ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 474 ตั้งครรภ์
ตอนที่ 474 ตั้งครรภ์
ตอนที่ 474 ตั้งครรภ์
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนต้องการปิดประตูให้มิดชิดสำหรับพูดคุยเรื่องนี้ เพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงของหยุนชิ่วเอ๋อ
สิ่งที่แม่เฒ่าจูคิดคือทั้งสองต้องมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์เป็นแน่ ถึงได้พยายามปิดบังเรื่องราวไม่ให้คนนอกรับรู้ ดังนั้นใบหน้าของนางยิ่งบิดเบี้ยวไม่น่ามองยิ่งกว่าเก่า เตรียมพร้อมที่จะดุด่าขึ้นมาอีกเมื่อใดก็ได้
“ท่านแม่ ท่านจิบชาก่อนเถิด แล้วฟังพี่รองอธิบายเรื่องทั้งหมดอย่างช้า ๆ” แม่นางเหลียนกล่าว
เมื่อมองไปยังถ้วยน้ำชาที่อีกฝ่ายยกมาให้ แม่เฒ่าจูกลับไม่ยอมปริปาก ทว่านางเฉินกลับโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม “ครอบครัวของท่านช่างมั่งคั่งเสียจริง ดื่มชาอย่างดีเป็นงานอดิเรก น่าอิจฉาเสียนี่กระไร!”
“โดยปกติแล้วบ้านเราไม่ดื่มชา ทว่าสิ่งนี้ได้รับมาจากเหล่าจินซึ่งนำกลับมาจากบ้านเกิดของเขา เขานึกถึงพี่รองจึงส่งชาบางส่วนมาให้ได้ลองชิม” แม่นางเหลียนกล่าว
ทันทีที่นางเฉินได้ยินดังนั้น ริมฝีปากของนางก็เชิดขึ้นพร้อมกล่าวเกินจริง “โอ้ ช่างน่าทึ่งไม่น้อย ชาวบ้านพากันมาประจบประแจงพี่รองแล้วหรือนี่ ตอนนี้พี่รองมีบารมีมากกว่าพี่ใหญ่เสียอีก!” ว่าแล้วก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบอึกใหญ่
“ระวัง…” แม่นางเหลียนยังไม่ทันกล่าวคำว่า ‘ร้อน’ ออกจากปากจนจบประโยค เห็นว่าใบหน้าของนางเฉินพลันบิดเบี้ยว ก่อนจะพ่นน้ำชาร้อน ๆ ทั้งหมดที่เพิ่งลิ้มรสออกมายกใหญ่ พร้อมหายใจหอบและกรีดร้องเพราะความร้อนที่ลวกลิ้น
แม่นางเหลียนอดรู้สึกขบขันไม่ได้
นางเฉินร้องตะโกนลั่น “สะใภ้รอง! จิตใจของเจ้าทำด้วยสิ่งใดกัน? จงใจทำให้ข้าสำลักจนตายหรอกรึ?!”
“ท่านแม่ ชิ่วเอ๋อ ถูกส่งกลับมาที่หมู่บ้านของเราโดยคนของครอบครัวจางเมื่อคืนนี้ ตอนนั้นเป็นเวลาดึกพอสมควรแล้ว อีกทั้งอาการของนางไม่สู้ดีนัก ข้าเกรงว่าท่านแม่จะพลอยกังวลใจ จึงไม่ทันได้แจ้งข่าวให้ท่านทราบในทันที คิดว่าวันนี้ควรปล่อยให้นางได้พักผ่อน…” ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าจูจะเอ่ยถามแทรก หยุนลี่เต๋อก็วางจดหมายฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ “นี่เป็นจดหมายจากตระกูลจาง”
แม่เฒ่าจูทำใบหน้ายืดยาว พลางเหลือบมองไปที่จดหมายฉบับนั้น “มันเขียนไว้ว่าอย่างไร?”
หยุนลี่เต๋อกวักมือเรียกหยุนเชวี่ย หยุนเชวี่ยจึงเดินเข้าไปเปิดจดหมายคลี่กางออก น้ำเสียงของนางราบเรียบ ออกเสียงอ่านตามตัวอักษรอย่างชัดถ้อยชัดคำโดยไม่เผยสีหน้าหรืออารมณ์ใด เมื่อฟังถึงครึ่งหนึ่งของเนื้อความในจดหมาย ใบหน้าของแม่เฒ่าจูพลันแปรเปลี่ยนเป็นคล้ำเข้ม
นางเฉินอ้าปากพะงาบคล้ายต้องการจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเหลือบมองไปทางแม่เฒ่าจูอีกครั้ง กลับไม่มีความกล้าที่จะพูดมันออกมา
จดหมายจากตระกูลจางนั้นไม่ยืดยาวมาก ใจความหลักกล่าวถึงสองสิ่ง ประการแรก คือหยุนชิ่วเอ๋อถูกซื้อตัวไปโดยพวกเขา และพวกเขาจะมอบผลประโยชน์ตามสมควรให้กับหยุนลี่จง ประการที่สอง คือการที่พวกเขาส่งตัวนางกลับมาให้ตระกูลหยุน เป็นเพราะเห็นแก่ใบหน้าของหยุนลี่เต๋อ และหวังว่าตระกูลหยุนจะสามารถดูแลนางได้
หลังจากอ่านจบ หยุนเชวี่ยเงยหน้าขึ้นเพื่อสังเกตท่าทีของแม่เฒ่าจู พบว่าแก้มซูบตอบของนางกระตุกเกร็งหลายครั้ง หลังจากนั้นครู่ใหญ่ นางจึงกล่าวอย่างตะกุกตะกัก “ข้าไม่รู้หนังสือ ไม่อาจรู้ว่านางเล่าความเท็จปรุงแต่งขึ้นมาหรือไม่”
“หากท่านไม่เชื่อข้า เช่นนั้นข้าจะไปเชิญหวังหลี่เจิ้ง” หยุนเชวี่ยกล่าวเบา ๆ
แม่เฒ่าจูหลุบตาลง “ถึงกระนั้นข้าก็ไม่อาจแน่ใจได้ ว่าจดหมายนี้เขียนขึ้นโดยคนของตระกูลจางจริงหรือไม่”
หยุนลี่เต๋อยืดหน้าอกขึ้นด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อี้ “ท่านแม่ ชิ่วเอ๋อเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของข้า เหตุใดท่านจึงเอาแต่คิดว่าพี่ชายเช่นข้าต้องการทำร้ายนางเล่า? หากข้ามีเจตนาทำร้ายนางจริง ต่อให้ตระกูลจางจะส่งตัวนางกลับมา ข้าจะไม่สนใจไยดีนางเลยก็ย่อมได้ คงไม่ดูแลนางเป็นอย่างดีเช่นนี้แน่”
แม่เฒ่าจูถึงขั้นโต้แย้งไม่ออก สะอึกนิ่งไปชั่วครู่ รู้สึกว่าคำกล่าวของอีกฝ่ายนั้นสมเหตุสมผล เพียงแต่ทิฐิที่ฝังแน่นอยู่ในนิสัยทำให้นางไม่อาจยอมจำนนได้ นางจึงจ้องเขม็งมองเขาอย่างดุเดือดพลางขึ้นเสียง “ดี! เจ้ารอง ตอนนี้เจ้าทั้งร่ำรวย ทั้งปีกกล้าขาแข็ง ข้าไม่อาจโต้เถียงเจ้าได้อีกต่อไป แล้วอย่างไรล่ะ? เจ้าจะถีบหัวส่งยายแก่ไร้ประโยชน์เช่นข้าออกไปจากเรือนของเจ้าด้วยหรือไม่?!”
ทันทีที่เผชิญกับอิริยาบถโวยวายเช่นนี้ สมองของหยุนลี่เต๋อพลันหยุดทำงานและส่งเสียงหึ่ง ๆ คำกล่าวที่ต้องการจะเอื้อนเอ่ยตื้นขึ้นมาจุกอยู่ตรงลำคอ ทำให้เขาไม่สามารถอธิบายอะไรต่อไปได้ ทั้งยังรู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นว่าเขานิ่งงันไป แม่เฒ่าจูก็ยิ่งได้ใจและมีพลังเหลือล้นขึ้นไปอีกระดับ นางทุบกำปั้นกระแทกกับโต๊ะเสียงดัง “ตาเฒ่าเอ๋ย ตาเฒ่า… เจ้าอุตส่าห์หมดเคราะห์หมดโศกทั้งที เหตุใดจึงไม่พาข้าไปด้วย ทิ้งข้าให้ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวเช่นนี้ หมดหนทางจะพึ่งพาผู้ใดได้อีก เจ้าให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยเหตุใด…”
แม่นางเหลียนต้องการเกลี้ยกล่อมให้นางสงบลง ทว่าไม่กล้าก้าวออกไปตรงหน้า ด้วยกลัวว่าความหวังดีของนางจะกลายเป็นเชื้อไฟที่ย้อนกลับเข้ามาทำร้ายตนเอง ทำได้เพียงมองไปยังหยุนลี่เต๋ออย่างจนปัญญา
หยุนลี่เต๋อสูดลมหายใจเข้าลึก “ท่านแม่ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะเบาะแว้งกัน เราควรพูดคุยกันด้วยดีได้หรือไม่?” สุ้มเสียงของเขาไม่ดังกังวาน ทว่าบาดลึกและทรงพลังไม่น้อย กอปรกับใบหน้าคล้ำเข้มของเขา สันกรามที่ขบแน่นจนปรากฏเป็นสันนูน รวมถึงกล้ามเนื้อข้างแก้มที่กระตุกเกร็งเป็นระยะ ทำให้อีกฝ่ายยอมเงียบกริบ ก่อนที่เขาจะกล่าวต่อไป “เมื่อวานนี้ข้าเชิญหลี่หลางจงให้มาตรวจดู เขากล่าวว่าชิ่วเอ๋อกำลังตั้งครรภ์ และครรภ์ที่ว่ามีอายุประมาณสี่ถึงห้าเดือนได้”
ทันทีที่เสียงของเขาเงียบลง แม่เฒ่าจูพลันตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น อวัยวะภายในช่องท้องเกิดความปั่นป่วน ไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้แม้เพียงคำหรือสองคำ ลมหายใจเข้าออกของนางกระชั้นขึ้น ก่อนจะเอนกายไปด้านหลังด้วยใบหน้ามืดครึ้ม
“ว่าอย่างไรนะ? นางตั้งครรภ์งั้นหรือ?” นางเฉินอดโพล่งออกมาไม่ได้ “แล้วเหตุใดตระกูลจางถึงต้องส่งตัวนางเธอกลับมาด้วย?”
ทันทีที่นางกล่าวเช่นนี้ สีหน้าของแม่เฒ่าจูยิ่งดูน่าเกลียดน่ากลัวขึ้นกว่าเก่า นางหันขวับกลับไปมองด้วยสายตาเชือดเฉือน ทำให้นางเฉินรีบหุบปากฉับพลัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนกล่าวผิดพลาดไปอย่างไร
บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบไปครู่หนึ่ง
หลังจากนิ่งเงียบกันไปพักใหญ่ แม่นางเหลียนจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่เจ้าคะ พี่รองและข้าต้องการปรึกษาหารือกับท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าควรจะจัดการอย่างไรต่อไป”
แม่เฒ่าจูเป็นหญิงชราชาวชนบทที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเดินวนเวียนไปมาอยู่แต่ในผืนที่ดินของนางเอง เมื่อประสบปัญหาใหญ่ไม่เคยต้องคิดคำนวณด้วยตนเองมาก่อน ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ซึ่งทุกคนรอให้นางเป็นผู้ตัดสินใจ นางกลับกลายเป็นประหนึ่งผู้ที่ดวงตามืดบอด
เมื่อมนุษย์ประสบกับความสูญเสียนับครั้งไม่ถ้วน พวกเขาย่อมสร้างเกราะกำบังทางจิตใจขึ้นในรูปแบบที่ตนคุ้นเคย แม่เฒ่าจูก็ไม่มีข้อยกเว้น นางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตบต้นขาตนฉาดใหญ่ ด่าทอหยุนลี่จงว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน กระทำสิ่งที่ไร้จิตสำนึกความเป็นมนุษย์ จากนั้นเริ่มสาปแช่งแม่นางจ้าวว่าเป็นดาวมรณะ นำภัยพิบัติมาสู่ครอบครัว แล้วกลับมาดุด่าหยุนชิ่วเอ๋ออีกครั้ง ที่ทำให้ผู้เป็นแม่เช่นนางและวงศ์ตระกูลต้องอับอายขายหน้า…
กล่าวโดยสรุปคือ นางดุด่าสมาชิกทุกคนในตระกูล แต่ไม่รู้ว่าควรจัดการกับเรื่องดังกล่าวอย่างไรดี
ท้ายที่สุดหยุนลี่เต๋อได้แต่ลูบใบหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “เที่ยงแล้ว พักกินอาหารกันก่อนเถิด”
เมื่อนางเฉินได้ยินดังนั้น จึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยครั้งแล้วครั้งเล่า “กินก่อนเถิด กินให้อิ่มท้องก่อน หลังจากนั้นค่อยพูดคุยธุระกัน”
นางเฉินอาศัยบารมีของแม่เฒ่าจู กินทั้งซาลาเปานึ่งและบะหมี่หมูตุ๋นอย่างอิ่มหนำ กินอย่างตะกละตะกลามจนคราบน้ำมันเยิ้มเต็มปาก เมื่อกินอิ่มแล้วก็หมายจะเอนกายลงเพื่อผล็อยหลับ ไร้ซึ่งความละอายใจใด ๆ
แม่นางเหลียนกลับผลักนางให้ลุกขึ้น “สะใภ้สาม ข้าเห็นว่าวันนี้ท่านแม่เหนื่อยล้ามากแล้ว เจ้าพานางกลับไปพักผ่อนที่เรือนเสียเถิด”
นางเฉินซึ่งกำลังจะเอนกายลงฟุบโต๊ะแล้วผล็อยหลับไปได้ยินเช่นนั้น จึงรีบเช็ดน้ำลายออกจากมุมปาก เหยียดเอวออกด้วยท่าทางเกียจคร้าน “ได้ วันนี้เราพักการหารือไว้ก่อน วันพรุ่งนี้ข้าจะพาท่านแม่มาเยี่ยมชิ่วเอ๋อที่นี่อีกครั้ง”
แม่นางเหลียนขมวดคิ้วทันที
“สะใภ้สาม” ขณะที่นางเฉินกำลังเดินออกไปตรงประตู หยุนลี่เต๋อกลับกำชับนางอย่างจริงจัง “อย่าได้พูดพล่ามไร้สาระเกี่ยวกับเรื่องภายในครอบครัวให้คนนอกรับรู้” จากนั้นเขาหันไปกล่าวกับแม่เฒ่าจูซือ “ท่านแม่อย่าได้กังวลไป ประเดี๋ยวอาการของชิ่วเอ๋อเริ่มดีขึ้นเมื่อไร ข้าจะให้นางกลับไปอยู่ที่เรือน”
หลังจากส่งคนออกจากเรือนไปแล้ว แม่นางเหลียนจึงถอนหายใจออก “เราควรเชิญหลี่หลางจงมาตรวจดูนางอีกครั้งหรือไม่?”
“ไม่ต้องรีบร้อน รอให้ชิ่วเอ๋อตื่นขึ้นก่อน ไม่แน่ว่าอาการของนางอาจดีขึ้น”
“เช่นนั้น… เรื่องเด็กในครรภ์ของนาง ควรเขียนจดหมายแจ้งให้ตระกูลจางทราบหรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อพยักหน้า
“ข้าจะเข้าไปที่ห้องนั้นเพื่อสังเกตการณ์เสียหน่อย นี่ก็เที่ยงแล้ว ชิ่วเอ๋อยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่นขึ้นมา”
แม่นางเหลียนคิดว่าหยุนซิ่วเอ๋อคงเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ อาจนอนหลับและยังไม่ตื่น ทว่าทันทีที่นางผลักประตูให้เปิดออก เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งห่อร่างตนเองด้วยผ้าห่มอย่างเงียบเชียบอยู่บนเตียง ดวงตาทั้งคู่เหม่อลอย ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่านางกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด
“ชิ่วเอ๋อ” แม่นางเหลียนร้องเรียกนางเบา ๆ ด้วยกลัวว่าหากทำให้นางตื่นตระหนกอีกครั้ง หลายคนคงไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้สงบลงได้
หยุนซิ่วเอ๋อเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาปรากฏความตกตะลึงใน ก่อนที่นัยน์ตาจะสับสนว่างเปล่าไปชั่วขณะหนึ่งราวกำลังมองคนแปลกหน้า ไม่นานหลังจากนั้น คล้ายว่าความทรงจำของนางจะชัดเจนขึ้นเล็กน้อย จึงเปล่งเสียงร้องเรียกออกมาทันที “พี่สะใภ้รอง?”