ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 466 มุ่งหน้าไปเมืองหลวง
ตอนที่ 466 มุ่งหน้าไปเมืองหลวง
ตอนที่ 466 มุ่งหน้าไปเมืองหลวง
“ต้าหลางเป็นอาจารย์ที่สำนักเรียนในหมู่บ้านต้นบัณฑิตจริงหรือ?” แม่นางเหลียนถาม
“อืม เขาออกเดินทางเมื่อเช้านี้”
“ดียิ่งนัก ในที่สุดเขาก็ใช้ความสามารถของตนเองให้เกิดประโยชน์ หลายปีมานี้เขาอ่านตำรามากมายจนเข้าใจถ่องแท้แล้ว”
“อืม” หยุนลี่เต๋อพยักหน้า
เมื่อครู่หยุนโม่มาหาหยุนลี่เต๋อและขอยืมเงินจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเขาต้องรอจนถึงเดือนหน้ากว่าจะได้เงินตอบแทนสองร้อยเหรียญจากสำนักเรียน หยุนลี่เต๋อปฏิเสธที่จะให้เขาหยิบยืมเงิน แต่ปันเมล็ดพืชและผักสำหรับรับประทานหนึ่งเดือนให้เขาประทังชีวิต อีกทั้งสั่งให้สืออีขับเกวียนล่อไปส่งหยุนโม่ ณ หมู่บ้านต้นบัณฑิต
แม่นางเหลียนยังคงกังวลเล็กน้อย “แต่ไหนแต่ไรเด็กคนนี้ไม่เคยระหกระเหินออกจากบ้าน ข้าไม่รู้ว่าเขาจะสามารถยืนด้วยลำแข้งตนเองได้หรือไม่”
“ทำไม่ได้ก็ต้องทำ เขาไม่สามารถพึ่งพาผู้อื่นไปตลอดชีวิต” หยุนลี่เต๋อกล่าว
แม่นางเหลียนถอนหายใจ
วันรุ่งขึ้นหลังจากหยุนโม่จากไป แม่นางจ้าวและลูกสาวทั้งสองคนต้องกินอาหารที่ซ่อนไว้ใต้เตียงเพื่อประทังชีวิต และในวันที่สามพวกนางก็ต้องทนหิวโหย เนื่องจากอาหารที่กักเก็บไว้หมดแล้ว
ไก่หลายตัววิ่งอยู่ในลานเรือน ขาหมูสามขาถูกห้อยบนผนังห้องครัว แม่เฒ่าจูเก็บข้าวและธัญพืชไว้ใต้เตียงในห้องนอนชั้นบน ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปลักขโมยได้ แม่นางจ้าวจึงกล่าวกับหยุนเยว่และหยุนหรงว่า “พวกเจ้าไปทำงานเสีย”
สองคนพี่น้องพลันรู้สึกไม่สบอารมณ์ พวกนางเคยเป็นถึงลูกสาวของท่านเจ้าเมือง มีคนรับใช้คอยปรนนิบัติและทำอาหารให้กินทุกมื้อ แต่ตอนนี้พวกนางกลับต้องทำงานหนัก มือเปื้อนโคลนตม ผู้ใดรู้เข้ามิหัวเราะจนท้องแข็งหรือ?
ทั้งสองคนก้มศีรษะมองปลายเท้าโดยไม่กล่าวคำ ไม่มีผู้ใดเต็มใจทำงาน
“ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เราฝากความหวังไว้ที่พ่อของเจ้าไม่ได้แล้ว ส่วนแม่ของเจ้าไม่มีผู้ใดให้พึ่งพาอีกต่อไป คนโฉดเหล่านั้นกำลังจับตามองว่าพวกเราจะอยู่หรือตาย” แม่นางจ้าวก้มลงหยิบจอบขึ้นมาพลางมองลูกสาวทั้งสองคนก่อนเดินออกจากลานเรือน
หลังจากถูกแม่เฒ่าจูทรมานมานานแรมเดือน แม่นางจ้าวก็ตระหนักว่าตนไม่ใช่สตรีผู้มากความสามารถ แล้วจะเป็นฮูหยินของเจ้าเมืองได้อย่างไร หากไม่อยากอดตาย นางต้องทำงานหนักมากขึ้น ตอนนี้ลูกชายก็ออกจากเรือนไปอีกคน แล้วนางสามารถพึ่งพาใครได้เล่า?
แม่เฒ่าจูนอนพักอยู่ในห้องนอนชั้นบน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า นางจึงลืมตาขึ้นก่อนเดินไปยังระเบียงพลางตะโกนเสียงดัง “อย่าคิดทำตัวเกียจคร้านเชียว หากวันนี้เจ้าไม่ได้ตักน้ำใส่โอ่ง ทำความสะอาดขี้เถ้าในเตา และไม่ได้ผ่าฟืน นั่นแสดงว่าเจ้าไม่อยากนอน!”
ใต้ชายคาปีกตะวันตก หยุนเยว่และหยุนหรงหันมองหน้ากันและกัน
“ทำอย่างไรดี?”
“ข้าไม่รู้”
“หรือว่า…”
หยุนเยว่เม้มริมฝีปากพลางหันหลังแล้วเดินกลับเข้าไปในเรือนโดยที่หยุนหรงยังกล่าวไม่จบ นางชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเดินตามพี่สาวและปิดประตู
“โหดร้ายจริง ๆ” หยุนหรงนั่งลงข้างเตียงพลางตัดพ้อ “พี่ใหญ่ทิ้งพวกเราไปใช้ชีวิตของตนเองแล้ว เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าท่านแม่และพวกเราต้องทนทุกข์เพียงใด”
หยุนเยว่ไม่กล่าวคำใด
“ตอนนี้ท่านคิดเสียใจหรือยัง? หากแต่งเข้าตระกูลชู ท่านจะหิวโซเช่นนี้หรือไม่?”
“…”
“ยายเฒ่าคนนี้โหดเหี้ยมกว่าผู้ใด นางต้องจงใจปล่อยให้เราอดตายแน่นอน!”
เดิมทีหยุนหรงจำใจจะออกไปทำงานกับแม่นางจ้าว ทว่าเมื่อเห็นหยุนเยว่เดินกลับเข้าไปในเรือน นางจึงเดินตามพี่สาว อย่างไรก็ตามตนมิใช่คนเดียวที่ต้องหิวโหย ฉะนั้นหยุนหรงจึงเชื่อว่าพี่สาวไม่มีวันทอดทิ้งตนแน่นอน
ทั้งสองคนเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องจนถึงรุ่งเช้าวันถัดมา
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น แม่นางเฉิน ซานหลาง และแม่นางจ้าวถูกเรียกให้ไปรับประทานอาหารเพียงสามคนเท่านั้น
แม่นางเฉินไม่มีเงินส่วนตัวไว้จับจ่าย หากไม่ทำนา นางก็ต้องทนหิว ส่วนซานหลางทนหิวโหยมาหลายวันแล้ว เขาจึงจำใจตามมารดาไปถางวัชพืชในนา ด้วยวิธีนี้แม้ไม่เต็มใจนัก แต่มันก็ทำให้เขาอิ่มท้อง
แม่นางจ้าวเป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับอาหารในวันนี้ นางทนเห็นลูกสาวสองคนต้องทนหิวโหยไม่ได้ สามคนแม่ลูกจึงแบ่งอาหารกันกินคนละน้อย ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถดับความหิวลงได้ พวกนางจึงมองจานเปล่าข้างหน้าด้วยใบหน้าเหยเก
สำหรับบุคคลที่ถูกบิดามารดาตามใจจนเคยชิน เมื่อถูกบังคับให้ทำงานแลกกับอาหาร พวกนางจึงหวังให้คนเหล่านั้นเห็นใจ และด้วยความทะนงตนที่สูงเสียดฟ้า เด็กสาวทั้งสองจึงวางตะเกียบลงก่อนด่าทอแม่ครัว
อีกด้านหนึ่ง แม่นางเหลียนยังคงมีความกังวล
“เมื่อวานข้าเห็นว่าพี่สะใภ้ใหญ่ไปทำงานในนา เงินของนางคงหมดแล้วกระมัง อาหารที่นำไปส่งก็เพียงพอต่อคนเดียว พวกนางสามคนต้องทนทุกข์ทรมานเป็นแน่”
“ข้าว่าท่านกังวลเกินไปแล้ว” แม่นางหลี่กล่าว “เด็กสองคนนั้นมีมือและเท้า ลูกคนสุดท้องของนางมีอายุมากกว่าเชวี่ยเอ๋อเพียงไม่กี่เดือนใช่หรือไม่? การที่พวกนางเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านนั้นคือสิ่งที่พวกนางเลือก หากวันใดทนหิวไม่ไหว เด็กทั้งสองคนคงต้องออกมาทำงานเป็นแน่”
แม้แม่นางเหลียนจะรู้เรื่องนั้นดี แต่ก็อดเป็นห่วงพี่สะใภ้และหลานสาวไม่ได้ นางต้องการช่วยเหลืออีกฝ่ายให้ได้รับความยุติธรรม เพื่อที่ตนจะได้รู้สึกสบายใจขึ้น
หลังจากเก็บตัวอยู่ในเรือนสองวัน หยุนเยว่และหยุนหรงก็ทนหิวไม่ไหวอีกต่อไป คนหนึ่งถือถังน้ำ อีกคนหนึ่งถือคราดเดินตามหลังแม่นางจ้าวไปยังทุ่งนา ซึ่งระหว่างทางทั้งสองต้องเผชิญกับสายตาของชาวบ้าน พวกนางจึงเดินก้มหน้าตลอดทาง
สามคนแม่ลูกมีฝ่าเท้าลีบเล็ก ทั้งยังสวมกระโปรงจึงส่งผลให้ทำงานไม่คล่องแคล่วนัก แม่นางเฉินจึงกล่าวเสียดสีว่าพวกนางไม่ได้มาทำงานแต่มาเต้นระบำสร้างความบันเทิง อีกทั้งทำตัวไร้ประโยชน์ไปวัน ๆ ไม่สมควรที่จะได้ส่วนแบ่งอาหาร
ในอดีต ขณะที่แม่นางจ้าวยังเป็นภรรยาบัณฑิต นางคิดว่าแม่นางเฉินเป็นคนเกียจคร้านไม่ยอมทำงาน พูดน้อย วัน ๆ เอาแต่ทำหน้าบึ้งตึง ยากที่จะเชื่อฟัง ทว่าตอนนี้โชคชะตาพลิกผัน แม่นางเฉินจึงฉวยโอกาสนี้ซ้ำเติมพี่สะใภ้
แม่นางเฉินพับแขนเสื้อและขากางเกงขึ้น เท้าทั้งสองข้างยืนบนพื้นโคลนอย่างมั่นคง นางจงใจกล่าวเสียงดังเพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นได้ยิน “พี่สะใภ้ใหญ่ ดูท่านสิ ท่านมิเคยดำนาปลูกข้าวหรือ? แล้วท่านเคยทำความสะอาดคอกหมูและให้อาหารหมูหรือไม่? หากไม่เต็มใจทำงานก็กลับบ้านไปพักเสีย จากนั้นก็นั่ง ๆ นอน ๆ รอคอยสาวใช้มาปรนนิบัติ…”
“ส่วนพวกเจ้าสองคน ไยจึงยืนเขย่งเท้าราวกับกำลังเหยียบมด? เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร? คุณหนูผู้สูงส่งผู้ที่กำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้รึ ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดยืนบนพื้นโคลนด้วยท่าทีเช่นนี้มาก่อน น่าเสียดายที่เจ้าไม่ใช่คุณหนูบนหอคอยงาช้างอีกต่อไปแล้ว! นี่ นังเด็กเปรต กล้าดีอย่างไรจ้องข้าเช่นนั้น? หากอยากโดนตีก็จ้องข้าอีกสิ!”
แม่นางจ้าวดึงรั้งลูกสาวเอาไว้ หยุนหรงหลับตาลงเพื่อข่มโทสะพลางขบกรามและถือถังตักน้ำในมือแน่น ขณะที่ใบหน้าขาวผ่องของหยุนเยว่แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวและสีแดง ในใจนางอยากจะขว้างคราดออกไปแล้วกลับเรือนให้รู้แล้วรู้รอด
หลังจากเวลาผ่านไปสี่ถึงห้าวัน คล้ายว่าพวกนางคุ้นชินกับการทำงานแล้ว แม่นางจ้าวกลายเป็นสาวชาวนาผู้เซื่องซึม นอกจากทำนาทุกวันแล้วนางยังคงต้องให้อาหารหมูและไก่ ผ่าฟืน ทำความสะอาดเตาไฟ รวมไปถึงซักเสื้อผ้า ส่วนหยุนเยว่และหยุนหรงไม่เหลือภาพลักษณ์ของคุณหนูแม้แต่น้อย เสื้อผ้าของพวกนางเปื้อนโคลน และเมื่อพบเจอผู้คน พวกนางก็มักจะก้มหน้างุดเสมอ
แต่มีสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือหยุนหรงมักจะถามคำถามเดิมทุกวันว่าเมื่อไรหยุนชิ่วเอ๋อจะกลับมาไว้อาลัยผู้เฒ่าเสียที?
คำถามนี้ทำให้จิตใจของหยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนว้าวุ่น เขาจึงรีบส่งจดหมายไปยังเมืองหลวงทันทีที่ว่างงาน ทว่าขณะนี้ผ่านไปยี่สิบเจ็ดวันแล้ว เหตุใดหยุนชิ่วเอ๋อถึงยังไม่กลับมาอีก ต่อให้ไม่สะดวกเดินทางหรือการเดินทางล่าช้ากว่ากำหนด อย่างน้อยนางก็ต้องส่งจดหมายมาแจ้งข่าวมิใช่หรือ? บิดาของนางตายตกไปแล้ว แต่กลับไม่มีแม้แต่จดหมายแสดงความเสียใจจากนาง เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หยุนลี่เต๋อยิ่งรู้สึกไม่สบายใจและกังวลว่าจะเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับน้องสาว เขาจึงหารือกับแม่นางเหลียนและตัดสินใจไปเยี่ยมนางที่เมืองหลวงด้วยตนเอง