ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 480 อาหง
ตอนที่ 480 อาหง
ตอนที่ 480 อาหง
สองวันมานี้ทั้งหยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนค่อนข้างยุ่งทีเดียว
หยุนลี่เต๋อรับผิดชอบดูแลกิจการภายในหมู่บ้านใหม่ ส่วนแม่นางเหลียนรับหน้าที่ฝึกสอนผู้หญิงทั้งหมดในหมู่บ้านที่พอมีฝีมือประณีตและพิถีพิถัน
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความคิดของหยุนเชวี่ยว่าพวกเขาไม่ควรขายขนกระต่าย นางกล่าวว่าครอบครัวของเราไม่ขัดสนเรื่องรายได้อีกต่อไป ประการที่สองคือการขายเช่นนี้เป็นการขายที่ไม่ได้ราคาสูงนัก สู้ให้บรรดาท่านป้าในหมู่บ้านที่พอมีทักษะด้านการเย็บปักถักร้อยได้ทำการแปรรูปขนสัตว์ให้กลายเป็นหมวก รองเท้าหุ้มข้อกันหนาว เสื้อคลุมกันหนาว หรือสินค้าอื่น ๆ ที่สามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้ และได้รับเงินเป็นค่าจ้างสำหรับนำไปเลี้ยงดูครอบครัวอีกด้วย
เมื่อแม่นางเหลียนประกาศข่าวนี้ให้ทุกคนรับทราบ นางก็ได้รับการตอบรับจากผู้หญิงในหมู่บ้านทันที พวกนางทยอยเข้ามารายงานตัวทีละคน จากนั้นจึงไปหาหยุนเชวี่ยเพื่อรับขนสัตว์มาเริ่มงานทันที หากงานเสร็จเมื่อไรจะได้รับเงินค่าแรงเมื่อนั้น
การจ่ายค่าแรงให้จะพิจารณาเป็นชิ้นไป หมวก และรองเท้าบูตกันหนาวจะมีวิธีการตัดเย็บที่เรียบง่าย ใช้ขนสัตว์มาประกบต่อกันไม่มาก ราคาอยู่ที่สิบเหรียญต่อชิ้น ส่วนเสื้อคลุมกันหนาวต้องใช้การวัตถุดิบในการเย็บประกบต่อกันมากกว่า ทั้งยังใช้เวลาตัดเย็บนานพอสมควร ให้ราคาอยู่ที่ยี่สิบถึงสามสิบเหรียญต่อชิ้น ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งรายได้อันดีสำหรับสตรีที่ไม่มีรายได้อื่นนอกเหนือจากการทำการเกษตร
เช้าวันแรกที่ข่าวแพร่ออกไป มีคนมาลงทะเบียนรับขนสัตว์ไปตัดเย็บมากกว่ายี่สิบราย ครั้นถึงช่วงบ่ายสตรีทั้งหลายต่างเดินทางมารวมกลุ่มกัน หลังจากได้รับขนสัตว์แล้วจึงนั่งพูดคุยหารือกันด้วยเสียงหัวเราะ ต่างคนต่างสร้างสรรค์ผลงานของตนเองด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
สองวันต่อมา พวกนางนำสินค้าฝีมือตนเองมาส่งให้ทีละคน แม่นางเหลียนรับหน้าที่ตรวจสอบผลงาน และพิจารณาจ่ายค่าแรงให้
ผู้หญิงส่วนใหญ่ในหมู่บ้านมีความกระตือรือร้นที่ตนเองมีโอกาสหารายได้ พวกนางจึงตัดเย็บผลงานด้วยฝีมือที่ประณีตและระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ให้วัตถุดิบเสียหาย ฝีเย็บของบางคนละเอียดเรียบร้อย ส่วนฝีเย็บของบางคนยุ่งเหยิงไปบ้าง ถึงแม้รูปแบบจะไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่ฝีมือโดยรวมก็ไม่ถึงขึ้นย่ำแย่
แน่นอนว่าเมื่อมีผู้คนสนใจทำงานเป็นจำนวนมาก ย่อมต้องมีใครสักคนที่ถือโอกาสเอาเปรียบ ถึงอย่างนั้นแม่นางเหลียนก็ไม่ได้เลือกปฏิบัติ ปล่อยให้หยุนเชวี่ยรับหน้าที่คำนวณค่าแรงแล้วทำการจดบันทึกรายชื่อไว้อย่างเงียบ ๆ โดยที่คนส่วนใหญ่ยังทำงานอย่างซื่อสัตย์ รับเงินและพยายามประจบประแจงนาง
เวลาผ่านไปประมาณสามถึงสี่วัน บรรดาคนที่มารับขนสัตว์ไปเริ่มส่งชิ้นงานให้มากขึ้น ขณะที่นางเหลียนกำลังคัดแยกชิ้นงานเหล่านั้น นางสังเกตเห็นว่ามีเสื้อคลุมกันหนาวตัวหนึ่งที่ตัดเย็บขึ้นอย่างประณีตมาก ตกแต่งด้วยกระเป๋าทรงเฉียง บริเวณคอสามารถพับให้ตั้งขึ้นเล็กน้อย ขนาดเอวกำลังพอเหมาะ ด้านข้างลำตัวคาดไว้ด้วยสายเข็มขัด และสิ่งที่น่าสนใจคือการเย็บขนสัตว์ที่ค่อนข้างฟูให้ประกบอย่างแนบเนียนและสมมาตร ดูแล้วฝีมือไม่ด้อยไปกว่าช่างมืออาชีพในร้านตัดเสื้อเลย
“เสื้อคลุมกันหนาวตัวนี้ช่างประณีตเสียจริง” ดวงตาของแม่นางเหลียนเป็นประกายด้วยความพึงใจ นางหยิบมันขึ้นมาเปรียบเทียบกับร่างหยุนเชวี่ย “ขนาดเสื้อใหญ่กว่าตัวเจ้าไปเล็กน้อย หากพี่สาวของเจ้าสวมใส่คงพอดีตัวมากกว่า”
“สวยเหลือเกิน” หยุนเชวี่ยเอื้อมมือออกไปสัมผัสผิวเสื้อเรียบลื่นนั้น “ผู้ใดเป็นคนตัดเย็บเสื้อคลุมตัวนี้กัน?”
“ดูเหมือนว่าจะเป็นสะใภ้คนใหม่ของตระกูลเว่ย นางเพิ่งแต่งเข้าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม่เห็นแล้วถึงขั้นหยิบขึ้นมาพินิจดูถึงสองหน” แม่นางเหลียนกล่าว “หากเก็บไว้ให้เจ้าเติบใหญ่ขึ้นกว่านี้อีกนิดคงเหมาะกับเจ้าไม่น้อย ดูชิ้นงานนี้สิ ช่างดูดีเสียจริงเชียว”
สะใภ้คนใหม่ของตระกูลเว่ยมาจากหมู่บ้านซิ่งหลินที่ตั้งอยู่ฝั่งปลายแม่น้ำ นางอายุสิบเจ็ดปีเท่านั้น อายุมากกว่าหยุนเชวี่ยเพียงไม่กี่ปี ทว่าสำหรับค่านิยมของสังคมชนบทแล้ว นางเกือบเรียกได้ว่าเป็น ‘สาวเทื้อ’ เมื่อออกเรือนในช่วงวัยนี้
แซ่เดิมของสะใภ้ใหม่ผู้นี้คือเหลียว ชื่อว่าอาหง ครอบครัวของนางค่อนข้างยากจน ทั้งยังมีน้องชายคนหนึ่งที่แข้งขาไม่แข็งแรงต้องคอยดูแล ทำให้นางไม่เคยใส่ใจเรื่องการออกเรือนมีสามี กระทั่งอายุสิบหกย่างสิบเจ็ดปี จึงแต่งงานกับเว่ยต้าหลางซึ่งมีฐานะยากจนเช่นกัน
ตระกูลเว่ยยังมีรุ่นพ่อแม่อีกสองคน สมาชิกในครอบครัวจึงมีทั้งหมดหกคนด้วยกัน พวกเขาอาศัยอยู่ในผืนที่ดินขนาดเล็กซึ่งมีพื้นที่น้อยกว่าสามไร่ โชคดีที่ไม่นานมานี้ได้มีการค้นพบเหมืองเกลือบนภูเขาหลังหมู่บ้าน ตอนนี้ลูกชายทั้งสองคนของครอบครัวจึงขึ้นไปทำงานบนภูเขา ส่วนลูกชายคนสุดท้องอยู่ที่บ้านคอยทำไร่ไถนาและหาบน้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัวจึงค่อย ๆ ดีขึ้น
ทุกคนในหมู่บ้านต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าสะใภ้คนใหม่ผู้นี้เป็นดาวนำโชค เมื่อครั้งอยู่ที่บ้านเดิม กินอาหารมื้อสุดท้ายโดยไม่มีมื้อต่อไป* แต่เมื่อนางแต่งเข้าตระกูลเว่ยได้ไม่นาน ลูกชายสองคนของตระกูลเว่ยกลับมีงานทำ สามารถหารายได้มาจุนเจือครอบครัว
*กินอาหารมื้อสุดท้ายโดยไม่มีมื้อต่อไป = หมายถึงครอบครัวที่ยากจน ถึงขั้นไม่มีอาหารพอประทังชีวิต
อาหงมีอุปนิสัยอดทนต่อความยากลำบากได้เป็นอย่างดี ในที่สุดนางก็สามารถปีนขึ้นจากห้วงน้ำวนอันขมขื่นได้ เมื่อมอบโอกาสอันหวานหอมให้กับนางแม้เพียงน้อยนิด นางย่อมหวงแหนโอกาสนั้นมาก ดังนั้นไม่ว่านางจะหยิบจับทำงานใดมักจะทุ่มเทให้กับมันอย่างสุดความสามารถ ด้วยความกระตือรือร้นและความกตัญญูเป็นที่ยิ่ง
แม่นางเหลียนเรียกหานาง หยิบขนสัตว์สองสามแผ่นออกมาพร้อมกับเสื้อคลุมกันหนาวที่นางส่งมอบให้ก่อนหน้านี้ แจ้งว่าต้องการขอให้นางตัดเย็บเสื้อคลุมกันหนาวขึ้นอีกตัวหนึ่งสำหรับหยุนเชวี่ย ซึ่งอาหงรีบพยักหน้ารับด้วยความยินดี
“สำหรับน้องสาวผู้นี้หรือเจ้าคะ?” อาหงลูบผืนขนสัตว์ด้วยรอยยิ้ม “ข้าอาจใช้เวลามากหน่อยเพราะต้องทำอย่างประณีต ให้เวลาข้าประมาณสามวัน ข้าจะตัดเย็บและเก็บรายละเอียดให้เรียบร้อยที่สุด ท่านป้าคิดเห็นอย่างไรเจ้าคะ?”
“ดี ดี หากเจ้ายังว่างอยู่ก็รับไปทำเถอะ อย่ารอช้าให้เสียการ” ว่าแล้วแม่นางเหลียนก็ลุกขึ้น หยิบเหรียญสองกองออกมาจากตู้ขนาดเล็กข้างเตียงพร้อมส่งยิ้มให้ “นี่คือเงินค่าแรงของเจ้า รับไว้เสีย”
อาหงเหลือบมองเงินจำนวนนั้น แต่กลับไม่ยื่นมือไปรับไว้ นางรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ท่านป้า ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ มันมากเกินไป…”
“ไม่มากไปเสียหน่อย เจ้าชำนาญด้านการเย็บปักยิ่งนัก ฝีมือของเจ้าเทียบเท่าช่างในร้านตัดเสื้อได้ทีเดียว ข้าลองสอบถามดูแล้ว ชุดดังกล่าวควรให้ราคาอย่างน้อยตัวละสามสิบหรือสี่สิบเหรียญ” แม่นางเหลียนกล่าว
“ฝีมือข้าไร้แบบแผน ไม่อาจเทียบเคียงช่างฝีมือได้…” อาหงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ถึงกระนั้นยังคงถ่อมตน “นอกจากนี้ ต้องขอบคุณท่านลุงรองหยุนและท่านป้าสะใภ้รองด้วย ครอบครัวของข้าถึงคราวสุขสบายตามอัตภาพ หมดกังวลเรื่องอาหารการกินดื่มก็เพราะพระคุณของพวกท่าน จะยังคิดค่าแรงสำหรับทำชุดให้น้องเชวี่ยเอ๋อได้อย่างไร?”
“สาวน้อย เจ้าอายุยังเยาว์นัก แต่คำพูดคำจาช่างมีหลักการเสียจริง เห็นทีคงพิถีพิถันเรื่องดังกล่าวเป็นพิเศษ” แม่นางเหลียนยัดเหรียญเงินลงในมือของอีกฝ่ายพร้อมเผยรอยยิ้ม “ชีวิตครอบครัวของเจ้าดีขึ้นเช่นทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะการขยันหมั่นเพียรทำงานหนักของต้าหลางและเอ้อหลาง ส่วนค่าแรงที่ได้รับจากการทำงานก็เป็นเพราะความตั้งใจและฝีมืออันประณีตของเจ้า รับไว้เถิด หากเจ้าหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับมัน ป้าคงไม่สบายใจเป็นแน่”
อาหงนิ่งเงียบด้วยไม่อาจปฏิเสธได้อีก เมื่อสัมผัสถึงเหรียญที่มีน้ำหนักบนฝ่ามือ นางจึงเม้มริมฝีปากแน่น “ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านป้า…”
ภายในสองวันเท่านั้น บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านต่างรับรู้โดยทั่วกันว่าภรรยาของเว่ยต้าหลางตัดเย็บเสื้อคลุมขนสัตว์ด้วยฝีมือประณีตอย่างมาก ทำให้สะใภ้รองพึงใจและจ่ายเงินค่าแรงให้กับนางถึงสี่สิบเหรียญ!
สี่สิบเหรียญเชียวนะ!
ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน ค่าแรงดังกล่าวนับว่าไม่น้อยเลย หากสามารถตัดเย็บผลงานจนสำเร็จได้ห้าชิ้น ก็เท่ากับว่าสามารถสร้างรายได้ได้เป็นจำนวนมากอย่างง่ายดาย ผู้คนต่างซุบซิบนินทากันเซ็งแซ่ ว่านี่นับเป็นโคมไฟที่หาได้ยากยิ่ง
แม่นางเหลียนชื่นชอบอาหงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางคิดว่าแม่นางผู้นี้มีอุปนิสัยจริงจังและจริงใจ จึงยกย่องที่นางมีฝีมือการตัดเย็บยอดเยี่ยมว่าเป็นพรสวรรค์ อาหงได้รับคำชื่นชมก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ทั้งยังทำงานด้วยความพิถีพิถันและรอบคอบยิ่งขึ้น มุ่งมั่นอยู่กับการตัดเย็บโดยเติมน้ำมันตะเกียงถึงสามครั้งในแต่ละคืน
ประมาณเจ็ดถึงแปดวันต่อมา เสื้อคลุมอันสวยงามละเอียดอ่อนถูกวางไว้เบื้องหน้าของแม่นางเหลียน เป็นเสื้อคลุมกันหนาวที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งสองด้าน โดยด้านหนึ่งเป็นเนื้อสัมผัสขนสัตว์ที่นุ่มลื่น ส่วนอีกด้านหนึ่งปักเป็นลวดลายอย่างวิจิตร ฝีเย็บตรงตะเข็บถูกเย็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียนจนมองไม่เห็นรอยใด ๆ
แม่นางเหลียนยกขึ้นมาชื่นชมจนไม่สามารถทำใจวางมันลงได้ ขณะพินิจมองอย่างละเอียดก็ถอนหายใจออกมา “อาหง เจ้าช่างมากความสามารถเสียจริงเชียว คงใช้เวลาไม่น้อยเป็นแน่ องค์ประกอบต่าง ๆ เหมาะสมกันดีเสียนี่กระไร ดูลายปักนี่สิ จุ๊ จุ๊… ต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวใช่หรือไม่?”
“ข้าเปล่าใช้ความพยายามมากถึงเพียงนั้นเจ้าค่ะ เพียงเย็บด้วยสองเข็ม ทำให้ประหยัดเวลาไปได้บ้าง” อาหงนั่งหลังตรง พร้อมเผยรอยยิ้มอย่างระมัดระวัง “ข้าไม่รู้ว่าหญิงสาวในเมืองนิยมสวมใส่เสื้อคลุมแบบใด หวังว่าน้องเชวี่ยเอ๋อคงไม่รังเกียจ”
หยุนเชวี่ยซึ่งยืนอยู่ด้านข้างรีบโบกมืออย่างรวดเร็วพลางส่ายหน้า “ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจเลยเจ้าค่ะ พี่อาหง ฝีมือตัดเย็บของท่านประณีตเหลือเกิน ข้าไม่เคยพบเห็นชิ้นงานที่ละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้ในเมืองมาก่อน สวยงามเสียจนข้าไม่กล้าสวมใส่เลยเชียว”