ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 476 กลับบ้าน
ตอนที่ 476 กลับบ้าน
ตอนที่ 476 กลับบ้าน
หยุนเยว่และหยุนหรงชะโงกหน้ามองออกไปทางหน้าต่าง เพื่อดูหยุนชิ่วเอ๋อซึ่งมีท่าทางฟั่นเฟือนที่ถูกตระกูลจางส่งตัวกลับมา ด้วยสายตาฉายแววซับซ้อน
“นางเป็นบ้าไปแล้วจริงหรือนี่?” หยุนหรงยังไม่คลายสงสัย
การแสดงออกของหยุนเยว่กลับเย็นชา “เจ้าเห็นด้วยสองตาของตนเองก็ดีแล้ว ในเมื่อนางเป็นเช่นนี้ เจ้ายังจะคาดหวังในตัวนางอยู่หรือ?”
“ข้าเห็นแล้ว เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงเป็นเช่นนี้ไปเสียได้?” หยุนหรงเหม่อมองท้องฟ้า ในที่สุดหยุนชิ่วเอ๋อก็กลับมาดังที่นางตั้งความหวังไว้ เพียงแต่กลับมาในสภาพเสียสติ เรื่องนี้ทำให้จิตใจของนางรู้สึกหดหู่ยิ่งนัก “ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าดี ๆ จะสวมใส่ นี่หรือชะตากรรมของคนยากจน!”
แม่นางเหลียนประคองหยุนชิ่วเอ๋อขึ้นไปส่งที่ห้องชั้นบน ก่อนจะจัดที่จัดทางให้นางนั่งลง หยุนชิ่วเอ๋อนั่งลงบนเก้าอี้ เอียงคอมองแม่เฒ่าจู ก่อนกวาดสายตามองไปโดยรอบ แล้วก้มศีรษะลงราวกับนึกถึงเรื่องราวขึ้นได้บางอย่าง แต่ยังคงมีท่าทางระแวดระวัง
“ชิ่วเอ๋อ” แม่นางเหลียนก้มลงกระซิบข้างหูนาง “กลับถึงบ้านแล้ว เรียกนางว่าท่านแม่สิ”
“ท่านแม่” หยุนชิ่วเอ๋อเปล่งเสียงเรียกตามคำแนะนำนั้นด้วยความสับสน
ใบหน้าของแม่เฒ่าจู ที่เคยแสดงความเหี้ยมโหดอยู่เป็นนิจ กลับเผยสีหน้าแห่งความเศร้าโศกและทุกข์ใจยิ่ง นางค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ริมฝีปากสั่นระริก “ชิ่วเอ๋อ ชิ่วเอ๋อ… เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?”
หยุนชิ่วเอ๋อเงยหน้าขึ้น ครั้นเห็นบุคคลตรงหน้ายื่นมือออกมาพร้อมเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว นางกลับไม่ร้องตะโกนหรือหลบเลี่ยงแต่อย่างใด ปล่อยให้อีกฝ่ายกอดนางไว้ในอ้อมแขน หลังจากนั้นไม่นานสองแม่ลูกจึงเริ่มร้องไห้
ภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้แม่นางเหลียนผู้อ่อนไหวถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเช่นกัน
จากการสังเกตของหยุนเชวี่ย ในช่วงครึ่งวันที่ผ่านมา สภาพจิตใจของหยุนชิ่วเอ๋อในตอนนี้เริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว บางครั้งจดจำได้ แต่บางครั้งยังสับสน อีกทั้งภาวะอารมณ์ยังไม่คงที่ ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าสถานการณ์ใดจะทำให้นางคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก
เมื่อผู้เป็นแม่และลูกสาวเหน็ดเหนื่อยจากการร้องไห้ แม่นางเหลียนเข้าไปก็ปลอบโยนแม่เฒ่าจูอีกครั้ง อธิบายถึงเรื่องราวบางอย่าง และให้คำสัญญาว่าในอนาคต นางและหยุนลี่เต๋อจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องอาหารการกินให้กับนางมิได้ขาด แม่เฒ่าจูได้ยินดังนั้นจึงดึงปลายแขนเสื้อมาเช็ดหยดน้ำตาตรงมุมตาทันที
“วันนี้เจ้ากล่าวเช่นนี้ก็จริง แต่แค่เพียงลมปากของเจ้ายังไม่เพียงพอ เจ้าต้องเขียนเป็นหนังสือหลักฐานไว้ให้ข้าด้วย”
“หนังสือหลักฐาน?”
“เจ้าจะรับปากอย่างไรไม่สำคัญ หากยายแก่เช่นข้าไม่อยู่บนโลกนี้อีกต่อไป ป่านนั้นพวกเจ้าไม่ทอดทิ้งชิ่วเอ๋อหรอกหรือ?!”
“ท่านแม่ พี่รองเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของชิ่วเอ๋อ เขาจะเพิกเฉยต่อความเป็นอยู่ของนางได้อย่างไร…”
แม่เฒ่าจูแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “หึ!” ในลำคอ พลางเหลือบมองแม่นางเหลียนด้วยหางตา ก่อนจะกล่าวด้วยความโกรธเคือง “เจ้ารองเป็นลูกชายแท้ ๆ ของข้า ข้าย่อมเชื่อใจเขาด้วยสัญชาตญาณ แต่ข้าต้องการป้องกันไม่ให้เจ้าใช้เจตนาไม่ดีเป่าหูให้เขาหลงเชื่อ”
หยุนเชวี่ยกลอกตาทันควัน ตั้งท่าจะโต้เถียงกลับ แต่ถูกแม่นางเหลียนกดไหล่ของนางไว้เพื่อเป็นการห้ามปรามเสียก่อน จากนั้นจึงกล่าวโดยรักษาท่าทีสงบนิ่ง “หากท่านแม่ต้องการเช่นนั้น โปรดรออีกประมาณสองวัน ข้าจะไปเชิญหวังหลี่เจิ้งมาเป็นพยานในการร่างหนังสือเอกสารให้กับท่าน”
“ไม่ต้องรอถึงสองวัน ข้าจะรอจนถึงช่วงบ่ายของวันพรุ่งนี้” แม่เฒ่าจูปรายตามองหยุนเชวี่ยอีกครั้ง “ให้เจ้ารองและเด็กคนนี้มาที่นี่ด้วย”
แม่นางเหลียนพยักหน้ารับ ก่อนเดินออกจากห้องชั้นบนเพื่อไปพบกับหยุนหลี่เต๋อซึ่งรออยู่ด้านนอก “ท่านได้ยินหรือไม่?”
“ท่านแม่ของข้าชรามากแล้ว ชิ่วเอ๋อยังมาเป็นเช่นนี้อีก…” หยุนลี่เต๋อถูฝ่ามือไปมา มองไปยังใบหน้าของแม่นางเหลียน พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงแสดงความสำนึกผิดระคนประจบเล็กน้อย “ข้าทำให้เจ้าได้รับความคับข้องใจอีกครั้งแล้ว ทำให้เจ้าต้องแบกรับภาระมากขึ้น…”
“ข้าไม่ได้กล่าวโทษท่านเสียหน่อย” แม่นางเหลียนเหลือบมองเขาด้วยความจนปัญญา “หากท่านไปเชิญหวังหลี่เจิ้งมาที่นี่ จงนำสิ่งของบางอย่างติดไม้ติดมือไปด้วย ครอบครัวของเราเกิดเรื่องไม่รู้กี่หนต่อปี เดือดร้อนหวังหลี่เจิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า…”
หยุนเชวี่ยไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น แม้ก่อนหน้านี้หยุนชิ่วเอ๋อจะเคยมีนิสัยร้ายกาจเพียงใด ทว่านางไม่เคยกระทำอาชญากรรมเลวร้ายใหญ่โต การที่ชะตากรรมสุดท้ายของนางลงเอยเช่นนี้จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ดังนั้นนางจึงไม่ใส่ใจจะโกรธเคืองนางอีกต่อไป ถึงอย่างไรครอบครัวของนางก็ไม่เคยขาดแคลนเรื่องอาหารการกิน อีกทั้งคนเสียสติเช่นนางคงไม่สามารถแผลงฤทธิ์หรือก่อเรื่องใด ๆ ได้อีก
นางโกรธเคืองแม่เฒ่าจูมากกว่า หญิงชราผู้นั้นจงเกลียดจงชังแม่ของนางนักหนา ทั้ง ๆ ที่นางอุตส่าห์ดูแลเรื่องอาหารการกินดื่มให้ไม่ได้ขาดแม้แต่มื้อเดียวในแต่ละวัน แม้รู้อยู่แก่ใจแต่ยังคงแสดงความอาฆาตพยาบาทอย่างออกนอกหน้า
เมื่อเห็นว่าหยุนเชวี่ยเอาแต่ฮัมเพลงในลำคอไปตลอดทางโดยไม่กล่าวคำใด แม่นางเหลียนจึงเอื้อมมือดึงนางไปพูดคุยด้านข้าง พร้อมอธิบายด้วยความใจเย็น “ท่านย่าของเจ้าเองก็น่าสงสารไม้แพ้กัน ลุงใหญ่ อาสาม ท่านปู่ของเจ้า ไหนจะหยุนชิ่วเอ๋อก็มาประสบเคราะห์ไปเสียหมด… ตัวนางก็อายุมากแล้ว ในเมื่อครอบครัวกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง อารมณ์ของนางจะอยู่เหนือเหตุผลก็ไม่แปลก เจ้าคงแยกแยะได้ อย่าได้ถือโทษโกรธนางไปเลย…”
หยุนเชวี่ยคิดในใจว่าหากแม่เฒ่าจูรู้จักสำนึกผิดเสียบ้าง หรือล้มป่วยกลายเป็นอัมพาตเช่นเดียวกันกับผู้เฒ่าหยุน นางคงเต็มใจที่จะไม่ถือโทษโกรธเคืองดังที่ว่า แต่จนป่านนี้แล้วหญิงชรากลับยังไม่คิดกลับใจ ไม่ช้าก็เร็วนางคงคิดฆ่าตัวตายเพื่อที่ตนจะได้สัมผัสถึงความสงบสุขเสียที
บ่ายวันถัดมา หยุนลี่เต๋อถือตะขอหิ้วหมูสามชั้นคุณภาพเยี่ยมไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหอบโหลสุราหมักไว้ เพื่อเชิญหวังหลี่เจิ้งให้มาจัดการเรื่องดังกล่าว ขณะเดินไปยังไม่ทันถึงหน้าเรือน เขาได้ยินเสียงกรีดร้องแหบแห้งดังขึ้นจากบริเวณลานบ้าน
“เชวี่ยเอ๋อ คอยดูแลท่านหวังหลี่เจิ้งแทนพ่อทีเถิด” สองพอลูกสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หยุนลี่เต๋อจะวิ่งเข้าไปในบ้าน
“อาของเจ้าเป็นอย่างที่ชาวบ้านเล่าลือกันจริงหรือ? นางเสียสติไปแล้วรึ?” หวังหลี่เจิ้งอายุย่างเข้าแปดสิบปีแล้ว แม้ว่าเขาจะยังมีสุขภาพแข็งแรง แต่การเดินเหินย่อมไม่คล่องแคล่วว่องไวเหมือนชายวัยกลางคน เขาก้าวเดินอย่างช้า ๆ ตามหลังหยุนเชวี่ยพลางเอ่ยถาม
“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้แน่ชัด” หยุนเชวี่ยกล่าว “บางครั้งดูเหมือนอาการดีขึ้น ในที่สุดก็ทรุดลงอีก ท่านพ่อของข้าบอกว่าให้รอดูอาการต่อไปสองวัน แล้วค่อยเชิญให้ท่านหมอหลี่มาตรวจดู”
หวังหลี่เจิ้งพยักหน้า “เจ้ารองเป็นคนจิตใจดี ตระกูลหยุนควรต้องขอบคุณเขา”
หยุนเชวี่ยเบ้ริมฝีปาก “ข้ากลับคิดว่าเขาใจดีเกินไป ราวกับลูกพลับสุกนิ่มที่ถูกบีบ*”
* ลูกพลับสุกนิ่มที่ถูกบีบ = เป็นสำนวนเชิงเสียดสีว่าทำดีจนถูกผู้อื่นเอาเปรียบรังแก
“แม่สาวน้อย เจ้าอย่าได้ผันแปรไปตามอารมณ์ของผู้อื่นเลย” หวังหลี่ลูบเคราของตนอย่างเบามือพลางเปล่งเสียงหัวเราะ “ท่านย่าของเจ้าสับสน ทว่าคนในหมู่บ้านของเราไม่ได้สับสนเช่นนางเสียหน่อย ทุกคนต่างรู้เห็นอย่างชัดเจนว่าเนื้อแท้ท่านพ่อของเจ้าเป็นเช่นไร…”
หยุนเชวี่ยได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา “การเป็นคนดีไม่ง่ายเอาเสียเลย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ไม่เชิงเสียทีเดียว หากการเป็นคนดีง่ายดายนัก แล้วโลกนี้จะมีคนชั่วได้อย่างไร?”
หยุนเชวี่ยหันขวับไปมองชายชราที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใส “ข้าคิดว่าบางครั้งคำกล่าวของท่านก็สมเหตุสมผลไม่น้อย”
“เฮ้อ…” คิ้วสีเทาของหวังหลี่เจิ้งขมวดเข้าหากัน ดูเหมือนไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก “บางครั้งเท่านั้นเองหรือที่คำพูดของข้าฟังดูเข้าทีสำหรับเจ้า? แม่สาวน้อย เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว ย้อนกลับไปในสมัยบรรพบุรุษของข้า พวกเขาต่างเป็นวีรชนผู้ยิ่งใหญ่ หลายคนมีพรสวรรค์ในการปกครองแว่นแคว้น หากข้ามิได้เกิดผิดยุคสมัยแล้วละก็…”
หยุนเชวี่ยกลับมาสนใจผมหน้าม้าของตนเองต่อ ใช่… จากสิบประโยคที่ชายชราผู้นี้กล่าวออก สามประโยคเป็นคำสรรเสริญเฟิงสือยวิน สามประโยคเป็นการสรรเสริญเยินยอตนเอง อีกสามประโยคเป็นเรื่องไร้สาระ มีเพียงหนึ่งประโยคที่เหลือซึ่งพอจะสมเหตุสมผล
ขณะเดียวกัน ภายในบ้านตระกูลหยุนเต็มไปด้วยเสียงร้องเอะอะโวยวาย ชาวบ้านหลายคนที่กำลังแบกอุปกรณ์ทำเกษตรเตรียมกลับไปทำงานกลางทุ่ง ต่างหยุดชะงักฝีเท้าและกวาดสายตามองหาต้นทางของเสียงด้วยความสงสัย
ประตูลานบ้านถูกลงกลอนไว้จากด้านใน หยุนลี่เต๋อออกแรงทุบมันสองสามครั้ง ก่อนจะตะโกนเสียงดัง “ท่านแม่ ท่านแม่! เกิดอะไรขึ้นขอรับ?”
“ชิ่วเอ๋อเป็นบ้าไปแล้ว!”
“ข้าไม่สามารถทำให้นางสงบลงได้!”
“อ๊ะ! นี่! นางยังมีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องนะ! ข้าไม่กล้าออกแรงจับตัวนางไว้”
อีกฝั่งหนึ่งของประตู นางเฉินแหกปากร้องตะโกนสุดเสียง ส่วนแม่เฒ่าจูก็ด่าทอแทรกขึ้นมา “หุบปากซะ นังโง่! หากเจ้าพูดมากอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะตัดลิ้นเจ้าเสีย!”
“สะใภ้สาม รีบลงมาเปิดประตูเร็วเข้า” แม่นางเหลียนตะโกนกลับไปอย่างเป็นกังวล
เสียงฝีเท้าดังขึ้น พร้อมกับประตูหน้าลานบ้านที่เปิดกว้างออก ยังไม่ทันที่แม่นางเหลียนจะทันเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในลานบ้าน ร่างหนึ่งกลับพุ่งเข้ามากระแทกนางโดยแรง นางรีบก้าวเท้าไปข้างหน้าโดยสัญชาตญาณพร้อมยื่นมือออกไปกอดรัดอีกฝ่ายไว้
นางเฉินจับกรอบประตูไว้พลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง “โธ่ ให้ตายเถอะ เหตุใดคนบ้าเช่นนางถึงได้มีเรี่ยวแรงมหาศาลเพียงนี้?!”
หยุนชิ่วเอ๋อพยายามดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งเพื่อให้ตนเป็นอิสระ ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิง ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำ เสียงหวีดร้องโหยหวนยังไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลง ด้วยความที่นางกำลังตั้งครรภ์ ทำให้แม่นางเหลียนต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษไม่กล้าออกแรงมากนัก หยุนลี่เต๋อจับแขน ส่วนนางจับขาไว้ จากนั้นจึงอุ้มหยุนชิ่วเอ๋อกลับเข้าไปในบ้าน