ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 471 ตั้งครรภ์
ตอนที่ 471 ตั้งครรภ์
ตอนที่ 471 ตั้งครรภ์
หยุนเชวี่ยแทบไม่เชื่อสายตาตนเองว่าหยุนลี่จงจะสูญสิ้นความเป็นมนุษย์ถึงขั้นขายน้องสาว ซึ่งสมควรแล้วที่เขาได้รับโทษประหาร
หยุนชิ่วเอ๋อเป็นหญิงสาวผู้เคราะห์ร้าย นางคิดว่าตนโชคดีและเป็นหญิงสาวที่มีความสุขที่สุด เพราะได้แต่งงานเข้าตระกูลเศรษฐี แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่านางกลับไม่มีความสุขแม้แต่วันเดียว เมื่อเดินทางไปถึงจวนตระกูลจาง คุณชายใหญ่ก็สิ้นชีพเสียก่อน ดังนั้นตระกูลจางจึงปฏิบัติต่อนางอย่างโหดร้าย
แม่นางเหลียนเร่งไฟในตะเกียงพลางถอนหายใจ “บาปกรรม ท่านบอกว่าพี่ใหญ่ต้องการมีชีวิตที่ดีใช่หรือไม่? เหตุใดเขาถึงกระหายการเป็นขุนนางเช่นนี้? พี่ใหญ่จะรู้หรือไม่ว่ามีผู้คนมากมายต้องเจ็บปวดเพราะความโลภของเขา!”
หยุนลี่เต๋อกำหมัดแน่นขณะมองจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะโดยไม่กล่าวคำใด
แม่นางหลี่เคาะประตูขณะยกอ่างน้ำใบเล็กบรรจุน้ำอุ่นเข้ามาในห้อง “พี่สะใภ้ เช็ดหน้าให้ชิ่วเอ๋อก่อนเถิด ข้าจะไปรอสืออีและหลี่หลางจงที่หน้าหมู่บ้าน ตอนนี้นางตื่นหรือยัง?”
แม่นางเหลียนรับอ่างน้ำพลางส่ายศีรษะ จากนั้นจุ่มผ้าสะอาดลงไปในน้ำก่อนบิดให้หมาดแล้วเช็ดฝุ่นที่เกาะบนใบหน้าและผมของหยุนชิ่วเอ๋อเบา ๆ จนสะอาด เมื่อถกแขนเสื้อของอีกฝ่ายเพื่อเช็ดตัว แม่นางเหลียนก็สังเกตเห็นรอยแดงสองรอยบนข้อมือของนาง
“พี่รอง ดูนี่สิ เกิดอะไรขึ้น?” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยความประหลาดใจ
หยุนเชวี่ยถือตะเกียงเข้าไปใกล้พลางมองสำรวจอย่างละเอียด “คล้ายกับว่านางถูกผู้ใดมัดไว้” จากนั้นนางจึงเลิกกระโปรงของหยุนชิ่วเอ๋อขึ้นและพบว่ามีรอยฟกช้ำสีแดงเข้มเหมือนกันสองรอยบนข้อเท้า
“ชิ่วเอ๋อถูกคนเหล่านั้นมัดไว้ตลอดทางหรือ?” แม่นางเหลียนงุนงง “แล้วเหตุใดนางถึงถูกมัดเล่า?”
สิ้นคำ นางก็ชะงักและนึกถึงสายตาหวาดกลัวของหยุนชิ่วเอ๋อเมื่อถูกชายสองคนนั้นลากลงมาจากรถม้าเมื่อครู่ มือทั้งสองที่กำลังบิดผ้าฝ้ายพลันหยุดชะงักทันที
“ชิ่วเอ๋อ นาง…” แม่นางเหลียนเม้มริมฝีปาก
“พวกเจ้าต้องเรียกข้ามากลางดึกทุกครั้งสินะ…” หลี่หลางจงเป็นคนปากร้ายแต่ใจดี เมื่อเห็นว่าประตูเรือนเปิดอ้าซ่าไว้ เขาจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปทันที
“หลี่หลางจง ท่านมาถึงแล้ว” แม่นางเหลียนรีบจัดแขนเสื้อและขากางเกงของหยุนชิ่วเอ๋อให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว จากนั้นผละไปยืนอยู่ด้านข้างพลางกล่าวว่า “เชิญท่านตรวจร่างกาย นางผล็อยหลับไป ข้าเรียกเท่าไรก็ไม่ตื่น เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่เจ้าคะ”
หลี่หลางจงเดินเข้าไปใกล้ร่างของหญิงสาวพลางมองอย่างละเอียด “นี่คือ…”
บุตรสาวของผู้เฒ่าหยุน เขาเคยพบเจอนางเมื่อก่อนหน้านี้ หยุนชิ่วเอ๋อเป็นคนฉลาด ทว่าอารมณ์ร้าย เหล่าชาวบ้านต่างร่ำลือกันว่านางแต่งงานกับคุณชายตระกูลเศรษฐี แต่เหตุใดถึงกลายเป็นเมียน้อยได้? เกิดอะไรขึ้น…
หลี่หลางจงหยิบหมอนสำหรับตรวจชีพจรออกมาจากกล่องเครื่องมือแพทย์วางไว้ใต้ข้อมือของหยุนชิ่วเอ๋อ จากนั้นจับชีพจรและขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัว “นี่…”
“เรื่องมันยาวขอรับ” หยุนลี่เต๋อตอบ “ท่านโปรดตรวจอาการของนางก่อนเถิด”
หลี่หลางจงไม่ถามต่อ เขาหยิบตะเกียงน้ำมันขึ้นส่องรอยฟกช้ำของนางแล้วตรวจชีพจรอีกครั้ง จากนั้นลูบเคราของตนด้วยมือข้างหนึ่งขณะขมวดคิ้วเล็กน้อย หลังจากนั้นไม่นานหลี่หลางจงก็ปล่อยมือจากข้อมือของหยุนลี่เอ๋อ ก่อนกล่าวคำหนึ่งที่ทำให้หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง
“ยินดีด้วย แม่นางผู้นี้กำลังตั้งครรภ์” หลี่หลางจงไม่รู้ว่าควรพูดคำว่า ‘ขอแสดงความยินดี’ ในสถานการณ์นี้ดีหรือไม่ เขาจึงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนพลางประสานมือ
“…”
“…”
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนหันมองกันและกัน
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง แม่นางเหลียนจึงกล่าวออก “หา? ตั้งครรภ์? เอ่อ… หลี่หลางจง…”
“ตรวจดูชีพจรแล้ว นางน่าจะมีอายุครรภ์ประมาณสี่ถึงห้าเดือน” หลี่หลางจงเห็นว่าบรรยากาศเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เขาจึงไม่อยากซักถามให้มากความและสั่งเพียงว่า “แม้ทารกในครรภ์จะไม่มีภาวะอันตราย แต่อย่างไรนางก็ต้องระวังตัวให้มาก และดูแลตนเองให้ดีขึ้น”
“…” แม่นางเหลียนพยักหน้าด้วยท่าทีเก้กัง
“เอ่อ ชิ่วเอ๋อ นาง…” หยุนลี่เต๋อยังคงรู้สึกสับสน
“ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ประเดี๋ยวข้าจะจัดยาหอมให้นาง หลังจากนอนพักสักครู่ นางก็จะฟื้นเอง” หลี่หลางจงไม่ถามต่อ เขาไม่ได้เขียนใบสั่งยาและจากไปทันทีที่เก็บเงินค่ารักษา
ภายในเรือน ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกกันมองกันไปมา ข้ามองเจ้า เจ้ามองข้า จากนั้นมองไปที่เตียงอย่างพร้อมเพรียง
แม่นางเหลียน “ชิ่วเอ๋อ… เด็กในท้องของชิ่วเอ๋อเป็นทายาทของตระกูลจางใช่หรือไม่?”
หยุนเชวี่ย “คุณชายใหญ่จางตายไปตั้งแต่วันที่นางแต่งงานมิใช่หรือ…”
แม่นางเหลียน “เช่นนั้น.. เช่นนั้นเป็นลูกของผู้ใด?”
หยุนเชวี่ย “หากเป็นทายาทของตระกูลจางจริง พวกเขาจะละทิ้งนางแล้วส่งกลับมาให้พวกเราหรือ?”
แม่นางเหลียน “เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรดี? เด็กในท้องเล่า?”
หญิงสาวถูกขับออกจากตระกูลของสามีก็เป็นเรื่องน่าตกใจพอที่เหล่าชาวบ้านจะนำไปนินทาแล้ว หนำซ้ำยังมีเด็กที่ไม่รู้ว่าเป็นลูกของใครอยู่ในท้องนางอีก ชาวบ้านต้องนำเรื่องของหยุนชิ่วเอ๋อไปนินทากันสนุกปากเป็นแน่
ทั้งสามคนวางตะเกียงน้ำมันไว้ตรงกลาง จากนั้นนั่งล้อมรอบโต๊ะจนถึงกลางดึก หยุนชิ่วเอ๋อก็ยังไม่ฟื้นคืนสติ หยุนเชวี่ยต้านทานความง่วงงุนไม่ไหวจึงนั่งสัปหงกจนหน้าผากแทบโขกกับโต๊ะ ส่วนแม่นางเหลียนหาวหวอดด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย
“พวกเจ้าสองคนกลับห้องไปเถิด ข้าจะเฝ้านางเอง” หยุนลี่เต๋อกล่าว “ส่วนที่เหลือเราค่อยคุยกันตอนที่ชิ่วเอ๋อตื่น”
“ท่านอย่าลำบากเลย พวกเราสองคนจะนอนเบียดกันที่นี่เอง ท่านไปนอนที่เตียงเก่าของเยี่ยนเอ๋อก่อนเถิด” แม่นางเหลียนลุกยืนขึ้น “ดูแล้วชิ่วเอ๋อคงหลับสบายตลอดทั้งคืน”
หยุนลี่เต๋อส่ายศีรษะ
สองแม่ลูกไม่กล่าวให้มากความ พวกนางเอนกายลงนอนบนเตียงของหยุนเชวี่ย จากนั้นแม่นางเหลียนจึงกล่าวออก “มีบางอย่างผิดปกติ ตอนที่อาชิ่วเอ๋อของเจ้าลงจากรถม้า แม่เห็นว่านางมีบางอย่างแปลกไป”
“หืม?”
“ครั้นเห็นพวกเรา สายตาของนางช่างห่างเหินราวกับไม่รู้จักกันมาก่อน…”
“…”
“บางทีแม่คงคิดมากไปเอง ตอนนั้นอาจเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่นางกินก็เป็นได้ คนตระกูลจางใจดำยิ่งนัก นางเป็นมนุษย์มิใช่สัตว์เดรัจฉานเสียหน่อย เหตุใดถึงให้นางกินยาประเภทนั้นเข้าไป…”
ไม่นานเสียงหายใจสม่ำเสมอก็ดังมาจากหมอนข้าง ๆ ขณะนี้หยุนเชวี่ยผล็อยหลับไปแล้ว
แม่นางเหลียนเอื้อมมือไปห่มผ้าให้ลูกสาว ขณะที่กำลังจะหลับตานอน จู่ ๆ นางก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากห้องโถงใหญ่ท่ามกลางความมืดมิด
หยุนเชวี่ยที่เพิ่งผล็อยหลับถูกเสียงร้องไห้ปลุกขึ้นมาอีกครั้ง นางพลันพึมพำด้วยความงัวเงียทันที “เกิดอะไรขึ้น? ท่านช่วยบอกให้นางหยุดร้องสักครู่ได้หรือไม่?”
“ชิ่วเอ๋อฟื้นแล้ว” แม่นางเหลียนยันกายลุกขึ้นนั่งพลางลูบศีรษะของลูกสาวพร้อมกระซิบบอกนาง “เจ้านอนต่อเถอะ แม่จะไปดูนางเอง”
หยุนเชวี่ยพลันขดตัวและซุกศีรษะไว้ใต้ผ้าห่ม จากนั้นผล็อยหลับไปดังเดิม
แม่นางเหลียนสวมเสื้อคลุม สวมรองเท้าผ้าแล้วเดินไปยังห้องโถงพร้อมตะเกียงในมือ ขณะกำลังเดินอยู่นั้น นางก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญที่บีบหัวใจยิ่งนัก เสียง ‘ปัง… ตึง..’ ดังออกมาจากห้องโถงอันมืดมิด
แม่นางเหลียนตกใจไม่น้อย นางก้าวเดินไปข้างหน้าสามก้าวอย่างไม่รอช้า ก่อนที่จะมองเห็นเหตุการณ์ข้างในห้องโถง ฉับพลันเงาร่างหนึ่งก็กระแทกเข้ากับใบหน้าของนางทำให้เซถอยหลังไปหลายก้าว
“ชิ่วเอ๋อ!” หยุนลี่เต๋อคำราม “หยุดนางไว้ อย่าปล่อยให้นางหนีไปได้!”
“เกิดอะไรขึ้น?” แม่นางเหลียนตกตะลึง หยุนชิ่วเอ๋อวิ่งออกจากลานเรือนเข้าไปยังภายในหมู่บ้าน เสียงกรีดร้องของนางเล็กแหลมราวกับมีคนใช้ตะปูขูดกระดานไม้ ท้องฟ้ามืดมิด เสียงครวญครางของหยุนชิ่วเอ๋อดังไปทั่วหมู่บ้าน
ต้าหวังรวมทั้งสุนัขในหมู่บ้านต่างส่งเสียง ‘โฮ่ง โฮ่ง’ กันเกรียวกราว หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนรีบวิ่งตามหยุนชิ่วเอ๋อออกไปอย่างร้อนรน ตะเกียงในเรือนที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณทางเข้าหมู่บ้านถูกจุดขึ้น ในขณะที่บางหลังเปิดประตูออกดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความสงสัย
เมื่อเงี่ยหูฟังอย่างระมัดระวังแล้ว ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของหญิงสาวมีคำว่า “ช่วยด้วย” ช่วยข้าด้วย” ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ชาวบ้านจึงเข้าใจว่าโจรบุกรุกเข้ามาในหมู่บ้าน พวกเขาจึงหยิบพลั่วและเสียมเป็นอาวุธ
“ใคร!” ชายร่างใหญ่คำรามเสียงดังภายใต้แสงจันทร์ “ใครกันกล้าที่กล้าวิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านของเรากลางดึก!” ก่อนที่ชายผู้นั้นจะพูดจบ เสียงที่คุ้นหูก็ดังขึ้น “พี่รองสวี! จับนางที!”
“เจ้ารอง?” ชายร่างใหญ่ชะงักไปชั่วครู่ เขาเห็นเพียงเงาร่างหนึ่งกรีดร้องขณะวิ่งไปยังแม่น้ำอย่างรวดเร็วราวกับลมกระโชกแรง
“ไม่ได้การล่ะ!” หยุนลี่เต๋อตะโกนขณะวิ่งตามหยุนชิ่วเอ๋อไม่ห่าง ส่วนแม่นางเหลียนวิ่งตามเขาพร้อมตะโกนว่า “ชิ่วเอ๋อ… ชิ่วเอ๋อ… ข้าคือพี่สะใภ้เจ้า อย่าวิ่งหนีสิ…”
ชาวบ้านที่ใช้เครื่องมือการเกษตรเป็นอาวุธไล่จับหัวขโมยต่างงุนงง
เกิดอะไรขึ้น?
หญิงสาวคนนั้นคือหยุนชิ่วเอ๋อ?
บุตรสาวของผู้เฒ่าหยุนแต่งานกับเศรษฐีแล้วย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงมิใช่หรือ?
“เจ้ารอง! เป็นเจ้ารอง!” ทันทีที่ชายร่างใหญ่ฟื้นคืนสติ เขาก็วางจอบลงพลางกล่าวว่า “ทุกคน หยุดผู้หญิงคนนั้นไว้!”
เหล่าชายฉกรรจ์ห้าใหญ่สามหนา[1] ต่างเข้าไปรุมล้อมเงาร่างสีดำให้อยู่ตรงกลางด้วยความสับสน จากนั้นใช้ประโยชน์จากแสงจันทร์มองสำรวจใบหน้าอันบิดเบี้ยว
นางคือหยุนชิ่วเอ๋อจริง ๆ
ร่างกายของนางสั่นสะท้านขณะกวาดสายตามองทุกคนด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นว่าไม่มีทางหนีพ้น จู่ ๆ นางก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า ตัวสั่นงันงกพร้อมร้องขอความเมตตาด้วยริมฝีปากอันสั่นเทา “อย่าตีข้า ได้โปรด อย่าตีข้า ข้าจะไม่วิ่งหนีอีกแล้ว…”
ทุกคนต่างตะลึงงัน
“แม่นางชิ่วเอ๋อ?” ชายชราผู้หนึ่งเดินเข้าไปประชิดตัวนางพลางยื่นมือเข้าช่วยหมายจะประคองให้ลุกยืนขึ้น แต่เมื่อหยุนชิ่วเอ๋อเห็นใบหน้าน่าเกรงขามของอีกฝ่ายก็ตะลีตะลานคลานไปข้างหลังอย่างรวดเร็วพร้อมกรีดร้องอีกครั้ง ทันใดนั้นนางก็เริ่มฉีกทึ้งเสื้อผ้าของตนเองจนร่างกายเปลือยเปล่า
หยุนชิ่วเอ๋อแต่งกายด้วยเสื้อคอจีนและกระโปรงยาวโดยไม่สวมชุดชั้นในของชาวจีน นางฉีกชุดที่ตนสวมใส่ออกเป็นสามสี่ชิ้นเผยให้เห็นหน้าท้องสีแดง รวมไปถึงหัวไหล่และลำคออันขาวผ่อง ซึ่งทำให้เหล่าชายฉกรรจ์ผู้ซื่อสัตย์ต้องกลืนน้ำลาย
“ชิ่วเอ๋อ! เกิดอะไรขึ้น!” แม่นางที่เพิ่งวิ่งมาถึงรีบใช้เสื้อผ้าของนางปกปิดร่างกายของ หยุนชิ่วเอ๋อ ขณะที่อีกฝ่ายกล่าวคำเดิมซ้ำไปมา “อย่าตีข้า ได้โปรด อย่าตีข้า…”
“ชิ่วเอ๋อ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรแล้ว ไม่มีใครตีเจ้าทั้งนั้น” แม่นางเหลียนลูบแผ่นหลังของ หยุนชิ่วเอ๋อเบา ๆ “เจ้ามองข้าสิ ข้าคือพี่สะใภ้รองของเจ้า ข้ากำลังจะพาเจ้ากลับบ้าน… ไม่ต้องกลัว กลับบ้านกันเถิด…”
หยุนชิ่วเอ๋อเงยหน้าขึ้นมองแม่นางเหลียนด้วยสายตาว่างเปล่า หลังจากจ้องมองครู่หนึ่ง ดวงตาของนางก็สั่นไหวเล็กน้อยราวกับว่าจำเรื่องราวบางอย่างได้ ทว่าร่างกายยังคงสั่นสะท้าน นางไม่ได้ดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมกอดก่อนลุกยืนขึ้นอย่างว่าง่าย
[1]ห้าใหญ่สามหนา หมายถึงคนที่รูปร่างใหญ่เทอะทะ อ้วนท้วม