ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 470 ตระกูลจางขับไล่ผู้คน
ตอนที่ 470 ตระกูลจางขับไล่ผู้คน
ตอนที่ 470 ตระกูลจางขับไล่ผู้คน
จดหมายถูกส่งตรงไปยังจวนตระกูลจางในนามของ ‘ผู้บังคับการทหารม้าอู่หลัว’ ที่ฮ่องเต้เป็นผู้แต่งตั้ง ถ้อยคำที่ใช้ในจดหมายนั้นสุภาพ ทว่าแฝงไปด้วยคำข่มขู่ให้บอกที่อยู่ของหยุนชิ่วเอ๋อ
ลำดับต่อมาหยุนลี่เต๋อและคนอื่น ๆ คงทำได้เพียงรอข่าวคราวจากตระกูลจาง
เมื่อได้ยินว่าหยุนลี่เต๋อและหยุนเฉี่ยวกลับมา แต่หยุนชิ่วเอ๋อไม่ได้กลับมาด้วย คนที่ไม่พอใจในเรื่องนี้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นหยุนหรง ความหวังที่นางจะออกจากมหาสมุทรแห่งความทุกข์ทรมานแห่งนี้เลือนหายไปในพริบตา
โทสะของหยุนหรงปะทุออกมาทันทีหลังจากความหวังพังทลาย นางสาปแช่งหยุนชิ่วเอ๋อด้วยความเกลียดชังและความรังเกียจ หลังจากก่นด่าจนหนำใจ นางก็ทรุดกายลงกับพื้นและเริ่มร่ำไห้
“พี่สาว พังหมดแล้ว เราต้องทนทุกข์อยู่ที่นี่ตลอดชีวิต เราจะทำอย่างไรดี…”
“เป็นเพราะท่านพ่อคนเดียว เขาไม่ใช่ขุนนางผู้ตงฉิน เป็นเพราะเขาทำชั่ว เราจึงพลอยรับผลกรรมไปด้วย…”
“เหตุใดชีวิตของข้าถึงตกต่ำเพียงนี้ ข้าไม่ทนแล้ว! ข้าจะไปตามหาพี่ใหญ่!”
หยุนหรงวิ่งร้องไห้ไปยังหมู่บ้านต้นบัณฑิตและบังเอิญพบหยุนโม่บริเวณทางเข้าสำนักเรียน นางร้องไห้คร่ำครวญบอกพี่ชายว่าตนไม่ขอกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกและจะอยู่กับเขาที่นี่
การกระทำนี้ทำให้หยุนโม่อับอายไม่น้อย
ประการแรกห้องพักมีเพียงห้องเดียว ซึ่งหยุนหรงเติบโตเป็นหญิงสาวแล้วจึงไม่เหมาะสมที่พี่ชายและน้องสาวจะพักอยู่ห้องเดียวกัน ประการที่สองเงินตอบแทนที่ได้ในหนึ่งเดือนเพียงพอสำหรับหยุนโม่เพียงผู้เดียว หากมีผู้อื่นมาอาศัยอยู่ด้วยคงต้องพากันอดอยากเป็นแน่
ขณะที่หยุนหรงมาถึงเขามีเพียงข้าวครึ่งหม้อ ผักดองที่แม่นางเหลียนแบ่งให้ และผักที่ปลูกโดยผู้เฒ่าผู้ดูแลสำนักเรียนแห่งนี้ ซึ่งเพียงพอสำหรับเขาในหนึ่งวัน
เมื่อหยุนหรงรับประทานอาหารเสร็จ นางก็วางชามและตะเกียบลงพลางใช้หลังมือเช็ดมุมปาก จากนั้นตำหนิฝีมือการทำอาหารของหยุนโม่ว่าไม่อร่อย ทั้งยังกล่าวว่าหยุนลี่เต๋อตระหนี่และไม่ยอมแบ่งอาหารให้ผู้ใด
หยุนโม่กล่าวขณะล้างชามและตะเกียบ “ประเดี๋ยวศิษย์กำลังจะมา เจ้ากลับไปก่อนเถอะ”
“เด็กพวกนั้นต้องอ่านตำรา ข้ามิได้รบกวนใครเสียหน่อย” หยุนหรงตอบ “ข้าไม่กลับไปเด็ดขาด ข้าเบื่อที่ต้องฟังยายเฒ่าด่าทอทุกวัน นับแต่นี้ไปข้าจะย้ายมาอยู่กับท่านที่นี่”
หยุนโม่พูดไม่ออก เขาเป็นคนเงียบขรึมและขี้ขลาดจึงไม่รู้จะผลักไสนางให้กลับเรือนด้วยวิธีใด เขาพ่นลมหายใจอย่างจนใจโดยไม่ได้กล่าวคำใด
หยุนหรงเป็นคนเจ้าเล่ห์ ตลอดสี่ห้าวันที่อาศัยอยู่กับหยุนโม่ นางเอาแต่กินตลอดเวลาและบางครั้งนางก็ตำหนิหยุนโม่ว่าเตียงที่เขามอบให้นางนอนนั้นแข็งจนปวดหลัง อีกทั้งเสียงอ่านตำราของเหล่าศิษย์ดังรบกวนนาง
อาหารที่หยุนโม่กักตุนไว้ร่อยหรอลงทุกวัน ด้วยความกังวลว่าอาหารจะไม่พอประทังชีวิต เขาจึงรับประทานอาหารในส่วนของตนให้น้อยลง ขณะที่หยุนหรงกระแนะกระแหนว่าเขาขี้เหนียวยิ่งกว่ายายเฒ่าพลางร้องไห้อย่างน่าสงสาร
เหล่าศิษย์บอกกับเขาว่าพวกตนบังเอิญเห็นหญิงสาวตะโกนโวยวายอยู่ในลานกว้าง หยุนโม่จึงอับอายอย่างมาก จนในที่สุดเขาก็หมดความอดทนจึงขอให้หยุนหรงกลับไปยังเรือนตระกูลหยุน ทว่านางไม่เชื่อฟังแต่กลับปรี่เข้าไปในห้องเรียนอย่างรวดเร็ว
เด็ก ๆ ที่มาเรียนที่นี่มีอายุเพียงเจ็ดแปดขวบและเพิ่งเข้ารับการศึกษาที่สำนักเรียนแห่งนี้ ไม่นานเรื่องที่หยุนหรงรบกวนการสอนก็แพร่สะพัดไปถึงหูของเหล่าผู้ปกครอง จากนั้นก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านและตระกูลกั๋วผู้อุปถัมภ์สำนักเรียน
คุณชายสามแห่งตระกูลกั๋วเดินทางมายังสำนักเรียนเพื่อให้หยุนโม่อธิบายเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น หยุนโม่ตอบเพียงหยุนหรงคือน้องสาวของตน แต่ไม่ได้เล่าถึงต้นสายปลายเหตุ คุณชายสามจึงตักเตือนว่าไม่ง่ายเลยกว่าลูกหลานของชาวนาจะถูกส่งมาร่ำเรียนตำรา ฉะนั้นเขาจึงขอให้หยุนโม่ทุ่มเทแรงกายและแรงใจสอนเด็ก ๆ เหล่านี้ให้ดีที่สุด
หยุนโม่พยักหน้าพร้อมตอบรับทราบ หลังจากที่คุณชายกั๋วเดินทางกลับ หยุนโม่ก็คิดทบทวนถึงเรื่องทุกอย่าง หลังเลิกเรียนเขาจึงบอกให้หยุนหรงกลับไปยังหมู่บ้านไป๋ซีซึ่งทำให้นางโกรธเคืองไม่น้อย ทว่าหยุนโม่ก็ยังบอกกล่าวน้องสาวอย่างใจเย็น
เมื่อแม่เฒ่าจูรู้ว่าหยุนลี่เต๋อเดินทางไปเมืองหลวง แต่ไม่ได้พาหยุนชิ่วเอ๋อกลับมาด้วย นางจึงสอบถามหยุนลี่เต๋อถึงความจริง ทว่าหยุนลี่เต๋ออธิบายเพียงไม่กี่คำ เพราะเกรงว่าหญิงชราจะกังวลจนป่วย แม่เฒ่าจูจึงเข้าใจผิดคิดว่าบุตรสาวได้ดีแล้วทิ้งบิดามารดาไม่ยอมเหลียวแล แม้แต่ตอนนี้บิดาสิ้นชีพไปแล้วก็ไม่ยอมมาเคารพหลุมศพ แม่เฒ่าจึงโกรธเคืองหยุนชิ่วเอ๋อไปหลายวันและเอาแต่ตะโกนว่าตนต้องการไปยังจวนตระกูลจางเพื่อสั่งสอนลูกอกตัญญู
สิบวันต่อมาจดหมายจากตระกูลถูกส่งมายังเรือนของหยุนลี่เต๋อ ทว่าในจดหมายไม่มีการตอบกลับ เขาไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไปจึงปรึกษากับแม่นางเหลียนว่าหากใช้วิธีส่งจดหมายไม่ได้ผล ตนจะปล่อยให้เรื่องเป็นเช่นนี้ไม่ได้คงต้องเดินทางไปเมืองหลวงอีกครั้ง
แม่นางเหลียนรู้สึกกังวลพลางกล่าวว่าตระกูลจางมีอิทธิพลยิ่งนัก หากหยุนลี่เต๋อยังยืนกรานที่จะสอบถามความจริง นางเกรงว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บ ขณะนั้นเสียงสุนัขเห่าก็ดังขึ้น แม่นางหลี่วิ่งหน้าตั้งเปิดประตูเรือนเข้ามาพลางตะโกน “พี่รอง พี่สะใภ้ มีคนมาตามหาพวกท่าน”
ขณะนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ความมืดมิดเข้าปกคลุมท้องฟ้า รถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ข้างหน้าเรือน ข้างรถม้ามีชายผู้หนึ่งสวมชุดคลุมยาวยืนอยู่ ซึ่งหยุนลี่เต๋อจำได้ว่าเขาคือพ่อบ้านของตระกูลจาง
“นายท่านหยุน รบกวนท่านแล้ว” ชายผู้นั้นประสานมือทำความเคารพ
เมื่อเห็นบุคคลที่คุ้นเคย หยุนลี่เต๋อก็ตกใจเล็กน้อย ไม่นานเขาก็ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวว่า “ข้าคือจางโหย่วไช่ พ่อบ้านตระกูลจางจากเมืองหลวงที่เคยเดินทางมาพบนายท่านเมื่อปีก่อนขอรับ”
“พ่อบ้านจาง ท่านรู้หรือไม่ว่าน้องสาวของข้าอยู่ที่ใด?” หยุนลี่เต๋อรู้สึกกังวลยิ่งนักจึงไม่ทันกล่าวตอบรับ จากนั้นรีบพูดต่อ “ข้าไปที่จวนตระกูลจางเมื่อไม่กี่วันก่อนและได้ยินมาว่านางถูกขับไล่ออกจากจวนตระกูลจาง เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
“นายท่านหยุน ไม่ต้องกังวล ข้านำนางมาส่งให้ท่านแล้วขอรับ” พ่อบ้านจางเบือนหน้าไปด้านข้างเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเป็นเชิงสั่งการ จากนั้นคนรับใช้สองคนก็เลิกผ้าม่านรถม้าขึ้นพลางลากคนผู้หนึ่งออกมา
“ชิ่วเอ๋อ!” แม่นางเหลียนตะโกนเสียงดังพลางปรี่เข้าไปประคองอีกฝ่าย หัวใจของนางเต้นไม่เป็นระส่ำเมื่อเห็นหน้าคนผู้นั้นอย่างชัดเจน
หญิงสาวผู้มีผิวขาวผ่องและเนียนนุ่มเช่นมวลผกาและหยกงามอยู่ที่ใด? เวลาผ่านไปเพียงครึ่งปี นางเปลี่ยนแปลงไปมากมายราวกับคนละคนเพียงนี้เชียวหรือ หญิงสาวที่มีท่าทางแปลกประหลาด ผมเผ้ายุ่งเหยิงมองมาที่แม่นางเหลียนด้วยแววตาหม่นหมอง
“นาง… นางเป็นอะไรไป?” เมื่อแม่นางเหลียนเดินเข้าไปใกล้จึงรู้สึกว่าหยุนชิ่วเอ๋อแปลกไปจากเดิม
พ่อบ้านจางไม่ได้ตอบ แต่กล่าวว่า “หลังจากได้รับจดหมายจากนายท่านหยุน นายท่านของข้าจึงมอบหมายให้ข้านำคนของท่านมาส่ง เนื่องจากคนผู้นี้ถูกขายไปให้แก่ตระกูลจางและตอนนี้พวกเราไม่ต้องการนางอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้นายท่านจางเห็นแก่หน้าของท่านจึงไม่อยากให้ทั้งสองตระกูลมีเรื่องหมองใจกัน” สิ้นคำ เขาจึงล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อก่อนส่งให้หยุนลี่เต๋อ “หากนายท่านหยุนต้องการคำอธิบาย นายท่านของข้าได้เขียนไว้ในจดหมายฉบับนี้ และตอนนี้พวกเราส่งคนของท่านกลับคืนแล้ว ในภายภาคหน้าทั้งสองตระกูลจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ อีก”
เมื่อพ่อบ้านจางและคนรับใช้ทั้งสองส่งหยุนชิ่วเอ๋อกลับมายังหมู่บ้านไป๋ซีเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เดินทางกลับอย่างรวดเร็ว ทางด้านหยุนชิ่วเอ๋อมีท่าทางคล้ายกับมึนเมาไม่ได้สติตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้นางกำลังงีบหลับอยู่
“เกิดอะไรขึ้นกับนาง?” แม่นางเหลียนนั่งลงข้างเตียง คิ้วของนางขมวดจนเป็นปมขณะมองดูร่างหญิงสาวที่นอนอยู่ “นางผล็อยหลับไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ แม้ข้าเรียกนางสองครั้ง แต่นางก็ยังไม่ตื่น แปลกยิ่งนัก เราเชิญหลี่หลางจงมาตรวจดูดีหรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อพยักหน้าพลางสั่งสืออีให้ไปเชิญหลี่หลางจง
“ท่านพ่อ ในจดหมายเขียนว่าหยุนชิ่วเอ๋อถูกลุงใหญ่ขายให้คุณชายใหญ่ตระกูลจาง แต่กว่านางเดินทางไปถึง คุณชายใหญ่ก็สิ้นใจไปก่อน…” หยุนเฉี่ยวกล่าว “ปกติเมื่อคุณชายใหญ่สิ้นใจ เหล่านางบำเรอที่ถูกซื้อตัวมาจะถูกตระกูลจางขับไล่ออกจากตระกูล แต่นายหญิงใหญ่มีเมตตา สงสารหยุนชิ่วเอ๋อที่ต้องเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวจึงอนุญาตให้นางอาศัยอยู่ในจวนได้ และตอนนี้พวกเราต้องการตัวของนางกลับ ดังนั้นพวกเขาจึงส่งตัวนางมาให้… ตระกูลจางมีสัญญาซื้อขายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและตราประทับของลุงใหญ่เป็นหลักฐาน หากไม่เชื่อ ท่านพ่อสามารถเดินทางไปพิสูจน์ได้…”