ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 464 ความจริง
ตอนที่ 464 ความจริง
ตอนที่ 464 ความจริง
เดิมทีหยุนลี่เต๋อไม่คาดคิดว่าหยุนลี่จงจะกล้าหาญสมคบคิดกับขุนนางและพ่อค้าฉ้อราษฎร์บังหลวง รวมไปถึงคร่าชีวิตผู้คนเพื่อแลกกับเงินหลังจากได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองไม่ถึงครึ่งปี
เขาเพียงต้องการรับผู้เฒ่าทั้งสองกลับมาดูแลและต้องการให้หยุนลี่จงสำนึกผิดก่อนกระทำความผิดมหันต์ แม้จะสูญเสียจวนและตำแหน่งเจ้าเมืองไป แม้จะถูกคุมขังเป็นเวลาสองปี แต่หลังจากได้รับอิสรภาพ หยุนลี่จงก็สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับครอบครัวได้
แต่ไม่คาดคิดว่า…
“ข้าจะไปต้มน้ำอุ่นมาให้พ่อของเจ้าล้างหน้าสักหน่อย” แม่นางเหลียนถอนหายใจก่อนลุกยืนขึ้นพลางส่งสายตาให้หยุนเชวี่ย
หยุนเชวี่ยพยักหน้ารับ เมื่อแม่นางเหลียนเดินออกไป นางจึงยกเก้าอี้ไปนั่งข้างหยุนลี่เต๋อพลางกระซิบว่า “ท่านพ่อ ท่านเคยคิดว่าลุงใหญ่และอาสามจะตำหนิท่านหรือไม่?”
ร่างกายของหยุนลี่เต๋อพลันแข็งทื่อเล็กน้อย
“หากผู้กระทำผิดสามารถหลบหนีโดยไม่ต้องได้รับโทษ ยังคงมีตำแหน่งใหญ่โต มีผู้คนแซ่ซ้องสรรเสริญ ใช้ชีวิตอยู่บนกองทรัพย์สมบัติ และไม่สนใจความเป็นตายของประชาชน ท่านพ่อคิดว่าโลกใบนี้จะเป็นเช่นไร?” หยุนเชวี่ยลุกยืนขึ้น “การตัดสินประหารมีชีวิตมีมาตั้งแต่ยุคโบราณ หากฆาตกรถูกปล่อยให้ลอยนวล แล้วบิดาที่สูญเสียลูกสาวจะสามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้อย่างไร?”
“…” หยุนลี่เต๋อเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวอย่างช้า ๆ
หยุนเชวี่ยยังคงเผยสีหน้าเรียบเฉยพลางรินชาแล้วส่งให้บิดา “ลุงใหญ่สมรู้ร่วมคิดกับพวกพ่อค้าไร้ยางอายและอันธพาลผู้คร่าชีวิตคนบริสุทธิ์ หากไม่ทำชั่ว เขาคงไม่ต้องจบชีวิตเช่นนี้… คนเลวย่อมได้รับผลกรรม เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของลุงใหญ่มิใช่ของท่านพ่อ หากเขายังไม่ได้รับโทษ ข้าก็ไม่รู้ว่าต้องมีอีกกี่ชีวิตที่ต้องถูกทำร้าย ชีวิตของผู้อื่นมิสำคัญเท่าชีวิตของลุงใหญ่หรือ?”
หยุนลี่เต๋อจ้องมองหยุนเชวี่ยขณะขยับริมฝีปากคล้ายต้องการกล่าวบางอย่าง
เสียงฝีเท้าของแม่นางเหลียนดังมาจากอีกฝั่งของประตู หยุนเชวี่ยจึงลดเสียงลง “ท่านพ่อ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของท่าน ลุงใหญ่เป็นผู้กระทำผิด เขาควรจะกลับใจตั้งแต่กดขี่ประชาชนและลงมือคร่าชีวิตผู้อื่นแล้ว”
หลังจากวันฌาปนกิจของผู้เฒ่าหยุน หยุนลี่เต๋อส่งจดหมายไปถึงหยุนชิ่วเอ๋อเพื่อบอกข่าวร้ายและขอให้นางกลับมาที่มณฑลอันผิงโดยด่วน
การแต่งงานของหยุนเยว่ถูกล้มเลิกไปแล้ว ทว่าแม่เฒ่าจูไม่ได้รู้สึกเสียใจเท่าไรนัก แม้ผู้เฒ่าหยุนจะเดินเหินไม่ได้ แต่นางยังคงพูดคุยกับเขาเพื่อคลายเหงาได้ ขณะที่ผู้เฒ่าหยุนยังมีชีวิตอยู่ แม่เฒ่าจูยังคงเกรงใจเขาจึงไม่ทำเรื่องโหดร้าย แต่ตอนนี้เขาจากไปแล้ว หญิงชราจึงไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด แม่เฒ่าจูจึงมีนิสัยโหดเหี้ยมมากขึ้นและก่นด่าลูกสะใภ้ทั้งสองบ่อยครั้งกว่าเดิม
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือขาของนางหายดีแล้ว
หยุนลี่เต๋อถูกเรียกตัวมาพบที่เรือนหลังเก่าของตระกูลหยุน แม่เฒ่าจูยืนถือไม้เดินอยู่ในลานเรือน คอยสังเกตแม่นางจ้าวที่กำลังให้ทำความสะอาดเล้าไก่และคอกหมู หากทำงานชักช้า นางก็จะถูกแม่เฒ่าเฆี่ยนตีอย่างโหดร้าย
“ท่านแม่” หยุนลี่เต๋อตะโกนเรียก “ท่านมีเรื่องจะคุยกับข้าหรือ? เข้าไปคุยกันข้างในเถิด”
แม่เฒ่าจูเผยสีหน้าบึ้งตึงพลางกลอกตาก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ตอนนี้นายท่านรองมีอำนาจเหนือผู้ใดแล้ว แม้แต่ข้าที่เป็นแม่ก็ตักเตือนอะไรเจ้าไม่ได้ เช่นนั้นข้าต้องคำนับเจ้าด้วยหรือไม่?”
สิ้นคำ หญิงชราก็ย่อเข่าลงเตรียมคำนับบุตรชาย หยุนลี่เต๋อเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปประคองนางอย่างรวดเร็ว “ท่านแม่ ท่านแม่จะทำอะไร? ท่านคือแม่ของข้า ท่านอยากให้ข้าอายุสั้นหรือ?”
แม่เฒ่าจูเผยสายตาเหยียดหยัน “เจ้ากลัวตายด้วยรึ? แต่ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังบีบบังคับให้ข้าออกไปขอทานได้ลงคอ?”
“ท่านพูดอะไร?” หยุนลี่เต๋อไม่เข้าใจว่ามารดาหมายความว่าอย่างไร เขาจึงเอ่ยถามนางอย่างระมัดระวัง เพราะต้องการช่วยเหลือด้วยใจจริง “ท่านแม่ ท่านต้องการอะไร?”
“ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากครอบครัวของเจ้า “เมื่อมาถึงห้องนอน แม่นางจ้าวก็นั่งลงบนเตียงก่อนเอนกายพิงหัวเตียงพลางเหลือบมองหยุนลี่เต๋อและถามว่า “เจ้าวางแผนชีวิตในภายภาคหน้าอย่างไรบ้าง?”
วางแผนอย่างไร?
หยุนลี่เต๋อตกตะลึงชั่วครู่ เขาเข้าใจทันทีว่ามารดาหมายถึงสิ่งใด บิดาของเขาตายจากไปแล้ว แม่เฒ่าจูเกรงว่าบุตรชายจะทอดทิ้งตน นางจึงอยากรู้แผนการของเขาและต้องการบีบบังคับให้ช่วยเหลือตน
หยุนลี่เต๋อครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนกล่าวออก “ท่านแม่ เหตุใดท่านแม่ถึงเรียกข้ามาที่นี่?”
หลังจากกล่าวเช่นนี้ หยุนลี่เต๋อก็รู้สึกผิดเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขาตกลงกับภรรยาและลูกสาวว่าหากมีเรื่องลำบากใจอันใดต้องปรึกษากันทุกครั้ง ถ้าตอนนี้เขาตัดสินใจรับหญิงชราไปดูแลโดยพลการ พวกนางทั้งสองคนคงโกรธเคืองเขาเป็นแน่
เขาพลันตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขณะกำลังครุ่นคิดข้อตกลงของครอบครัว เขาพลันได้ยินแม่เฒ่าจูแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ “เหตุใดข้าถึงเรียกเจ้ามาที่นี่? เจ้าสูงส่งเกินกว่าจะเดินทางมาที่นี่สินะ ข้าเป็นเพียงหญิงชราชอบเอาแต่ใจ ไม่ควรเรียกเจ้ามาตั้งแต่แรก เกรงว่าจะทำให้เจ้าเสียเวลาชีวิตแล้ว”
หยุนลี่เต๋อรู้ดีว่าแม่เฒ่าจูพยายามเอาเปรียบตนเช่นเคย เขาจึงข่มโทสะพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพื่อให้นางคล้อยตามมากที่สุด “ท่านแม่ ท่านใจเย็น ๆ แล้วฟังข้าก่อน…”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แม้เงินปันส่วนรายเดือนจะลดลงครึ่งหนึ่ง แต่เจ้าต้องส่งหมูสองตัว อีกทั้งไก่ และเป็ดมาให้ข้า” แม่เฒ่าจูโพล่งขึ้นก่อนที่หยุนลี่เต๋อจะกล่าวจบ
หยุนลี่เต๋อ “…”
“อะไร… มีปัญหารึ?” แม้เฒ่าจูเอ่ยอย่างเย็นชาขณะมองบุตรชายด้วยสายตาขุ่นเคือง
“มิใช่ ท่านแม่…”
“หึ…”
“ท่านแม่ เช่นนั้นท่านต้องการหมูตัวผู้หรือตัวเมีย?”
“เอาทั้งสองตัว” เมื่อแจ้งความประสงค์เสร็จสิ้น แม่เฒ่าจูก็กล่าวตัดพ้อดังเช่นที่ผ่านมา “หญิงเฒ่าเช่นข้าไม่สามารถพึ่งพาผู้ใดได้ ไม่นานคงต้องทนหิวจนตาย ลูกที่ข้าเบ่งคลอดออกมาก็ไร้ประโยชน์ มิสู้เลี้ยงหมูจะดีกว่า…”
ยามเที่ยง หยุนลี่เต๋อขับเกวียนไปส่งหมูตัวผู้และตัวเมีย รวมไปถึงไก่และเป็ดหลายสิบตัวให้แก่แม่เฒ่าจู หญิงชราจึงมอบหมายให้แม่นางจ้าวเป็นผู้ให้อาหารหมูและไก่ นอกจากนี้นางยังต้องทำความสะอาดคอกหมูและเล้าไก่เป็นประจำอีกด้วย
“ท่านแม่…” หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งเดือนร่างกายของแม่นางจ้าวผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ ใบหน้าที่เคยขาวผ่องก็กลับกลายเป็นสีเหลือง ทั้งยังมีริ้วรอยลึก นางยืนก้มหน้าอยู่ข้างหน้าแม่เฒ่าจูพลางกล่าวว่า “ข้านอนในคอกหมูไม่ได้ ท่านดูสิ…”
แม่เฒ่ายืนกอดอกอยู่ข้างคอกหมูขณะกล่าวตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง “เช่นนั้นเจ้าอยากนอนที่ใดเล่า? ห้องนอนปีกตะวันออก?”
“…” แม่นางจ้าวไม่กล้ากล่าวคำใด
“เจ้าคิดเช่นนั้นสินะ! เจ้าใหญ่ยังอยู่ในคุก! แต่เจ้ากลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านหลังใหญ่รึ?!” แม่เฒ่าจูพลันตวาดเสียงดัง “ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปกับนังเด็กเปรตทั้งสองคนหรอก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด เจ้าก็ยังคงมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นเสมอ!”
หยุนลี่เต๋อพยายามจะกล่าวโน้มน้าวใจมารดา ทว่าก่อนที่เขาจะกล่าวออก หญิงชราก็กล่าวตัดบทพลางเหลือบมองเขาด้วยสายตาเฉียบคม “ไป! กลับไปดูแลครอบครัวของเจ้าเสีย! อย่ามายุ่งวุ่นวายที่นี่!”
หยุนลี่เต๋อ “…”
ภายในเรือน
หยุนโม่ลังเลที่จะหนีออกจากบ้าน เนื่องจากความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น เขาใช้เงินทั้งหมดที่มีซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่จนหมด หากไม่ใช่เพราะอาหารที่ถูกจัดเลี้ยงในงานศพ เกรงว่าพวกเขาทุกคนคงอดตายไปแล้ว
เด็กหนุ่มถือตำราในมือแน่นขณะชั่งใจว่าตนควรไปที่สำนักเรียนใกล้ ๆ หมู่บ้านในเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นเพื่อของานทำแลกเงินดีหรือไม่ ทว่าเขากลับลังเลเนื่องจากตนทั้งยากจนและไม่มีผู้ใดคอยชี้แนะ…
ภายในอีกห้องหนึ่ง
“จานและแป้งทอดที่อยู่ใต้เตียงเริ่มส่งกลิ่นเหม็นหืนแล้ว พี่หยุนโม่ก็ถลุงเงินไปจนหมด นอกจากนี้อาชิ่วเอ๋อก็ยังไม่ตอบจดหมาย เราจะทำอย่างไรดี?” หยุนหรงเอามือเท้าเอวขณะเดินรอบเตียง
“ท่านปู่ตายแล้ว อาชิ่วเอ๋อต้องมาเคารพหลุมศพเขาแน่” หยุนเยว่เผยสีหน้าไร้อารมณ์ขณะมองจ้องมองน้องสาว เดิมทีนางคิดว่าตนสามารถหนีการแต่งงานกับชายชราบ้าตัณหาได้สำเร็จ แต่ชีวิตกลับไม่เป็นดั่งใจหวัง