ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 477 หนึ่งชีวิตมนุษย์
ตอนที่ 477 หนึ่งชีวิตมนุษย์
ตอนที่ 477 หนึ่งชีวิตมนุษย์
ทุกคนรีบเข้าไปในลานบ้าน พร้อมกับประตูลานบ้านที่ปิดลง ทว่าตอนนี้หลายครัวเรือนต่างได้ยินเสียงตะโกนไร้ยางอายของนางเฉินโดยทั่วกัน รวมถึงชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาก็ได้ยินอย่างชัดเจน
หยุนชิ่วเอ๋อมีเด็กอยู่ในท้อง!
ด้วยข่าวลือดังกล่าว เสียงซุบซิบนินทาของคนในหมู่บ้านก็อื้ออึงขึ้นมาอีกครั้ง
ใครคนหนึ่งคาดเดาด้วยความมั่นใจว่านางต้องอุ้มลูกของชายผู้อื่นเป็นแน่ มิฉะนั้นนางจะถูกครอบครัวฝั่งสามีส่งตัวกลับมาด้วยเหตุใดกัน
ใครอีกคนกล่าวว่า ดูจากท่าทางคลุ้มคลั่งของนางถึงขั้นฉีกเสื้อผ้าเปิดเปลือยเรือนร่างตนเองต่อหน้าผู้ชายนับเจ็ดถึงแปดคน คงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกหากนางจะสำส่อนจนไม่รู้ว่าพ่อของเด็กในท้องคือผู้ใด
บางคนกล่าวหาว่านางอาจตั้งท้องกับใครสักคนแต่แรก ทว่าไม่เปิดเผยความจริงเรื่องทารกในครรภ์ และสวมเขาให้กับตระกูลสามีให้รับเป็นพ่อของเด็กในท้อง แต่เมื่อความจริงปรากฏนางจึงถูกลงโทษทรมานจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ในสังคมสมัยศักดินาที่ยึดถือแนวคิดปิตาธิปไตย* หากบุรุษมีฐานะร่ำรวย การแต่งภรรยาสามคนและอนุภรรยาสี่คนถือเป็นธรรมดา แต่หากฝ่ายสตรีประพฤติตนอื้อฉาวมีสามีมากกว่าหนึ่ง จะถูกลงทัณฑ์และประจานอย่างร้ายแรง โทษหนักหน่วงที่สุดคือการโยนนางลงไปในคอกหมู ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่การฆ่าตัวตายของเผยเล่าอู่ในครั้งก่อน หรือการต้องโทษจำคุกของหยุนลี่จง ความโกลาหลในหมู่ผู้คนที่ทราบเรื่องก็ไม่อาจเทียบได้กับเหตุการณ์นี้
*ปิตาธิปไตย = เป็นระบบทางสังคมแบบหนึ่งซึ่งเพศชายเป็นผู้กุมอำนาจหลัก และอยู่เหนือเพศหญิงในหลาย ๆ ด้าน
เรือนหลังเก่าตระกูลหยุนปิดประตูลานบ้านไว้อย่างแน่นหนา หลังจากนั้นไม่นานหยุนชิ่วเอ๋อก็มีท่าทีสงบลงเล็กน้อย นางไม่ตะโกนหรือกรีดร้องอีกต่อไป เอาแต่นอนซุกตัวอยู่บนเตียงในห้องชั้นบน พร้อมใช้ผ้าห่มห่อร่างกายจรดศีรษะไว้แน่น
“ช่วงเที่ยงที่ผ่านมานางยังปกติดีอยู่เลย เหตุใดจู่ ๆ อาการจึงกำเริบขึ้นมาอีกได้?” แม่นางเหลียนดึงแขนนางเฉินออกมาสอบถามนอกห้องด้วยเสียงต่ำ
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่านางจะเกิดอาการคุ้มดีคุ้มร้ายขึ้นมาเมื่อไร?” นางเฉินกล่าว “ข้าต้องทำงานทั้งในบ้านและกลางทุ่งนา ซ้ำยังต้องคอยดูแลนางอีก เอวของข้าแทบจะเคล็ดอยู่แล้ว” ว่าแล้วนางก็แสร้งบิดเอวพร้อมเผยสีหน้าราวเหน็ดเหนื่อยเสียเต็มประดา
“เช่นนั้นวันนี้เจ้าก็หยุดพักสักวันหนึ่งเถิด” แม่นางเหลียนเสนอ นางคิดว่าในเมื่อวันนี้ยังต้องเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการ หากพักงานสักวันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่
นางเฉินบรรลุข้อแก้ตัวได้อีกครั้งเพื่อที่ตนจะมีโอกาสเกียจคร้าน ก่อนเผยรอยยิ้มพร้อมกล่าวต่อ “อีกอย่าง ข้าควรได้กินอาหารในปริมาณที่มากว่านี้สักหน่อย การดูแลนางไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนทำงานกลางทุ่งนาเลย คนอื่นหรือก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีเพียงข้าที่ต้องทนทุกข์ทรมาน”
“ชิ่วเอ๋อทำสิ่งใดบ้างในแต่ละวัน?” แม่นางเหลียนเปลี่ยนเรื่องถามไถ่โดยไม่แยแสคำโอดครวญของอีกฝ่าย
“นางทำสิ่งใดบ้างงั้นหรือ? นางจะมีปัญญาทำสิ่งใดได้อีก?” นางเฉินกล่าว “ทั้งวันเอาแต่นั่งอยู่บนเตียง ใช้ผ้าห่มห่อตัวไว้โดยไม่พูดอะไรสักคำ ถามไถ่เพียงนิดกลับคิดว่าตนเองจะถูกฆ่า กรีดร้องตะโกนขึ้นมาเสียอย่างนั้น…”
แม่นางเหลียนขมวดคิ้วทันที “เจ้าถามความใดจากนาง?”
นางเฉินนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมืออย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่ข้าที่ถามนาง เป็นท่านแม่ของเราต่างหากที่เอาแต่ถามไถ่นางอยู่ตลอดเวลา”
แม่นางเหลียน “ถามว่าอย่างไรบ้าง?”
“จะเป็นคำถามอื่นใดได้อีก” นางเฉินเอ่ยตอบด้วยความกระดากปากเล็กน้อย “ถามว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นพ่อของเด็กที่อยู่ในท้องของนาง? และเหตุใดตระกูลจางจึงไม่ต้องการตัวนางอีก? เค้นถามกันอยู่เป็นนานทว่าเปล่าประโยชน์ ส่วนข้าไม่ได้ถามอะไรนางเลย”
แม่นางเหลียน…
หยุนลี่เต๋อนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ เกรงว่าตนอาจทำให้หยุนชิ่วเอ๋อตกใจกลัว ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าขึ้นไปที่ห้องชั้นบน ได้แต่มองเข้าไปผ่านทางหน้าต่างที่เปิดอยู่เพียงครึ่ง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “อาการดีขึ้นแล้วหรือ? ท่านหวังหลี่เจิ้งยังรออยู่ด้านนอก”
“นางไม่สร้างปัญหาเพิ่มแล้ว” แม่นางเหลียนกล่าวตอบ “ข้าจะเข้าไปเรียกท่านแม่เดี๋ยวนี้”
หลังจากจัดการกับปัญหาภายในบ้านเสร็จสิ้น ในที่สุดหวังหลี่เจิ้งก็เข้ามาในเรือนในฐานะพยาน เฝ้าสังเกตการณ์หยุนลี่เต๋อ แม่นางเหลียน และหยุนเชวี่ยประทับลายมือของพวกเขาลงบนหนังสือหลักฐาน เนื้อหาเกี่ยวกับการครองชีพและอนาคตของหยุนชิ่วเอ๋อถูกเขียนไว้ในเอกสารนี้อย่างชัดเจน ครบถ้วน
เรื่องอาหารการกินดื่มของนางทั้งหมดนับจากนี้ จะถูกดูแลจัดสรรให้โดยครอบครัวของหยุนลี่เต๋อ ส่วนแม่เฒ่าจูยังขอให้เพิ่มไปอีกว่าหากภายภาคหน้านางสามารถเสาะหาสามีคนใหม่ให้กับหยุนชิ่วเอ๋อได้ หยุนลี่เต๋อจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าสินสอดทองหมั้นให้แก่นาง
หลังจากเสร็จสิ้นธุระแล้ว ใบหน้าของแม่เฒ่าจูก็ผ่องใสขึ้นกว่าเดิมมาก นางส่งหวังหลี่เจิ้งออกจากเรือนไป ก่อนเรียกหาแม่นางเหลียนให้ไปพบตามลำพัง
“ท่านแม่ ต้องการสั่งสิ่งใดหรือเจ้าคะ?” แม่นางเหลียนเอ่ยถามด้วยรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
“วันนี้บ่ายคล้อยแล้ว วันพรุ่งนี้เจ้าจงเข้าไปในตัวเมืองแต่เช้าตรู่แล้วเชิญหมอตำแยมาที่นี่” แม่เฒ่าจูสั่งด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย “เราไม่อาจเก็บเด็กในท้องของชิ่วเอ๋อไว้ได้ ดังนั้นข้าเห็นว่าควรกำจัดมันทิ้งไปเสีย ขณะที่อายุครรภ์ยังไม่มาก”
แม่นางเหลียนตื่นตระหนกยิ่ง น้ำเสียงของนางแปรเปลี่ยนไปในทันที “กำ… กำจัดทิ้งหรือเจ้าคะ? แต่ท่านแม่…”
“จะร้องเอะอะไปไยกัน?” แม่เฒ่าจูจ้องเขม็งมองนางอย่างใจร้อน “หากเจ้าไม่กำจัดมันทิ้ง จะปล่อยให้นางอุ้มท้องและคลอดเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้าออกมาขายหน้าผู้คนรึ? พึงระลึกไว้ว่าต้องเชิญท่านหมอมาให้ได้ อย่าให้นางต้องขายหน้าเพราะตั้งครรภ์เด็ดขาด”
แม่นางเหลียนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“กลับไปได้แล้ว มัวนั่งเซ่ออะไรอยู่ตรงนั้น? คอยให้ข้ามอบเงินจ้างเจ้างั้นรึ?” วันนี้แม่เฒ่าจูไม่มีกะจิตกะใจจะด่าทอนาง ทำเพียงถลึงตาใส่ ก่อนสะบัดหน้าเดินกลับเข้าไปในห้อง
แม่นางเหลียนยืนเหม่ออยู่ข้างกองฟืนครู่หนึ่ง กระทั่งหยุนเชวี่ยร้องเรียกจึงได้สติกลับคืน
ครั้นกลับมาที่เรือนตนเองแล้ว ยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง จึงเรียกทั้งหยุนหลี่เต๋อและหยุนเชวี่ยให้เข้าไปในห้องหลังกินอาหารมื้อเย็นเสร็จ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้ากังวลใจยิ่งพร้อมเอ่ยถาม “เราควรทำอย่างไรดี?”
“ทำแท้ง? แล้วจะทำอย่างไรล่ะ?” หยุนเชวี่ยไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้มาก่อน นางรู้เพียงว่าทารกในครรภ์ที่มีอายุสี่ถึงห้าเดือนนั้นมีรูปร่างเกือบจะสมบูรณ์แล้ว อีกทั้งการทำแท้งเป็นสิ่งที่อาจกระทำได้ในสมัยปัจจุบันที่มีเครื่องมือพร้อม แต่นี่เป็นสมัยโบราณที่การรักษาพยาบาลยังล้าหลัง แม้แต่โรคซางหาน*ยังสามารถคร่าชีวิตคนโดยไร้หนทางรักษา!
*โรคซางหาน ความหมายอย่างกว้างหมายถึงโรคใด ๆ ที่เกิดจากพิษภัยภายนอกทำให้มีไข้ ความหมายอย่างแคบหมายถึงโรคที่เกิดจากถูกพิษเย็น มีอาการสำคัญได้แก่ ไข้ ไม่มีเหงื่อ ปวดศีรษะ ชีพจรลอยแน่น
แม่นางเหลียนเหลือบมองนางแวบหนึ่งแต่ไม่ตอบกลับคำใด นางรอให้หยุนลี่เต๋อเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้ ทว่าหยุนลี่เต๋อผู้เป็นชายอกสามศอกซึ่งไม่รู้เรื่องซับซ้อนของสตรีก็ได้แต่เกาศีรษะ ด้วยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเช่นกัน
“ข้าลองไตร่ตรองเรื่องนี้อยู่นานทีเดียว จากสภาพของนางแล้วคงไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ ไม่ต้องกล่าวถึงการเลี้ยงดูจนกว่าเขาจะเติบใหญ่ พี่รอง ท่านคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?” แม่นางเหลียนเอ่ยถามอีกครั้ง
“เรื่องนี้… ข้าก็ไม่อาจตัดสินใจได้” หยุนลี่เต๋อรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย เขาลังเลไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวออก “หรือเราควรทำตามที่ท่านแม่สั่งไว้ ไปพบหมอตำแย วันพรุ่งนี้เจ้าต้องเข้าไปในเมืองเพื่อถามไถ่จากเขา ท่านหมอย่อมชำนาญทักษะเฉพาะทาง ต้องมีความรู้มากกว่าพวกเราเป็นแน่ และเขาจะไม่มีวันเพิกเฉยต่อชีวิตมนุษย์อย่างแน่นอน”
แม่นางเหลียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “นั่นคงเป็นหนทางเดียวที่พอจะจัดการได้” นางถอนหายใจพร้อมขมวดคิ้ว “ชิ่วเอ๋อ เด็กคนนี้ทำบาปใดกันจึงต้องมีชีวิตที่ทุกข์ทรมานเช่นนี้ เด็กที่อยู่ในท้องของนางก็ต้องประสบชะตากรรมอันขมขื่นไม่แพ้กัน…”
เมื่อคิดว่าถึงอย่างไรก็เป็นอีกหนึ่งชีวิตมนุษย์ แม่นางเหลียนผู้มีอารมณ์อ่อนไหวจึงไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เอาแต่นอนพลิกตัวไปมาอย่างกระสับกระส่ายตลอดทั้งคืน จนวันรุ่งขึ้นหยุนเชวี่ยจึงเดินทางเข้าเมืองไปพร้อมกันกับนาง
ระหว่างทางไปยังตัวเมือง นางได้แต่กล่าวพึมพำไปเรื่อยเปื่อย อ้อนวอนต่อเทพเซียนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดด้วยความเคารพศรัทธา บอกกล่าวว่านางจะแวะไปยังวัดเฉิงหวงในภายหลัง เพื่อขอพรให้ชีวิตของหยุนชิ่วเอ๋อสงบร่มเย็น
“หากดื่มยาจะเป็นอย่างไร?” หยุนเชวี่ยโพล่งถามด้วยความสงสัย
แม่นางเหลียน “ว่าอย่างไรนะ?”
“หากต้องการกำจัดทารกในครรภ์ของอาชิ่วเอ๋อ สามารถดื่มยาขับเลือด หรือใช้ผ้ารัดหน้าท้องไว้ได้หรือไม่?” จากความทรงจำของหยุนเชวี่ย ในภาพยนตร์ย้อนยุคที่นักแสดงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสมัยโบราณเหล่านั้นก็มีบทที่ต้องเล่นเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้โดยใช้วิธีดังกล่าว ซึ่งต้องแลกกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและการเสียเลือดเป็นจำนวนมาก
แม่นางเหลียนขมวดคิ้ว “เจ้าไปได้ยินเรื่องพรรค์นี้มาจากไหนกัน?”
หยุนเชวี่ยได้แต่กะพริบตาปริบด้วยไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร
“เจ้ายังเยาว์นัก ไม่ควรฝักใฝ่ฟังเรื่องของผู้ใหญ่จนเกินไป” แม่นางเหลียนสั่งสอน “เมื่อเราไปถึงโรงหมอ จงอธิบายเรื่องราวทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา อย่าได้พูดจาไร้สาระเกินความจำเป็นเชียว”
หยุนเชวี่ยกล่าว “อืม” เป็นการตอบรับ ก่อนที่สองแม่ลูกจะมุ่งตรงไปยังวัดเฉิงหวง อ้อมจากฝั่งตะวันออกของเมืองไปยังฝั่งตะวันตก หลังจากกราบไหว้ขอพรเพื่อความสบายใจแล้ว แม่นางเหลียนได้บริจาคเงินเป็นค่าธูปเทียนไปสามสิบเหรียญ จากนั้นพวกนางจึงเดินทางไปยังโรงหมอจี้ซื่อ
โรงหมอจี้ซื่อ เป็นศูนย์รวมทางการการรักษาที่มีชื่อเสียงของมณฑลอันผิง ผู้ก่อตั้งเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลซึ่งศึกษาวิชาการรักษา ร่ำลือกันว่าคนในตระกูลต่างทำอาชีพเป็นหมอรักษาสืบมาหลายชั่วอายุคน เมื่อเห็นหมอชรานั่งอยู่ภายในห้องโถง แม่นางเหลียนก็คารวะตามสมควร ก่อนที่จะอธิบายถึงกรณีของหยุนชิ่วเอ๋อ
หมอชราผู้มีอายุกว่าหกสิบปีนิ่งฟังด้วยใบหน้าเรียบเฉย หลังฟังคำกล่าวของนางจบแล้ว สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น เขาขมวดคิ้วก่อนจะตวาดลั่น “ไร้สาระ!”