนจึงหารือและเห็นพ้องว่านายท่านชูต้องแต่งอนุภรรยา!
นายท่านชูมีอายุมากกว่าห้าสิบปี ไม่ต้องพูดถึงสมรรถภาพร่างกายที่ร่วงโรยตามวัย เพียงเพื่อให้กำเนิดทายาทสืบสกุล เขาจำต้องกัดฟันฝืนสังขาร แม้ฮูหยินชูไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน* แต่ในเมื่อตัดสินใจให้สามีแต่งอนุภรรยา นางจะต้องวางแผนการบางอย่างไว้ และเมื่ออนุภรรยาผู้นั้นให้กำเนิดบุตรชาย ฮูหยินจะต้องเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรเป็นแน่
*ตะเกียงประหยัดน้ำมัน เปรียบเปรยถึงคนเรื่องมากที่มักสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นเสมอ
ด้วยเหตุนี้ การแต่งเข้าตระกูลชูจึงเปรียบเสมือนการกระโดดเข้ากองไฟ
แต่ยังมีคนเช่นหยุนหรงหรงคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องน่ายินดี
เมื่อเห็นใบหน้าอันเศร้าหมองและพวงแก้มแดงก่ำของพี่สาว หยุนหรงจึงกลอกตาพลางกล่าวอย่างยืนพูดไม่ปวดเอว* “พี่สาว มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ท่านคิดหรอก คิดดูสิว่านายท่านชูและฮูหยินอายุเท่าไรแล้ว หากทั้งสองคนตายไป สมบัติของตระกูลชูจะตกเป็นของผู้ใด? แน่นอนว่ากิจการทั้งหมดจะต้องตกเป็นของท่าน”
*ยืนพูดไม่ปวดเอว เปรียบเปรยได้ว่าหากไม่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันคงไม่เข้าใจ
แม้หยุนหรงจะกล่าวเช่นนั้น ทว่าเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างเจ็บปวดใจของหยุนเยว่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
นายท่านชูและฮูหยินมีบุตรชายและบุตรสาวหลายคน แล้วฮูหยินจะปล่อยให้สมบัติตกอยู่ในมือของอนุภรรยาได้อย่างไร?
ชุดเจ้าสาวถูกส่งมาถึงเรือนตระกูลหยุนในวันที่หนึ่งของเดือนสี่ ชาวบ้านที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงตระกูลหยุนต่างได้ยินเสียงร้องไห้ของหยุนเยว่และเสียงก่นด่าของแม่เฒ่าจูดังเป็นระยะ ๆ
หยุนลี่เต๋อผลักประตูเรือนและเดินเข้าไปในห้องของหญิงชรา ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะกล่าวอะไรออกไป แม่เฒ่าจูก็กล่าวตัดบทเสียก่อน “การตกลงเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเด็กคนนั้นก็ต้องแต่งงาน หากคิดหลบหนี ข้าก็จะมัดตัวนางแล้วส่งให้ตระกูลชู… แม่ของนางยังไม่คัดค้าน นับประสาอะไรกับเจ้า!”
“…” กรามของหยุนลี่เต๋ออ้าค้าง เขาเดินไปนั่งข้างเตียงอย่างเงียบ ๆ พลางเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มขึ้นห่มให้ผู้เฒ่าหยุน ก่อนนิ่งเงียบชั่วครู่แล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ ข้ามีข่าวของพี่ใหญ่มาแจ้ง”
แม่เฒ่าจูปิดปากเงียบพลางชำเลืองมองบุตรชายพร้อมเผยสีหน้าบูดบึ้ง
เมื่อได้ยินว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับหยุนลี่จง ดวงตาขุ่นมัวของผู้เฒ่าหยุนก็เบิกโพลงและจับจ้องไปที่หยุนลี่เต๋อพลางส่งเสียง “อ๊ะ… อา”
“พี่ใหญ่… พี่ใหญ่ ทางการตัดสินโทษแล้วว่าพี่ใหญ่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของทั้งสองคน เขาจึงถูกโบยหลายสิบไม้และจำคุกสามปี” หยุนลี่เต๋อถูฝ่ามือเข้าด้วยกัน “อีกสามปี พี่ใหญ่ถึงจะมีอิสรภาพ”
“…” ผู้เฒ่าหยุนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นพยักหน้าเล็กน้อยขณะที่น้ำตาไหลรินลงมาจากหางตา
“เจ้าสามก็ถูกจำคุกสามปีเช่นกัน” หยุนลี่เต๋อดึงแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา “ท่านพ่อ ท่านต้องดูแลรักษาสุขภาพตนเองให้ดีและรอพวกเขากลับมา”
ผู้เฒ่าหยุนพยักหน้าอีกครั้ง จากนั้นหลับตาลงช้า ๆ พลางโบกมือเป็นสัญญาณให้หยุนลี่เต๋อกลับไปได้
ยามรุ่งสางในวันที่สองของเดือน เสียงหวีดร้องดังออกมาจากเรือนตระกูลหยุน ซึ่งต้นเสียงดังมาจากห้องของแม่เฒ่าจูและผู้เฒ่าหยุน
แม่เฒ่าจูตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อชมความสวยงามของท้องฟ้าในยามอรุณ ขณะนั้นเองสายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นใบหน้าซีดขาว ดวงตาไร้ชีวิตชีวาของสามี หญิงชราตกใจสุดขีดจนกลิ้งตกเตียงพร้อมกรีดร้องอย่างสุดเสียง
แม่นางเฉินรีบรุดไปแจ้งข่าวแก่หยุนลี่เต๋อ เมื่อมาถึงห้องของผู้เฒ่า เขาก็เอื้อมมือไปแตะร่างกายของบิดาและพบว่าร่างของผู้เฒ่าหยุนเย็นเยียบทั้งร่าง
หมู่บ้านไป๋ซีมีชาวบ้านอาศัยอยู่หลายสิบครัวเรือน ฉะนั้นหากมีผู้เสียชีวิต ข่าวการตายจึงแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหยุนลี่เต๋อเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน ทุกคนจึงร่วมใจกันช่วยจัดงานศพของผู้เฒ่าหยุน
แม่เฒ่าจูขังตนเองอยู่ในห้องนอนบนชั้นสองทั้งวัน นางใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะฟื้นคืนสติ แม้ไม่ได้ห่วงใยสามีมากนัก แต่เมื่อเขาจากไป นางก็เศร้าโศกเสียใจมากกว่าผู้ใด
“ท่านแม่ ทำใจเถิด หากยังร้องไห้เช่นนี้ สุขภาพจะแย่ลงนะเจ้าคะ…” แม่นางเหลียนสวมชุดไว้ทุกข์ที่ทำจากผ้าดิบ นางกล่าวปลอบใจพลางลูบแผ่นหลังของหญิงชราขณะที่น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย
“เจ้าไม่ให้ข้าร้องไห้รึ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ เจ้าอยากซ้ำเติมข้าจนแทบทนไม่ไหวแล้วใช่หรือไม่!” แม่เฒ่าจูกันมองลูกสะใภ้ก่อนผลักนางเบา ๆ จากนั้นตบต้นขาตนเองและกล่าวว่า “ตาเฒ่าเอ๋ย เจ้าตายแล้วข้าจะอยู่อย่างไร ข้าเป็นเพียงหญิงชราตัวคนเดียว คราวนี้คงต้องออกไปขอทานจริง ๆ สินะ…”
เมื่อแม่นางเฉินได้ยินเช่นนั้นก็คร่ำครวญทันที “ท่านพ่อ… ท่านพ่อ… ท่านทิ้งพวกเราได้อย่างไร? ท่านจากไปแล้ว คนในตระกูลจะพึ่งพาผู้ใดได้ พวกเราต้องอดตายเป็นแน่…”
เกี้ยวเจ้าสาวของตระกูลชูเดินทางมาถึงแล้ว ก่อนที่จะก้าวเข้าไปในลานเรือนของตระกูลหยุน พวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนดังมาจากในเรือน ทั้งยังมีชายฉกรรจ์สองสามคนนำผ้าขาวไปแขวนตรงประตู คนของตระกูลชูจึงสอบถามชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นและพบว่าผู้เฒ่าหยุนสิ้นชีพแล้ว
บ่าวรับใช้ไม่ได้หามเกี้ยวเข้าไปในลานเรือนตระกูลหยุน พวกเขารีบกลับไปยังเรือนของตระกูลชูทันที เคราะห์ร้ายยิ่งนักที่เกิดเรื่องอัปมงคลในวันมงคลเช่นนี้ บ่าวรับใช้ของตระกูลชูคิด
การแต่งงานเป็นอันล้มเลิก สำหรับหยุนเยว่แล้ว ไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือพรจากสวรรค์หรือคำสาป
อีกด้านหนึ่งคือเด็กสาวที่ไม่ต้องกระโดดเข้ากองไฟ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือเหล่าชาวบ้านที่กำลังจับกลุ่มนินทา ผู้เฒ่าหยุนเสียชีวิตกะทันหันในวันแต่งงานของหลานสาว นี่มิใช่ลางร้ายหรอกหรือ?
งานศพของผู้เฒ่าหยุนถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย โลงศพทำจากไม้สนแผ่นหนา ผ้าห่อศพทำจากผ้าต่วนสีขาว สว่อน่า*บรรเลงเสียงดัง เหล่าลูกหลานทำพิธีงานศพของผู้เฒ่าหยุนเป็นเวลาสามวันก่อนนำไปฌาปนกิจ
*สว่อน่า คือเครื่องดนตรีของจีนมีลักษณะคล้ายแตร
ผู้เฒ่าหยุนฝันใฝ่อยากมีชีวิตอย่างสงบสุขตลอดมา แต่หารู้ไม่ว่าช่วงเวลาที่สงบที่สุดกลับเป็นตอนที่เขานอนอยู่ในโลงศพ
หลังจากงานฌาปนกิจ น้ำหนักของหยุนลี่เต๋อก็ลดฮวบ กล่าวได้ว่าเขามีลางสังหรณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ไม่นานมานี้เขาบอกเล่าให้แม่นางเหลียนฟังว่าผู้เฒ่าหยุนรับประทานอาหารได้น้อยลง ทั้งยังนอนเพียงวันละหกเจ็ดชั่วยาม หยุนลี่เต๋อจึงเกรงว่าวันหนึ่งบิดาของตนอาจหลับใหลไปตลอดกาล
แม่นางเหลียนกล่าวว่า ‘ท่านพ่อมีเรื่องกลุ้มใจหรือไม่?’
หยุนลี่เต๋อครุ่นคิดชั่วขณะ บิดาของตนต้องกลุ้มใจเรื่องลูกชายคนโตเป็นแน่ ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดได้รับข่าวคราวของหยุนลี่จง แต่เมื่อวันที่หนึ่งของเดือนสี่ ปลัดอำเภอเฉียนได้ส่งขุนนางมาแจ้งข่าวการตัดสินโทษของหยุนลี่จง หลังจากนั้นเขาก็รีบไปแจ้งข่าวแก่ผู้เฒ่าหยุนทันที
ทว่าในขณะนั้นหยุนลี่เต๋อผู้ซื่อสัตย์ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดแก่บิดา
เพื่อหลีกเลี่ยงโทษสถานหนัก หยุนลี่เซียวโยนความผิดทั้งหมดไปที่พี่ชาย ขณะที่หยุนลี่จงยอมรับข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าตนเป็นผู้รับสินบน ฉ้อราษฎร์บังหลวง กดขี่ประชาชน เขาจึงถูกตัดสินประหารชีวิต เมื่อฤดูใบไม้ร่วงผ่านพ้น หยุนลี่เซียวที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและนักโทษอีกห้าสิบคนจะถูกเนรเทศออกจากเมือง
“ข้าผิดเอง ข้าผิดเอง…” หยุนลี่เต๋อกุมศีรษะพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด
“อย่าโทษตนเองเลย ท่านพ่อทนทุกข์มากพอแล้ว หากยังมีชีวิตอยู่ต่อ เขาจะต้องทรมานต่อไปเรื่อย ๆ ท่านจงทำใจให้สบายและปล่อยเขาไปเถิด…” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เป็นความผิดของข้า เป็นความผิดของข้า…” หยุนลี่เต๋อยังคงพึมพำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม่นางเหลียนเข้าใจว่าสามีกล่าวโทษตนเองเพราะการจากไปอย่างกะทันหันของบิดา แต่หยุนเชวี่ยรู้ดีว่าไม่ใช่เช่นนั้น
หยุนลี่เต๋อคิดว่าการที่หยุนลี่จงถูกประหารและหยุนลี่เซียวต้องถูกเนรเทศเป็นความผิดของตน