ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 475 ตระกูลหยุนประสบเคราะห์มหันต์
ตอนที่ 475 ตระกูลหยุนประสบเคราะห์มหันต์
ตอนที่ 475 ตระกูลหยุนประสบเคราะห์มหันต์
แม่นางเหลียนแต่งเข้าตระกูลหยุนมานานสิบกว่าปีแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางไม่เคยได้ยินน้องสาวสามีผู้มีนิสัยหยาบกระด้างเป็นนิจเรียกขานนางว่า ‘พี่สะใภ้’ เลยสักครั้ง นางจึงตกตะลึงนิ่งอยู่ตรงประตูห้องไม่ขยับเขยื้อน
“ชิ่วเอ๋อ? ตื่นแล้วหรือ?”
หยุนชิ่วเอ๋อพยายามกระชับผ้าห่มห่อร่างกายของตนไว้ให้แน่นหนาขึ้น ดวงตายังคงเหม่อลอยราวอยู่ในห้วงภวังค์ ร้องเรียกซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงคลุมเครือ “พี่สะใภ้รอง”
“อืม!” แม่นางเหลียนพยักหน้ารับทันที ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหานางก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง สังเกตท่าทางของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง พร้อมเอ่ยถาม “ชิ่วเอ๋อ เจ้าหิวหรือไม่? พี่สะใภ้รองจะได้ไปปรุงอาหารบางอย่างมาให้เจ้า”
หยุนชิ่วเอ๋อจ้องมองนางแวบหนึ่งก่อนก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็ว ขดขาเข้ามาอยู่ใต้ผ้าห่มอีกครั้งพร้อมเอ่ยตอบด้วยเสียงกระซิบ “อืม”
“เจ้าจงอยู่แต่ในห้องนี้ อย่าได้ออกไปไหน พี่สะใภ้รองจะรีบทำอาหารมาให้เจ้า” แม่นางเหลียนกำชับอย่างหนักแน่น ถึงกระนั้นยังไม่คลายความกังวล เมื่อนางออกไปจากห้องจึงหันมาแขวนกุญแจปิดประตูเอาไว้อย่างเงียบเชียบ ก่อนตรงไปหาหยุนลี่เต๋อที่กำลังจะออกไปหาบน้ำ “พี่รอง ชิ่วเอ๋อตื่นแล้ว!”
“ตื่นแล้วหรือ?”
“นางเรียกขานข้าว่า ‘พี่สะใภ้รอง’ อาการโดยรวมดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานนี้มาก”
หยุนลี่เต๋อวางถังน้ำในมือลง “ข้าจะไปดูนางหน่อย”
“นี่…” แม่นางเหลียนรีบคว้าแขนเขาไว้ “นางเพิ่งตื่น อย่าทำให้นางตกใจกลัวไปเลย ข้าจะไปหาอะไรมาให้นางกินเสียหน่อย ให้เชวี่ยเอ๋อเข้าไปดูแลนางไปพลาง ๆ ก่อน”
หยุนเชวี่ยกำลังนั่งยอง ๆ เพื่อป้อนอาหารต้าหวง ทันทีที่ได้ยินดังนั้นจึงปัดฝ่ามือพร้อมเงยหน้าขึ้น “ข้าจะเข้าไปดูนางเองเจ้าค่ะ”
“ดูแลนางอยู่ห่าง ๆ ก็พอ อย่าได้พูดจาไร้สาระเชียว” แม่นางเหลียนกล่าว
หยุนเชวี่ยเดินเข้าไปในห้อง ก่อนจะหันไปลงกลอนประตู จากนั้นค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหานางทีละก้าว เดินไปที่เตียงแล้วนั่งลง เรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ “อาชิ่วเอ๋อ”
ท่าทางของหยุนชิ่วเอ๋อเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ดวงตาเริ่มฉายความระแวดระวังพร้อมตั้งรับ
“ท่านจำข้าได้หรือไม่?”
หยุนชิ่วเอ๋อจ้องมองนางแต่ไม่กล่าวตอบคำใด
หยุนเชวี่ยโน้มตัวไปข้างหน้า หรี่ตามองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย รู้สึกว่าลึก ๆ แล้วหยุนชิ่วเอ๋อจดจำนางได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นศัตรูกันมาโดยตลอด นางกลัวว่าหยุนชิ่วเอ๋ออาจอาละวาดขึ้นมา ดังนั้นจึงย้ายไปนั่งอยู่ที่โต๊ะแทน
หญิงสาวนางหนึ่งซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มตรงมุมเตียง เด็กสาวอีกนางหนึ่งนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ต่างคนต่างสบตากันอยู่อย่างนั้น
“ท่านกลัวข้าหรือ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามด้วยความข้องใจ
ร่างกายของหยุนชิ่วเอ๋อสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ถึงแม้นางไม่ส่งเสียง แต่สังเกตจากรูปปากของนางแล้ว คงไม่พ้นเอ่ยคำว่า ‘นังเด็กแพศยา’
“ท่านไม่ควรกลัวข้า ข้าต่างหากที่ควรต้องกลัวท่าน” หยุนเชวี่ยรู้สึกผิดแปลกไปเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้ท่านเคยคว้าไม้กวาดไล่ทุบตีข้าด้วยซ้ำ เหตุใดท่านจึงต้องหวาดกลัวข้าด้วย?”
หยุนชิ่วเอ๋อนิ่งเงียบ ยังคงจ้องมองนางอยู่อย่างนั้น
ความทรงจำในอดีตกระจัดกระจายยากจะเรียบเรียง นางจดจำได้เพียงว่าเด็กหญิงตรงหน้ามักจะยั่วยุโทสะของนางอยู่เป็นนิจทุกคราวที่ต้องเผชิญหน้า ดังนั้นนางจึงตื่นตัวโดยสัญชาตญาณ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายตนอีกครั้ง
เมื่อมองเห็นท่าทางของนางที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ หยุนเชวี่ยจึงเลื่อนมือไปด้านหลัง ค่อย ๆ ลุกเดินไปตรงประตูก่อนดึงสลักกลอนให้เปิดออก หากหยุนชิ่วเอ๋อเสียสติขึ้นมาอีกหน ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าอาจเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ทันทีที่สลักกลอนประตูเปิดออก แม่นางหลียนก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมชามบะหมี่ในมือ ทันทีที่ผ่านเข้าประตูมา เห็นว่าทั้งสองเอาแต่จ้องตากันไปมาเช่นนั้น จึงเอ่ยถามหยุนเชวี่ยด้วยเสียงต่ำ “เกิดอะไรขึ้น?”
หยุนเชวี่ย “ข้าคิดว่านางไม่ต้องการพบหน้าข้าหรอก นางต้องการทุบตีข้าเสียมากกว่า”
“อย่าพูดจาเหลวไหล” แม่นางเหลียนวางชามบะหมี่บนโต๊ะแล้ว ก่อนหันไปเรียกด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ชิ่วเอ๋อ มาเถิด ลองชิมบะหมี่หมูตุ๋นดูสักคำเป็นไร”
ในที่สุดหยุนชิ่วเอ๋อก็เลิกก่อกำแพงป้องกันตนเอง เมื่อมองไปยังชามบะหมี่ ลูกกระเดือกกลางลำคอของนางก็ขยับขึ้นลงเพื่อกลืนน้ำลาย หลังจากลังเลครู่หนึ่ง จึงขยับเคลื่อนไปนั่งอยู่ด้านข้างเตียง
“วางผ้าห่มลงก่อนเถอะ” แม่นางเหลียนดึงผ้าห่มออกจากร่างนางเพียงแผ่วเบา ทันใดนั้นหยุนชิ่วเอ๋อรีบคว้าผ้าห่มไว้และห่อตัวให้แน่นหนาขึ้นกว่าเดิมทันที หวังให้ร่างกายทุกส่วนซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าห่ม โผล่พ้นออกมาเพียงศีรษะเท่านั้น
แม่นางเหลียน…
หยุนชิ่วเอ๋อลากผ้าห่มผืนใหญ่และยาวลงจากเตียง ดูแล้วไม่ต่างจากขุนเขาเคลื่อนที่ ก่อนนั่งตรงหน้าโต๊ะ เอื้อมมือออกไปหยิบตะเกียบ แล้วเริ่มคีบบะหมี่เข้าปากด้วยความกระหาย แต่แล้วก็เริ่มสำลักเพราะความร้อน
“ชิ่วเอ๋อ กินให้ช้าลงหน่อย หากยังไม่อิ่มสามารถเติมได้” แม่นางเหลียนกล่าวเตือนเมื่อเห็นนางทำซุปหกเลอะไปทั่ว
ราวกับว่าหยุนชิ่วเอ๋อไม่ได้ยินคำเตือนใดทั้งสิ้น นางแทบจะจุ่มทั้งใบหน้าลงไปในชาม ไม่นานนักนางกินทั้งบะหมี่และซดซุปในชามใบใหญ่จนหมดเกลี้ยง แล้วรีบปีนขึ้นไปนั่งขดอยู่บนเตียงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
“อิ่มแล้วหรือ?” แม่นางเหลียนเอ่ยถาม
นางพยักหน้า โดยที่คราบอาหารเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งใบหน้าและเส้นผม
“ท่านแม่มาเยี่ยมเยียนเจ้า เพิ่งกลับไปเมื่อครู่นี้เอง” แม่นางเหลียนกล่าว “ท่านแม่เป็นห่วงเจ้าไม่น้อย หากเจ้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว ไปอยู่ที่เรือนฝั่งโน้นดีหรือไม่? เจ้าเองก็คงต้องการพูดคุยกับท่านแม่เช่นเดียวกัน ว่าอย่างไร?”
นางไม่อาจดูแลหยุนชิ่วเอ๋อให้อยู่ที่นี่ตลอดเวลา ประการแรก นางและหยุนลี่เต๋อมีภาระงานรัดตัวเกินกว่าจะเจียดเวลามาดูแลนางโดยเฉพาะ ประการที่สอง เรือนหลังนี้มีผู้คนแปลกหน้าแวะเวียนเข้าออกตลอดเวลา ระหว่างตัวเรือนและร้านอาหารมีเพียงรั้วกั้นหน้าลานบ้านเท่านั้น หากนางเกิดอาละวาดดังเช่นเมื่อคืนที่ผ่านมาจะทำอย่างไร…
“ท่านแม่?” ดวงตาหยุนชิ่วเอ๋อกลอกไปมา
“ท่านแม่กำลังรอคอยให้เจ้ากลับไป” แม่นางเหลียนช่วยเช็ดปากให้นางด้วยผ้าเช็ดหน้า ก่อนลูบแผ่นหลังนางอย่างอ่อนโยน “เจ้าอยากกลับบ้านหรือไม่?”
หยุนชิ่วเอ๋อนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“เช่นนั้นเรามาล้างหน้าล้างตาเสียก่อนเถิด หวีผมเผ้า ชำระล้างร่างกายให้ดี แล้วกลับบ้านด้วยกัน”
แม่นางเหลียนวานให้เสี่ยวส้วยเอ๋อต้มหม้อน้ำร้อนใบใหญ่ไว้ให้พร้อม แล้วขอให้หยุนเชวี่ยไปหาเสื้อผ้าตัวเก่าของหยุนเยี่ยนมาสักชุดหนึ่ง ต้องการให้หยุนชิ่วเอ๋อชำระร่างกายให้สะอาดแล้วเปลี่ยนชุดเสียใหม่ ทว่าหยุนชิ่วเอ๋อกลับไม่ยอมให้ผู้อื่นดึงเอาผ้าห่มที่คลุมอยู่บนร่างกายของนางออกไป หนำซ้ำยังกรีดร้องลั่นอย่างควบคุมอารมณ์ไม่ได้
แม่นางเหลียนรีบเข้าไปเกลี้ยกล่อมทันที หลังปลอบประโลมกันอยู่พักใหญ่ หยุนชิ่วเอ๋อจึงเงียบเสียงลง ก่อนยอบตัวลงเป็นวัตถุทรงกลม และเอาแต่กล่าวถ้อยคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา เช่น ‘ช่วยด้วย’ ‘อย่าทำร้ายข้าเลย’ และ ‘กลับบ้าน’
แม่นางเหลียนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมผ่อนปรนครึ่งทาง ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดตามใบหน้า เรือนผม มือและเท้าให้พอสะอาด จากนั้นบรรจงหวีผมและจัดแต่งให้เป็นทรงมวยธรรมดา แล้วประคองนางออกจากประตูห้องทั้งที่ร่างกายยังห่อไว้ด้วยผ้าห่มอย่างแน่นหนา
ช่วงเที่ยง ตามหมู่บ้านมีชาวบ้านสัญจรไปมาไม่มากนัก แม่นางเหลียนอยู่เคียงข้างหยุนชิ่วเอ๋อขณะเดินกลับไปยังเรือนตระกูลหยุนตามเส้นทางในหมู่บ้าน โดยมีหยุนลี่เต๋อและหยุนเชวี่ยเดินตามหลัง
“ท่านพ่อ อาชิ่วเอ๋อยังจดจำท่านไม่ได้อีกหรือ?”
“ข้อนั้นพ่อเองก็ไม่รู้ แต่เมื่อนางเห็นพ่อ นางค่อนข้างหวาดกลัวมากทีเดียว”
บรรยากาศภายในหมู่บ้านยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาว ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่แปลกตาไปจากก่อนหน้ามากนัก ทว่าสำหรับหยุนชิ่วเอ๋อแล้ว ทุกสิ่งโดยรอบกลับดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลย
ระหว่างทาง ประตูลานบ้านของครอบครัวหนึ่งถูกผลักให้เปิดออกจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ไม่น่าเชื่อว่าเสียงธรรมดานี้จะทำให้นางตกใจกลัวจนสะดุ้งโหยงและรีบก้าวถอยหลัง แม้แต่สตรีที่เป็นผู้เปิดประตูก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
“นั่นหยุนชิ่วเอ๋อหรอกหรือ?” หญิงสาวได้ยินว่าลูกสาวคนเดียวของผู้เฒ่าหยุนกลับมาแล้ว ทั้งยังมีท่าทางราวคนเสียสติ จึงอดไม่ได้ที่จะเพ่งมองนางให้ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องจริงดังข่าวลือ คนสติสัมปชัญญะครบถ้วนที่ไหนบ้างห่อตัวด้วยผ้าห่มต่างเสื้อผ้าออกจากเรือน?
“สะใภ้ฉวน ข้ากำลังพาชิ่วเอ๋อกลับบ้าน” แม่นางเหลียนหันหน้าไปขยับตาให้อีกฝ่ายพร้อมโบกมือ
สตรีนางนั้นยืนนิ่งอยู่ตรงประตูลานบ้าน พร้อมตอบรับว่า “อ้อ” อย่างเข้าใจในทันที แต่คล้อยหลังพวกเขาไปเพียงไม่กี่ก้าว นางรีบหันกลับไปกระซิบกระซาบกับผู้คนในลานบ้าน “ดูนั่น ที่แท้ก็เป็นลูกสาวของผู้เฒ่าหยุนนั่นเอง ข้ากลัวว่านางจะกลายเป็นบ้าจริงดังข่าวลือเสียแล้ว…”
สมาชิกสี่หรือห้าในบ้านรีบผลักประตูให้เปิดออกพร้อมชะโงกหน้าออกไปมอง ก่อนจะหันกลับมาวิพากษ์วิจารณ์เสียงอื้ออึง “ขอข้าดูให้เห็นกับตาหน่อยเถอะ นางเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน? เหตุใดจึงห่อตัวด้วยผ้าห่มลายดอกไม้อย่างนั้นเล่า?”
“หรือนางสติฟั่นเฟือนไปแล้วจริง ๆ?”
“ตระกูลหยุนประสบเคราะห์มหันต์นัก คนหนึ่งก็เข้าคุก อีกคนก็มาเสียสติ”
“กรรมตามสนองคืนเสียมากกว่า เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าก่อนหน้านี้นางเคยวางตัวหยิ่งยโสโอหังเพียงใด คนผู้นี้เหยียดหยามพวกเรามาโดยตลอด ครั้นได้ดีก็ภาคภูมิเหมือนวัวลืมตีน ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้นับว่าสาสมแล้ว…”