ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 465 อาจารย์
ตอนที่ 465 อาจารย์
ตอนที่ 465 อาจารย์
“เมื่อไรอาชิ่วเอ๋อจะกลับมา? เราไม่เหลือเงินแม้แต่แดงเดียวแล้ว!” หยุนหรงจ้องมองหยุนเยว่อย่างร้อนรน “ตอนนี้พวกเราจะอดตายกันอยู่แล้ว ท่านมีความสุขหรือ?”
หยุนหรงกล่าวเสียงลอดไรฟัน “ต่อให้ต้องอดตาย ข้าก็จะไม่ยอมเป็นเมียน้อยของตาเฒ่าชูเด็ดขาด”
“หากท่านเอ่ยปากว่าจะไป พวกเขาคงห้ามไม่ได้ โชคร้ายยิ่งนัก!” เดิมทีหยุนหรงยังมีความหวังอันน้อยนิดว่าหากหยุนเยว่ได้รับความโปรดปรานจากนายท่านชู พวกนางคงมีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายขึ้นและสถานการณ์ทุกอย่างคงดีกว่านี้ หากผู้เฒ่าหยุนไม่ได้ตรอมใจตายในวันนั้น หยุนเยว่คงได้แต่งงานและตนคงไม่ต้องทนลำบากอีกต่อไป
หยุนเยว่ไม่รู้ว่าหยุนหรงกำลังคิดการอันใดอยู่? นางเหลือบมองน้องสาวอย่างเย็นชาพร้อมกล่าวเย้ยหยัน “อย่าผลักความผิดทั้งหมดมาที่ข้า หากเจ้าอยากสุขสบาย ไยไม่แต่งงานเป็นเมียน้อยเองเล่า?”
“ท่าน…” หยุนหรงจ้องเขม็งไปยังพี่สาว “ท่านเป็นพี่ ท่านทนเห็นท่านแม่ทุกข์ทรมานได้ลงคอหรือ?”
“ข้าทนไม่ได้ แต่ข้าก็ลำบากและจนปัญญาเช่นกัน” หยุนเยว่ถอนหายใจ “เจ้าอายุไม่น้อยแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะบอกให้ยายเฒ่าหาคู่ที่เหมาะสมให้เจ้าดีหรือไม่”
“…”
พวกนางสองคนพี่น้องโต้เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร หลังจากที่หยุนลี่เต๋อส่งหมูและสัตว์ปีกเสร็จแล้ว เขาไม่ได้มุ่งตรงกลับเรือน ทว่าเดินไปยังห้องของหยุนโม่
หยุนโม่เปิดประตูพลางกล่าวทักทายอย่างสับสน “ท่านอารอง”
หยุนลี่เต๋อยืนอยู่ข้างนอกห้องมองเห็นว่าบนโต๊ะริมหน้าต่างมีหนังสือวางเรียงราย อีกทั้งเก้าอี้ยังถูกดึงออกมา “ต้าหลาง เจ้ากำลังอ่านตำราอยู่หรือ?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หยุนโม่พยักหน้า “ข้าทิ้งพวกมันไว้ที่นี่ก่อนไปชิงหนิวน่ะขอรับ”
หยุนลี่เต๋อเดินเข้าไปในห้องก่อนลากเก้าอี้ออกมาและนั่งลง เขาต้องการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับหยุนโม่ แม้ตนไม่ใช่คนช่างพูดก็ตาม “เจ้ากำลังอ่านตำราเล่มไหนอยู่หรือ?”
“ข้ากำลังอ่าน ‘ ตำราล่วนอวี๋’ ‘สื่อจี้*’ และอีกหลายเล่มขอรับ” หยุนโม่ยืนอยู่ข้างหน้าหยุนลี่เต๋อด้วยท่าทีประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ความจริงแล้วตำราส่วนใหญ่ที่เขาครอบครองเป็นเพียงตำราความรู้และชีวประวัติอย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น
*สื่อจี้ คือตำราบันทึกประวัติศาสตร์
เคราะห์ดีที่หยุนลี่เต๋อไม่ชื่นชอบการอ่าน เขาจึงพยักหน้าและไม่เอ่ยถามอีก
อาและหลานชายหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งนั่ง อีกคนหนึ่งยืน ช่างห่างเหินราวกับไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน
“ต้าหลาง เจ้ากำลังจะจากไปแล้ว ต่อแต่นี้ไปเจ้าต้องพึ่งพาตนเอง” หยุนลี่เต๋อถูฝ่ามือเข้าด้วยกัน เขาช่างไม่มีความสามารถในการสร้างหัวข้อสนทนาเอาเสียเลย
“…” หยุนโม่ไม่ได้เอ่ยตอบ แต่เหลือบมองหยุนลี่เต๋อแวบหนึ่งก่อนก้มหน้าลง
“เจ้าวางแผนว่าอย่างไรบ้าง สามารถปรึกษาอารองได้ทุกเมื่อ” หลังจากหยุนลี่เต๋อกล่าวจบ หยุนโม่ก็เงยหน้ามองเขา ลูกกระเดือกกลิ้งขึ้นลง หลังจากเวลาผ่านไปชั่วครู่ ชายหนุ่มจึงกล่าวว่า “อารอง ข้า… ตั้งใจจะไปของานทำงานที่สำนักเรียนใกล้ ๆ หมู่บ้านในวันพรุ่งนี้”
“สำนักเรียน?”
“ขอรับ สำนักเรียนใกล้หมู่บ้าน” หยุนโม่กล่าวซ้ำ เขาคิดว่าหากจะทำงานสอนที่สำนักเรียนในเมือง อย่างน้อยตนจะต้องเป็นบัณฑิตผู้เก่งกาจ แต่หากเป็นสำนักเรียนในชนบท ขอเพียงคนผู้นั้นอ่านออกเขียนได้ก็เพียงพอแล้ว
หยุนลี่เต๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เป็นความคิดที่ดี พวกเขาต้องมีงานให้เจ้าทำแน่” ขณะพูด คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว หยุนลี่เต๋อต้องการกล่าวคำแนะนำอีกสองสามคำ แต่ก็ลังเลที่จะกล่าวออก
อาชีพอาจารย์เป็นงานที่ดีและมั่นคงเมื่อเทียบอาชีพชาวนาที่ต้องทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน อย่างน้อยก็ไม่ต้องทำงานท่ามกลางแสงแดดแผดเผา หากหยุนโม่ได้เป็นอาจารย์สังกัดสำนักเรียนในเมืองคงจะดีไม่น้อย ทว่าสำหรับสำนักเรียนในชนบท…
สำนักเรียนตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านต้นบัณฑิต ซึ่งได้รับความอุปถัมภ์ผู้เฒ่ากั๋วในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ สำนักเรียนแห่งนี้ถูกจัดขึ้นโดยไม่แสวงหาผลประโยชน์ ตระกูลเศรษฐีสามารถเข้ามาให้ความช่วยเหลือได้ตามความประสงค์ ขณะที่ลูกหลานครอบครัวยากจนสามารถร่ำเรียนที่นี่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถึงกระนั้นสำนักเรียนยังมีผู้เรียนจำนวนน้อย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายในการซื้อพู่กันและหมึกแล้ว เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือชาวนาส่วนใหญ่ไม่มีจิตสำนึกในการศึกษา
ทุกคนรู้ดีว่าการศึกษานั้นคือสิ่งที่ดี ผู้ที่มีการศึกษาสามารถสอบจอหงวนและเป็นขุนนางได้ ทว่าการศึกษาสำคัญเพียงใดต่อชาวนา? สำหรับพวกเขาแล้วมันเป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่ต้องสละทั้งเงินและเวลา มิสู้ทำงานหนักและเก็บเงินแต่งงานดีกว่า
หลังจากหยุนลี่เต๋อเดินออกไปจากห้อง หยุนหรงก็รีบออกจากห้องข้าง ๆ มาสอบถามหยุนโม่ทันที “ท่านพี่ อารองพูดอะไรกับท่านหรือ?”
“ไม่ได้พูดอะไรมากมาย” หยุนโม่ปิดหนังสือบนโต๊ะก่อนนำไปวางทับซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ “เขาเพียงถามข้าว่าวางแผนสำหรับอนาคตไว้อย่างไร”
“แล้วแผนของท่านคืออะไร?” หยุนหรงยืนอยู่ข้างหน้าประตูขณะเอามือเท้าเอวพลางมองสำรวจรอบห้อง “เงินของท่านหมดแล้วจริงหรือ? อารองมอบเงินให้ท่านหรือไม่?”
“ข้าใช้เงินหมดไปสองสามวันแล้ว” หยุนโม่มองน้องสาวด้วยสายตาสงสัยพลางกล่าวคำเบา “อารองไม่ได้มอบอะไรให้ข้าทั้งนั้น พรุ่งนี้ข้าจะเดินทางไปขอทำงานที่สำนักเรียนใกล้ ๆ หมู่บ้าน”
“ท่านจะไปแล้วหรือ?” หยุนหรงพลันเบิกตากว้าง “หากท่านจากไปแล้ว พวกเราจะทำอย่างไร?”
“ข้าอยู่ที่นี่ก็ช่วยอะไรไม่ได้” หยุนโม่เอ่ยเสียงเรียบขณะก้มหน้าทำความสะอาดโต๊ะอ่านหนังสือ “ข้าจะออกไปหางาน หากเก็บออมเงินได้จำนวนหนึ่งแล้ว ข้าจะกลับมารับพวกเจ้า”
“อาจารย์สอนตำราได้เงินตอบแทนน้อยนิด ท่านจะมีเงินเหลือเก็บออมหรือ” หยุนหรงเหน็บแนมก่อนถามอีกครั้งอย่างไม่พอใจ “อารองไม่ได้ให้เงินแก่ท่านจริง ๆ หรือ เช่นนั้นเขาบอกหรือไม่ว่าเราควรทำอย่างไร?”
“ไม่” หยุนโม่ส่ายศีรษะ “ข้าบอกเจ้าก่อนหน้านี้แล้วว่าหากปลูกข้าวในที่นาห้ามู่ ผลผลิตในปีหน้าจะเป็นของเราทั้งหมด แต่เจ้าปล่อยให้อาสะใภ้สามเป็นผู้ปลูกต้นกล้าและดูแลทุ่งนาเพียงผู้เดียวทุกวัน พวกเจ้า…”
เขายังกล่าวไม่ทันจบ หยุนหรงก็เปิดประตูเสียงดังและเดินจากไป
วันถัดมา หยุนโม่เก็บสัมภาระและออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่
เขามีรูปโฉมงดงาม ทั้งยังไม่เคยผ่านการทำงานหนักแม้แต่น้อย รูปร่างสูงชะลูด ผิวขาวผ่อง ร่างกายผอมบางเล็กน้อย เขาสวมเสื้อคลุมขนาดพอดีตัวส่งผลให้มีภาพลักษณ์อ่อนโยนสมกับเป็นบัณฑิตผู้ชื่นชอบการอ่านตำราและบทกวี
โชคดียิ่งนักที่บังเอิญพบกับชายชราผู้มีความคิดคร่ำครึที่เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ของสำนักเรียนแห่งนี้ ซึ่งผู้เฒ่าป่วยหนักจึงไม่สามารถสอนตำราได้ หยุนโม่พูดคุยต่อรองและถูกรับเข้าทำงานอย่างรวดเร็ว ทว่าเงินตอบแทนไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
สำนักเรียนตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา ด้านหน้าสำนักเรียนมีต้นฮวายต้นใหญ่ กำแพงเตี้ยถูกก่อไว้รอบด้าน นอกจากนี้ยังมีเรือนหลังใหญ่ตั้งอยู่ทั้งสี่ด้าน หลังหนึ่งสำหรับใช้เป็นสำนักเรียน หลังที่สองเป็นห้องพยาบาล หลังที่สามปลูกไว้เป็นโรงนอน ส่วนหลังที่สี่ถูกใช้เป็นโรงอาหาร
เนื่องสำนักเรียนไม่ได้เก็บค่าเล่าเรียน อีกทั้งเงินที่ได้รับจากผู้เฒ่ากั๋วมีจำกัด เหล่าอาจารย์จึงได้รับค่าตอบแทนเพียงสองร้อยเหรียญต่อเดือนเท่านั้น นอกจากนี้อาจารย์ยังต้องจ่ายเงินค่าอาหารทั้งสามมื้อเองเพื่อลดปัญหาเงินไม่เพียงพอ กล่าวได้ว่าสถานศึกษาแห่งนี้ยากจนยิ่งนัก
ถึงกระนั้นหยุนโม่ก็ยังสบายใจขึ้นราวกับหินก้อนใหญ่ถูกยกออกจากไหล่วางลงบนพื้น เขารีบเดินทางกลับเรือนทันที เมื่อกลับมาถึงห้อง เขาก็รีบเริ่มเก็บสัมภาระที่เหลืออย่างรวดเร็ว
แม่เฒ่าจูทราบข่าวว่าหลานชายถูกรับเป็นอาจารย์ในสำนักเรียน นางยืนเท้าเอวอยู่ในลานเรือนพลางตวาดเสียงดัง ขณะแม่นางจ้าวที่ยืนอยู่ด้านข้างเผยสีหน้ากังวลและไม่กล้าออกห่างจากหญิงชรา
“ไปให้พ้น ปีกกล้าขาแข็งแล้ว ถ้าคิดว่ามีความสามารถมากพอ เจ้าก็อย่าซมซานกลับมาหาข้าล่ะ ข้าเลี้ยงดูหมาไร้ประโยชน์เช่นเจ้ามานานหลายปีแล้ว ไปซะ ไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้…”
ท่ามกลางเสียงก่นด่าของแม่เฒ่าจู หยุนโม่เก็บสัมภาระของตนจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจ้องมองแม่นางจ้าวด้วยสายตายากอธิบายก่อนหันหลังจากไป