ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 469 หยุนชิ่วเอ๋ออยู่ที่ใด
ตอนที่ 469 หยุนชิ่วเอ๋ออยู่ที่ใด
ตอนที่ 469 หยุนชิ่วเอ๋ออยู่ที่ใด
ขณะนี้อารมณ์ของคุณชายจางขุ่นมัวอย่างยิ่ง ใบหน้าของเขามืดมนยิ่งกว่าก้นหม้อเสียอีก ครั้นหยุนเชวี่ยเอ่ยถาม เขาก็เผยสีหน้าไม่ขุ่นเคืองพลางมองนางด้วยสายตาหงุดหงิดก่อนผลักนางให้พ้นทาง
อย่างไรเสียหยุนเชวี่ยก็ได้ข้อมูลสำคัญสองประการจากคำบอกเล่าของเขา
หยุนลี่จงได้ตำแหน่งเจ้าเมืองเพราะความช่วยเหลือจากตระกูลจาง อีกทั้งตระกูลจางยังรู้ความเคลื่อนไหวภายในครอบครัวของนาง แต่ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย
หยุนชิ่วเอ๋อ ‘ไม่ได้อาศัยอยู่ที่จวนตระกูลจางนานแล้ว’
“เป็นดังที่เสี่ยวเอ้อบอก ที่นี่คือจวนตระกูลจาง” หยุนเชวี่ยกล่าว “แต่ว่าเหตุใดคนรับใช้ถึงปฏิเสธท่านพ่อว่าไม่มีคนชื่อหยุนชิ่วเอ๋ออาศัยอยู่ที่นี่?”
“…” เมื่อได้ฟังสิ่งที่หยุนเชวี่ยถาม ใบหน้าของหยุนลี่เต๋อก็เคร่งเครียดยิ่งขึ้น
หยุนเชวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เช่นนั้นหมายความว่าตระกูลจางขับไล่หยุนชิ่วเอ๋อออกไปหรือ?”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง นางก็คงอยู่ตัวคนเดียวในเมืองหลวงและน่าจะส่งจดหมายไปถึงเรานานแล้ว” หยุนลี่เต๋อกำหมัดแน่น “เจ้าเข้าไปในรถม้าก่อน ประเดี๋ยวพ่อจะไปสอบถามอีกครั้ง”
ประตูเรือนตระกูลจางถูกเคาะอีกครั้ง เด็กรับใช้คนเดิมเปิดประตูออกดูผู้มาเยือน เมื่อเห็นว่าเป็นหยุนลี่เต๋อ เขาก็หันหลังกลับและเตรียมปิดประตู แต่หยุนลี่เต๋อมีไหวพริบ เขารีบหยิบเหรียญทองแดงออกมาจากถุงเงินพลางใช้มืออีกข้างขืนประตูไว้
หยุนเชวี่ยนั่งเท้าคางอยู่ข้างหน้าต่างรถม้าพลางมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่นานเด็กรับใช้คนนั้นก็กล่าวบางอย่างออกมาอย่างเหลืออด จากนั้นหยุนลี่เต๋อจึงรีบยัดเงินสองสามเหรียญใส่มือของเขาก่อนที่เด็กรับใช้จะเดินกลับเข้าไปในจวน
“ว่ากันว่าทุกอย่างในเมืองหลวงต้องใช้เงิน จุ๊ ๆ เห็นทีว่าจะเป็นเรื่องจริง” คนขับรถม้าถอนหายใจ “เพียงแค่เป็นคนรับใช้ของครอบครัวเศรษฐีก็สามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำสินะ?”
เพียงชั่วครู่หยุนเชวี่ยก็เห็นหญิงชรารูปร่างอ้วนดำเดินออกมา นางยืนเท้าเอวก่อนกล่าวเสียงดัง แต่หยุนเชวี่ยจับใจความได้เพียงคำว่า ‘คุณชาย’ ‘ฮูหยิน’ และ ‘เงิน’ เพียงเท่านั้น
ขณะพูดคุยกันอยู่นั้นหยุนลี่เต๋อก็ยังยืนกรานที่จะเข้าไปในจวน หญิงชราจึงเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง ซึ่งด้านหลังของนางมีชายหนุ่มหลายคนยืนอยู่ เพียงแค่นางโบกมือ คนเหล่านั้นก็กรูกันออกมาหมายจะจับตัวหยุนลี่เต๋อ
“ท่านพ่อ!” หยุนเชวี่ยตะโกน เพราะเกรงว่าบิดาจะได้รับอันตราย
ชายหนุ่มสองสามคนจับตัวหยุนลี่เต๋อก่อนผลักเขาออกจากประตูจวนตระกูลจาง จากนั้นหญิงชราก็ถ่มน้ำลายพลางก่นด่า “ถุย! รับเงินไปแล้ว ทั้งกอบโกยผลประโยชน์ตั้งมากมาย แต่ยังกล้ามาหลอกลวงผู้อื่นอีก หยุดถามหานางได้แล้ว! ไสหัวไปให้พ้น!”
ประตูจวนตระกูลจางถูกปิดลงอย่างแรง
หยุนเชวี่ยรีบเข้าไปประคองบิดา “ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้น?”
คล้ายว่าสติของหยุนลี่เต๋อยังคงหลุดลอย เขาเหลือบมองบุตรสาวขณะที่ขยับริมฝีปากกล่าวคำเบา “ไปที่โรงเตี๊ยมข้างหน้าเพื่อให้เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด”
“ท่านพ่อ…”
หยุนเชวี่ยจ้องมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตากังวลขณะพยายามสอบถามเขาอยู่หลายครั้ง เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยม เขาจึงยอมตอบ “ตระกูลจางบอกว่าพวกเขาซื้อตัวชิ่วเอ๋อมาเพื่อให้ปรนนิบัติคุณชายใหญ่ แต่คุณชายใหญ่เสียชีวิตไปเมื่อต้นปี ส่วนชิ่วเอ๋อ…”
“เกิดอะไรขึ้นกับอาชิ่วเอ๋อเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยรินชาให้บิดา
“ชิ่วเอ๋อหายตัวไป…”
“หายตัวไปที่ใด?”
“…” หยุนลี่เต๋อส่ายศีรษะพลางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “ลุงของเจ้าขายชิ่วเอ๋อในราคาห้าร้อยตำลึง และสาเหตุที่เขาได้เป็นเจ้าเมืองล้วนเป็นเพราะอิทธิพลของตระกูลจาง”
เขากำชับให้หยุนเชวี่ยพักอยู่ในโรงเตี๊ยมห้ามออกไปที่ใด ส่วนตนจะไปสอบถามที่เรือนตระกูลจางอย่างละเอียดอีกครั้ง ทว่าหยุนเชวี่ยห้ามและรั้งไม่ให้เขาไป
“ไม่ได้ผลหรอกเจ้าค่ะ ท่านพ่อต้องพาข้าไปด้วย เราไม่รู้จักเส้นทางในเมืองนี้ดีนัก ตระกูลจางมีอิทธิพลเพียงใดท่านก็ทราบดี อีกทั้งคุณชายและหญิงชราปากร้ายเพียงนั้น หากพวกเขาสั่งคนมาทำร้ายท่านพ่อจะทำอย่างไร?”
“พ่อจะอธิบายให้พวกเขาเข้าใจ”หยุนลี่เต๋อกล่าว “พ่อไม่ได้ขอเข้าพบคนในตระกูลพวกเขาเสียหน่อย พ่อแค่อยากถามว่าหยุนชิ่วเอ๋อหายตัวไปที่ใด”
“หากพวกเขาไม่เต็มใจจะบอก ท่านจะรู้ได้อย่างไร?” หยุนเชวี่ยยังคงดื้อดึงไม่ให้บิดาไปยังเรือนตระกูลจางเพียงลำพัง “ท่านพ่อรับปากท่านแม่ก่อนออกเดินทางว่าท่านจะพาข้าติดตามไปด้วยทุกที่ หากเกิดอะไรขึ้นกับท่านพ่อ ข้าจะกลับไปที่บ้านด้วยตัวคนเดียวได้อย่างไร!”
หยุนลี่เต๋อ “…”
“ตระกูลจางคิดว่าเรามาที่นี่เพื่อหลอกลวงพวกเขา ท่านอาจไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปในจวนด้วยซ้ำ” หยุนเชวี่ยกล่าว “อย่างไรเสียเราก็ต้องรู้ให้ได้ว่านางหายตัวไปที่ใด ไยท่านพ่อไม่กลับไปที่บ้านของเราแล้วส่งจดหมายประทับตรา ‘ผู้บังคับการทหารม้าอู่หลัว’ ที่องค์ฮ่องเต้พระราชทาน อย่างน้อยตระกูลจางก็ต้องเกรงใจตำแหน่งของท่านแน่นอน”
หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ
ประการแรกหยุนลี่เต๋อไม่วางใจให้ลูกสาวอยู่ที่โรงเตี๊ยมเพียงลำพัง เมืองหลวงมีผู้คนพลุกพล่าน นิสัยใจคอแตกต่างกันไป สามลัทธิเก้าอาชีพ หากจะทำการใดต้องไม่ประมาท ประการที่สองคือหยุนเชวี่ยพูดถูกว่าตนกำลังยั่วโมโหตระกูลจาง เช่นนั้นเขาต้องทำอย่างไรดี?
สองพ่อลูกเดินทางอย่างยากลำบากเพื่อมาที่เมืองหลวง ทว่าเมื่อมาถึงกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของหยุนชิ่วเอ๋อ พวกเขาคว้าน้ำเหลวจึงค้างแรมอยู่ที่นี่เพียงคืนเดียวและวางแผนเดินทางกลับในเช้าวันรุ่งขึ้น
หยุนลี่เต๋อและหยุนเชวี่ยเดินทางมาถึงหมู่บ้านไป๋ซีในวันเสียชีวิตวันที่ยี่สิบเอ็ดของผู้เฒ่าหยุน รถม้าจอดส่งทั้งสองคนบริเวณด้านหน้าหมู่บ้าน เสี่ยวส้วยเอ๋อที่กำลังนั่งยอง ๆ ทำความสะอาดปลาอยู่ข้างร้านอาหารเห็นพวกเขาเดินออกมาจากรถม้าจึงตะโกนเสียงดัง “ท่านลุงรองและพี่เชวี่ยเอ๋อกลับมาแล้ว!”
แม่นางเหลียนกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกมาต้อนรับสามีและลูกสาว เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าไม่มีวี่แววของหยุนชิ่วเอ๋อนางจึงเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “เหตุใดชิ่วเอ๋อถึงไม่กลับมาเล่า?”
สิ้นคำ นางก็สังเกตเห็นว่าหยุนลี่เต๋อมีสีหน้าไม่สู้ดีนักจึงเหลือบมองหยุนเชวี่ยอีกครั้ง
หยุนเชวี่ยคลื่นไส้อาเจียนตลอดทาง ตอนนี้ร่างกายของนางจึงสั่นสะท้านราวกับลูกวัว นางยกมือขึ้นโบกอย่างอ่อนแรงพร้อมกล่าวว่า “เรื่องมันยาวน่ะเจ้าค่ะ ข้าเหนื่อยยิ่งนัก เอาไว้ค่อยคุยกันตอนกลับถึงบ้านเถิด
“เจ้าดึงดันจะไป เจ้าก็ต้องรับผลที่ตามมาให้ได้” แม่นางเหลียนไม่ยอมใจอ่อน นางปัดปอยผมที่ตกลงบนหน้าผากของบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง จากนั้นจึงตะโกนบอกให้แม่นางหลี่รีบไปทำอาหารให้ทั้งสองคน
แม่นางหลี่รีบทำบะหมี่ซุปกระดูกชามใหญ่สองชาม ซึ่งแต่ละชามมีไข่ต้มสองฟองวางอยู่ด้านบน จากนั้นนำมาวางบนโต๊ะ กลิ่นของมันหอมกระจายไปทั่วบริเวณ หยุนเชวี่ยล้างหน้าล้างตา ถอดรองเท้า แล้วตรงปรี่เข้าไปนอนบนเตียงโดยไม่ขยับเขยื้อนไปที่ใด
“อาสะใภ้หลี่ทำบะหมี่มาให้เจ้า ลุกขึ้นมากินสักหน่อยเถิด”
“ข้าไม่หิว ข้าปวดหลัง…”
“สมควรแล้วล่ะ หากไม่เจ็บ เจ้าก็จะไม่จำสักที”
“ท่านแม่อย่าซ้ำเติมข้าสิเจ้าคะ…”
“อดทนแล้วทำตามที่แม่เจ้าบอกเถิด กินข้าวสักสองสามคำแล้วค่อยกลับไปนอน”
ด้วยไม่มีความอยากอาหารมากนัก หยุนเชวี่ยจึงจำใจยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ ก่อนเดินไปร่วมโต๊ะอาหารกับหยุนลี่เต๋อ คนหนึ่งเหน็ดเหนื่อย อีกคนหนึ่งไม่มีความอยากอาหารและไม่มีอารมณ์พูดคุยกับผู้ใด
“ชิ่วเอ๋ออยู่ที่ใด?” แม่นางเหลียนถามอีกครั้ง “นางไม่อยากกลับมาหรือ?”
“ไม่มีใครรู้ว่านางอยู่ที่ใด” หลังจากดื่มน้ำเปล่าไปครึ่งแก้ว ลำคอของหยุนเชวี่ยก็ชุ่มชื้นขึ้น จากนั้นนางจึงบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง ขณะที่แม่นางเหลียนขมวดคิ้วมุ่น
“พี่ใหญ่ขายชิ่วเอ๋อ?” แม่นางเหลียนถามด้วยความไม่เชื่อ “มิใช่เป็นการแต่งงานหรอกหรือ…”
“หญิงชราจากตระกูลจางบอกว่าชิ่วเอ๋อแต่งเป็นอนุภรรยาของคุณชายใหญ่” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ “คุณชายใหญ่สิ้นใจก่อนวันขึ้นปีใหม่ ตระกูลจางจึงขับไล่ชิ่วเอ๋อออกไป”
“…” แม่นางเหลียนกล่าวไม่ออกจึงได้แต่อ้าปากค้างด้วยความอึ้งงัน
หยุนลี่เต๋อลุกยืนขึ้น “ข้าต้องไปตามหาผู้เฒ่าหลี่เจิ้งแล้วเขียนจดหมายอีกฉบับ จากนั้นส่งไปยังตระกูลจางให้เร็วที่สุดเพื่อถามเบาะแสของชิ่วเอ๋อ”