ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 478 หยุนชิ่วเอ๋อพบหมอ
ตอนที่ 478 หยุนชิ่วเอ๋อพบหมอ
ตอนที่ 478 หยุนชิ่วเอ๋อพบหมอ
น้ำเสียงของหมอชราเต็มไปด้วยความโกรธ ทันทีที่เขาตวาดลั่นเสียงกึกก้องประหนึ่งระฆัง แม่นางเหลียนก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง
ห้องด้านข้างซึ่งกั้นไว้เพียงฉากกั้นห้องบาง ๆ เท่านั้น ไม่ว่าเถ้าแก่ ชายหนุ่ม และคนอื่น ๆ อีกสองสามคนที่มาสอบถามอาการของโรคและรับยาต่างก็หันหน้ามามองตามเสียง ทำให้แม่นางเหลียนก้มหน้าลงด้วยความอับอายเล็กน้อย
“เรื่องนี้สมควรนำมาล้อเล่นหรืออย่างไร?!” หมอชรายังคงขมวดคิ้ว ทว่าลดระดับเสียงลง “อายุครรภ์ตั้งสี่ถึงห้าเดือน หากเกิดสิ่งใดผิดพลาดขึ้นมาอาจถึงแก่ชีวิตได้! เจ้า… เจ้า.. เจ้ากลับไปซะ! ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้!”
แม่นางเหลียนใช้สองมือบีบขยำถุงเงินไว้แน่น “ท่านหมอ ข้าตระหนักดีว่าท่านต้องปฏิเสธ…”
“ในเมื่อเจ้ารู้ดีแก่ใจแล้วยังจะมาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน?! เจ้ามาเพื่ออะไร? ต้องการฆ่าคนอย่างนั้นรึ?!” หมอชราเริ่มใช้ถ้อยคำที่รุนแรงขึ้น ยังไม่ทันที่นางจะอธิบายจนจบประโยค เขากลับโบกมือไล่นางให้ออกไป “ไป ออกไปซะ ที่นี่เป็นสถานที่สำหรับช่วยชีวิตผู้คน มิใช่สถานที่สำหรับคร่าชีวิตผู้คน!”
“ท่านหมอ…” แม่นางเหลียนก้าวไปข้างหน้าอย่างกระอักกระอ่วน พร้อมพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “ท่านอย่าได้กังวลไป ข้าไม่ได้มีความต้องการเช่นนั้น… เพียงแต่มันเป็นความประสงค์ของท่านแม่ข้า หากข้านำความดังกล่าวกลับไปแจ้งแก่นาง นางย่อมไม่เชื่อคำของข้าอย่างแน่นอน ท่านต้องไปดูด้วยตนเอง นางต้องเชื่อคำจากปากท่านมากกว่า…”
ใบหน้าของหมอชราคลายความเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ทว่าน้ำเสียงของเขายังคงดุร้าย “ต่อให้ไปดูกับตาก็ไร้ประโยชน์!”
“ใช่ ใช่” แม่นางเหลียนรีบตอบ “แต่โรงหมอจี้ซื่อแห่งนี้เป็นแหล่งรวมหมอที่ดีที่สุดแล้วในเขตมณฑลเรา ดังนั้นท่านโปรดเดินทางกลับไปพร้อมข้าเถิด หญิงชราซึ่งรอคอยอยู่ที่บ้านจะได้สิ้นสงสัย…” ขณะกล่าว นางรีบหยิบเงินออกมาจากถุงเงินส่วนตัว หยิบเอาเงินออกมาสองสามเหรียญแล้วเอื้อมมือนำมันวางลงบนโต๊ะ แต่เมื่อไม่เห็นหมอชราพยักหน้าเพื่อตอบรับแต่อย่างใด จึงไม่กล้ามอบให้ ได้แต่ยื่นมือค้างไว้กลางอากาศ
หมอชราเงยหน้าขึ้นพลางเหลือบมองนาง “ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการยารักษา คงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินมากถึงเพียงนี้หรอกกระมัง”
“ได้ ได้เจ้าค่ะ” แม่นางเหลียนพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หมอชราจึงกล่าวต่อไป “แข้งขาของข้าไม่ดี เดินเหินอาจไม่สะดวก ดังนั้นข้าคงไม่กลับไปพร้อมเจ้า แต่จะส่งคนให้กลับไปพร้อมกับเจ้าแทน” หลังกล่าวเช่นนั้น เขาหันไปตะโกนเรียกใครสักคนจากภายในห้อง “เสี่ยวลิ่ว มาทางนี้หน่อย นำกล่องตรวจรักษาเดินทางกลับไปพร้อมนางทีเถิด”
หมอรักษานามว่าเสี่ยวลิ่วอายุยังน้อย ประมาณยี่สิบปีเท่านั้น ใบหน้าขาวผ่องเป็นนวลใยประหนึ่งเด็กแรกเกิดทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูอ่อนโยน อีกทั้งยังอารมณ์ดี เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาด้วย ระหว่างทางกลับไปยังหมู่บ้านไป๋ซีพร้อมกับแม่นางเหลียน เขาพูดพล่ามถึงเรื่องต่าง ๆ ไปตลอดทาง…
ฟังจากคำบอกเล่าของเขา หยุนเชวี่ยพอจับใจความได้ว่าเขาเป็นลูกชายคนสุดท้องของหมอชราที่มีใบหน้าบูดบึ้งเมื่อครู่ เมื่ออายุเพียงหนึ่งขวบก็สามารถพูดได้แล้ว ครั้นอายุสามขวบก็สามารถท่องจำบทกวี ต่อมาเมื่ออายุห้าขวบก็เริ่มรู้จักสมุนไพรนับหลายร้อยชนิด ก่อนจะเริ่มต้นศึกษาวิชาการแพทย์จากผู้เป็นพ่อเมื่อตนอายุเพียงเจ็ดขวบ สามารถช่วยรักษาชีวิตคนไว้ได้ตั้งแต่ยังเยาว์…
ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเล่าทั้งหมดจากปากเขา ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าเท็จจริงเพียงใด
เสี่ยวลิ่วสะพายกล่องตรวจรักษาไว้บนหลังของเขา ขณะเดินไปตามทางก็เผยรอยยิ้มสดใสอยู่เป็นนิจ ฟันหน้าทั้งสองมีร่องกว้างคล้ายฟันกระต่าย ท่าทางดูซื่อสัตย์และน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย เขากล่าวต่อไป “อย่าได้ดูถูกความสามารถของข้าเชียว ท่านอาจรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อถือเพราะอายุของข้ายังน้อย แต่ทักษะทางการแพทย์ของข้านั้นดีมากทีเดียว” กล่าวจบเขาก็กลัวว่าแม่นางเหลียนอาจคิดว่าเขาคุยโวโอ้อวด ดังนั้นเขาจึงเพิ่มประโยคหลังที่จริงจังว่า “จริง ๆ นะขอรับ”
แม่นางเหลียนยังคงปฏิบัติต่อเขาราวอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กน้อย ได้แต่ยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน
ส่วนหยุนเชวี่ยได้แต่กลอกตาใส่เขาอย่างไร้ความเห็นใด
ถึงกระนั้นเสี่ยวลิ่วกลับกล่าวเสริม “ถึงแม้ว่าทักษะทางการรักษาของข้าค่อนข้างดี ทว่าต้องกล่าวถึงเรื่องนี้ให้เข้าใจตรงกันเสียก่อน ข้ามาตรวจดูอาการคนในครอบครัวของท่านถึงที่ แต่อายุครรภ์ของนางอยู่ที่ประมาณสี่ถึงห้าเดือนแล้ว ข้าไม่กล้าเสี่ยงทำการบุ่มบ่าม เพราะหากเกิดสิ่งใดผิดพลาดขึ้น โรงหมอของตระกูลข้าคงมีอันต้องปิดตัวลงเป็นแน่…”
เสี่ยวลิ่วยังคงพูดคุยกับสองแม่ลูกไม่หยุดปาก ครั้นมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านไป๋ซี ชาวบ้านเห็นว่ามีคนแปลกหน้าเดินทางมาพร้อมกัน พวกเขาจึงทักทายถามไถ่จากแม่นางเหลียนอย่างเป็นกันเอง “โอ้ สะใภ้รอง น้องชายหน้าตาหล่อเหลาผู้นี้เป็นใครกัน?”
“เขาเป็นหมอ ข้าเชิญเขามาที่นี่เพื่อให้ช่วยรักษาอาการของชิ่วเอ๋อ” แม่นางเหลียนเอ่ยตอบเพียงคลุมเครือเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านบางคนที่อยากรู้เรื่องราวดังกล่าวให้ละเอียดยิ่งขึ้น จึงไต่ถามเพิ่มเติม “รักษาโรคใดรึ?”
แม่นางเหลียนกล่าวตอบเพียงว่า “อาการกระทบกระเทือนทางใจ*”
ผู้ถามไม่ปักใจเชื่อคำตอบของแม่นางเหลียนแต่อย่างใด รอจนกว่าอีกฝ่ายเดินห่างออกไปไกลแล้ว พวกเขาจึงหันมาซุบซิบด้วยเสียงแผ่วเบา “อาการกระทบกระเทือนทางใจอะไรกัน นางบ้าคลั่งถึงเพียงนั้น ดูอย่างไรก็ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้”
ประตูลานบ้านตระกูลหยุนถูกลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา หลังจากเคาะไม่กี่ครั้ง นางเฉินก็วิ่งเหยาะ ๆ ตรงมาเพื่อเปิดประตูให้ ทันทีที่เห็นว่าเป็นแม่นางเหลียน จึงรีบโพล่งขึ้น “นับจากนี้ไป ท่านแม่สั่งให้ข้าคอยปรนนิบัตินางและดูแลชิ่วเอ๋ออยู่ที่บ้าน”
“ทำตามคำสั่งของท่านแม่เถิด” แม่นางเหลียนไม่สนใจเรื่องนี้ นางหันไปหาเสี่ยวลิ่ว “เจ้ารอข้าอยู่ที่ลานบ้านนี้ก่อน ข้าจะขึ้นไปดูลาดเลาบนเรือน น้องสาวของข้าค่อนข้างหวาดกลัวคนแปลกหน้าเล็กน้อย”
อาการของหยุนชิ่วเอ๋อเป็นอย่างไรบ้าง เสี่ยวลิ่วรับรู้อย่างชัดเจนแล้วจากการได้รับฟังระหว่างทางก่อนมาถึงที่นี่ เขาหอบกล่องตรวจรักษาไว้พร้อมพยักหน้า ก่อนส่งยิ้มอย่างสุภาพให้กับนางเฉิน ทว่านางเฉินกลับเผยสีหน้าบูดบึ้งและเดินติดตามแม่นางเหลียนขึ้นไปยังห้องชั้นบน “เด็กหนุ่มปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้นเป็นหมอจริงหรือ? รูปร่างท่าทางดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย ดูไม่เหมือนผู้ที่สามารถรักษาใครได้ ในเมืองไม่มีหมอท่านอื่นแล้วรึ? พี่สะใภ้รอง ท่านหลับหูหลับตาเชิญเขามาหรืออย่างไร…”
“ผู้ที่อยู่นอกประตูคือหมอจากโรงหมอจี้ซื่อ” แม่นางเหลียนกล่าว
“โรงหมอใดนะ?”
“โรงหมอจี้ซื่อ เป็นแหล่งรวมหมอที่มีชื่อเสียงและดีที่สุดในตัวเมือง” แม่นางเหลียนขมวดคิ้วอย่างจนปัญญา “สะใภ้สาม อย่าเอาแต่ตั้งข้อกังขาเลย” ลำพังการรับมือกับหยุนชิ่วเอ๋อก็นับว่าเป็นปัญหาใหญ่อยู่แล้ว นางไม่ต้องการให้เกิดปัญหาอื่นขึ้นอีก
นางเฉินกลอกตาทันควันอย่างไม่สบอารมณ์นัก จงใจกล่าวเสียงดังให้แม่เฒ่าจูได้ยินว่า “เหตุใดจึงคิดว่าข้าเอาแต่ตั้งข้อกังขา ข้าเป็นห่วงชิ่วเอ๋อต่างหาก คนที่ท่านเชิญมาดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย หากเกิดสิ่งใดผิดพลาดร้ายแรงขึ้นจะทำอย่างไร?”
แม่เฒ่าจูสั่งให้นางคอยอยู่รับใช้ตนเองและหยุนชิ่วเอ๋อที่บ้าน ซึ่งนางก็ยินดีทำตามและแสดงความจงรักภักดีทันที เพราะถึงอย่างไรงานรับใช้คนก็ยังสบายกว่าการทำงานกลางแจ้ง อย่างน้อยก็ไม่ต้องใช้แรงงานหนักเกินไป และไม่จำเป็นต้องเผชิญกับแดดลมฝนจนผิวกายหยาบกร้าน อีกทั้งหากนางอาศัยพึ่งบารมีของแม่เฒ่าจูคงทำให้นางมีโอกาสเกียจคร้านมากขึ้น และอาจได้รับประโยชน์เรื่องอาหารการกินอีกด้วย
ความคิดของนางเฉินช่างสวยหรู ทว่าสาเหตุแท้จริงที่แม่เฒ่าจูเลือกนางให้คอยปรนนิบัตินั่นเป็นเพราะที่นี่ไม่มีผู้อื่นที่พอจะเป็นประโยชน์เท่า นางจงใจให้แม่นางจ้าวที่ตนเกลียดชังนักหนาต้องทำงานหนักด้วยความทุกข์ทรมานต่อไป ส่วนหยุนเยว่และหยุนหรงนั้นแขนขาบอบบางไร้เรี่ยวแรง หากหยุนซิ่วเอ๋ออาละวาดขึ้นมาอีกครั้ง คงไม่สามารถหยุดยั้งนางไว้ได้
“เจ้าแหกปากตะโกนด้วยเหตุใดกัน?!” แม่เฒ่าจูจ้องเขม็งมองนางเฉินด้วยความไม่พอใจ “เจ้าตื่นแต่เช้าตรู่ แต่กลับไม่รู้จักต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ ดีแต่พูดไม่ยอมขยับตัวหยิบจับทำงาน นังคนเกียจคร้าน!”
หลังด่าทอจบแล้ว เปลือกตาของนางกะพริบเล็กน้อย ก่อนหันมองไปที่แม่นางเหลียน “เจ้าเชิญท่านหมอมาที่นี่แล้วหรือ?”
“เชิญมาแล้วเจ้าค่ะ เขารออยู่ด้านนอกประตู” แม่นางเหลียนกล่าวตอบ “มาจากโรงหมอซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดในเขตมณฑลของเรา”
“ไม่ยักรู้ว่าคนเช่นเจ้าจะมีน้ำใจถึงเพียงนี้” แม่เฒ่าจูสูดลมหายใจอย่างเย็นชา ก่อนกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเชิงเสียดสี “ใช้จ่ายเงินอย่างไม่ลังเล ระวังเถิด เกิดจ้างถูกพวกนักต้มตุ๋นมาหลอกยายแก่เช่นข้าโดยไม่รู้ตัว”
แม่นางเหลียนเคยชินกับอารมณ์แปรปรวนของแม่เฒ่าจูเสียแล้ว ต่อให้ได้ดั่งใจอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่เคยพูดจาดีกับนางเลยสักครั้ง ดังนั้นนางจึงไม่รีบเร่งหรือรำคาญ ทั้งยังอธิบายเสริม “ไม่อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่” จากนั้นนางจึงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเตียง เพื่อสังเกตท่าทีของหยุนชิ่วเอ๋อ
วันนี้อารมณ์ของหยุนชิ่วเอ๋อค่อนข้างคงที่ นางยังคงใช้ผ้านวมผืนใหญ่ห่อพันกายไว้ นั่งจับเจ่าอยู่ตรงปลายเตียง ถือผ้าสองสามผืนไว้ในมือพร้อมบิดมันไปมา เพลิดเพลินอยู่ในโลกส่วนตัวเพียงผู้เดียว
“ท่านแม่ ให้ข้าเชิญท่านหมอเข้ามาเลยดีหรือไม่เจ้าคะ?” แม่นางเหลียนเอ่ยถาม
แม่เฒ่าจูเปล่งเสียง “อืม” เป็นการอนุญาต ก่อนที่สีหน้าจะแปรเปลี่ยนไปอีกหนเมื่อจ้องมองไปยังนางเฉิน “มัวยืนบื้อทำสากกะเบือใดอยู่?! ยังไม่รีบมาจับตัวนางไว้อีก!”
นางเฉินรีบปราดเข้าไปแสดงท่าทางราวกำลังหยอกล้ออยู่กับเด็กน้อยไม่รู้ประสา นางเอื้อมมือไปทางหยุนชิ่วเอ๋อ พร้อมเกลี้ยกล่อมว่า “ชิ่วเอ๋อ มานี่ซิ เข้ามาใกล้ ๆ เถิด ให้พี่สะใภ้สามเห็นว่าเจ้ากำลังเล่นสิ่งใดอยู่ มาเร็ว…”
………………………………………………………………………………………….……
*ที่จริงต้นฉบับหมายถึงอาการฮีสทีเรีย แต่ผู้แปลปรับภาษาให้สอดคล้องกับยุคสมัยของนิยาย
โรคฮีสทีเรียแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรก คืออาการทางประสาทที่เกิดจากความเครียดหรือความขัดแย้งภายในจิตใจ หรืออาจสูญเสียความทรงจำเพราะประสบกับเรื่องราวสะเทือนใจอย่างรุนแรง และประเภทที่สองคือบุคลิกภาพแบบฮีสทีเรีย ที่จะแสดงออกทางอารมณ์และท่าทางมากกว่าปกติเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น อาจเป็นผลมาจากการขาดความรักความอบอุ่น ผู้คนอาจสับสนว่าโรคนี้เป็นการของคนที่ขาดผู้ชายไม่ได้หรือมีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ ซึ่งกรณีที่ว่าไม่ใช่ฮีสทีเรีย แต่เป็นนิมโฟมาเนีย