ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 481 สินค้าจากขนสัตว์
ตอนที่ 481 สินค้าจากขนสัตว์
ตอนที่ 481 สินค้าจากขนสัตว์
หยุนเชวี่ยคิดว่าเงินจำนวนสี่สิบเหรียญนี้คุ้มค่าเกินราคาเสียอีก เพราะการเย็บปักต้องใช้ความคิดในการออกแบบชิ้นงานอย่างมาก แม้แต่ขอบตะเข็บตรงมุมผ้ายังเก็บรายละเอียดอย่างประณีตไม่มีละเว้น อีกทั้งอาหงยังทำผ้าพันคอและรองเท้าขนสัตว์อีกสองคู่ คู่หนึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ส่วนอีกคู่ขนาดเล็กกว่า
ความพึงพอใจของแม่นางเหลียนเปี่ยมล้นจนไม่สามารถถูกอกชอบใจไปมากกว่านี้ได้อีก นางชื่นชมอาหงถึงสองวันเต็มไม่หยุดปากว่าผู้หญิงคนนี้ขยันขันแข็งยิ่งนัก สามารถจุนเจือครอบครัวได้ อีกทั้งตระกูลเว่ยก็มีวิสัยทัศน์ที่ดี หากมีสะใภ้ผู้เปี่ยมคุณธรรมผู้นี้อยู่ทั้งคน ยิ่งเวลาผ่านไปฐานะทางครอบครัวย่อมดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากนั้น แม่นางเหลียนก็สามารถเสาะหางานใหม่ให้กับอาหง
กล่าวถึงแล้วเป็นเรื่องที่บังเอิญไม่น้อย วันหนึ่งนางได้ยินจินซุนซึ่งชวนสหายพี่น้องไปกินดื่มที่ร้านอาหารพูดคุยกันว่า ชายฉกรรจ์หยาบกร้านซึ่งขึ้นไปทำงานบนภูเขาหลังหมู่บ้าน ไม่มีแม้คนใกล้ชิดที่คอยปรนนิบัติเมื่ออากาศหนาวเย็นหรือร้อนอบอ้าว ไม่มีแม้กระทั่งผู้ที่สามารถเย็บซ่อมเสื้อผ้าให้ วันนี้เขาร่ำสุราหนักจนใบหน้าแดงก่ำ ซ้ำยังดึงหยุนลี่เต๋อเข้าไปใกล้พร้อมบ่นให้ฟังว่าตนถึงขั้นนอนไม่หลับเพราะนึกถึงภรรยา
เมื่อแม่นางเหลียนได้ยินเช่นนั้น จึงเก็บเอามาครุ่นคิด วันรุ่งขึ้นขณะที่ทุกคนกำลังทานอาหารกันอยู่ นางจึงโพล่งถามขึ้นว่า “เหล่าจิน เมื่อวานนี้ข้าได้ยินท่านเล่าว่าบนภูเขาไม่มีผู้ที่สามารถเย็บซ่อมเสื้อผ้าได้เลยอย่างนั้นหรือ?”
“จะมีได้อย่างไร? คนงานบนนั้นต่างก็ทำแต่งานหยาบ มือเท้างุ่มง่ามไม่ต่างกัน” จินซุนเบิกตากว้างพร้อมดึงมุมเสื้อของเขา “ดูสิ เมื่อวานซืนมันถูกตะขอเกี่ยวเข้า เหล่าเทียนจึงอาสาเย็บให้ข้า”
“เจ้ายังไม่เลิกบ่นข้าเรื่องนี้อีกรึ” เหล่าเทียนซึ่งนั่งอยู่ข้างเขาพร้อมซาลาเปาสามลูกใหญ่โต้แย้ง “เจ้าบอกเหล่าหม่าว่าข้าเย็บได้ เหล่าหม่าจึงไปบอกต่อเหล่าหลัว แล้วเหล่าหลัวก็ประกาศว่าข้าเย็บได้ ผู้คนบนภูเขาต่างก็รู้กันทั่ว คนพวกนั้นถึงได้ปฏิบัติกับข้าประหนึ่งข้าเป็นแม่เฒ่า ขณะเดียวกันก็ล้อเลียนว่าข้าเหมือนสตรี ช่างไม่เข้าท่าเอาเสียเลย!”
“ข้าเพียงหยอกเล่นหรอก ทุกคนล้วนเป็นพี่น้องกันทั้งนั้น” จินซุนยิ้มพลางมองค่อน “อีกอย่าง หากเจ้าเป็นสตรีที่มีฝีมือการเย็บปักเช่นนี้ เห็นทีคงออกเรือนไม่ได้เป็นแน่”
“ขอข้าดูหน่อย” แม่นางเหลียนเดินเข้ามาใกล้ ครั้นเห็นเข้าก็นึกขบขันทันที ผู้ชายเหล่านี้ช่างหลอกง่ายเสียจริง ฝีมือเช่นนี้จะเรียกว่าเย็บซ่อมแซมได้อย่างไร? ฝีเข็มขดไปมา ดูแล้วขี้เหร่ยิ่งกว่าตะขาบคลานเสียอีก
“พี่สะใภ้รองอย่าหัวเราะเยาะไปเลย ผู้ชายอย่างพวกเราก็เป็นเช่นนี้ เมื่ออยู่นอกบ้านแล้วต้องเอาตัวรอดตามมีตามเกิดไปพลาง ๆ ก่อน” จินซุนยิ้มกว้างพร้อมหัวเราะ “หรือเราควรแต่งสะใภ้เข้าตระกูลดีล่ะ? เผื่อจะมีคนให้คอยพึ่งพาด้านนี้บ้าง”
“เหล่าจิน หากท่านเชื่อใจข้า ข้าจะแนะนำคนคนหนึ่งที่มีฝีมือด้านการเย็บปักให้รู้จักดีหรือไม่?” แม่นางเหลียนกล่าว “ฝีมือการตัดเย็บของนางดีทีเดียว สามีและน้องรองของเขาก็ทำงานอยู่บนภูเขาเช่นเดียวกัน ไม่นานมานี้นางเพิ่งตัดเย็บเสื้อคลุมกันหนาวให้กับเชวี่ยเอ๋อ ชิ้นงานไร้ตำหนิ ไม่ว่าจะเป็นการเย็บซ่อมแซมหรือตัดเย็บขึ้นใหม่ก็ชำนาญทั้งนั้น”
“ข้าฝากท้องกินดื่มที่ร้านนี้ตลอดทั้งวัน จะไม่เชื่อใจสะใภ้รองได้อย่างไร” จินซุนตบต้นขาตนเองทันทีที่ได้ยินดังนั้น “เช่นนั้นยิ่งดีเลย สะใภ้รอง เหตุใดจึงไม่เสนอให้ข้ารู้เร็วกว่านี้สักหน่อย ข้าต้องการผู้ที่สามารถซักเสื้อผ้าให้กับพวกเราได้อยู่พอดี…”
ไม่นานอาหงก็ได้ทำงานใหม่ ช่วยคนงานบนภูเขาเย็บซ่อมแซมและซักเสื้อผ้า โดยคิดราคาชิ้นละประมาณสองถึงห้าเหรียญ แม้เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก แต่เมื่อเก็บเล็กผสมน้อยแล้ว เพียงพอที่จะซื้อเนื้อสัตว์ไว้ปรุงอาหารสองสามครั้งต่อเดือน หรือซื้อผ้าเนื้อหยาบมาตัดเย็บทำเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่
ประมาณสองสามวันถัดมา พ่อค้าขนสัตว์จากทางเหนือที่เคยมาเจรจาซื้อขายก่อนหน้านี้ ได้มาเยี่ยมเยียนพวกเขาถึงหน้าประตูอีกครั้ง หลังจากทักทายและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับหยุนลี่เต๋อสักพัก เขาก็เสนอราคาเพิ่มให้จากเดิมอีกเล็กน้อย
ซึ่งหยุนลี่เต๋อก็ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา “ข้าคงไม่อาจตัดสินใจเรื่องนี้ได้ ต้องปรึกษาร่วมกับภรรยาของข้าเสียก่อน”
ชายผู้นั้นนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขาทำการค้ามาหลายปี เจรจาซื้อขายทั่วสารทิศทั้งเหนือและใต้ การที่ชายซึ่งเป็นผู้นำครอบครัวให้ภรรยาร่วมตัดสินใจเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ไม่บ่อยครั้งนัก เมื่อได้ยินดังนั้นเขาอดไม่ได้ที่จะมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตาซับซ้อน
หยุนลี่เต๋อเผยยิ้มจริงใจ “กล่าวกันตามตรงนะพี่ชาย ลูกสาวของข้ายังแนะนำด้วยว่าการขายขนสัตว์เพียงอย่างเดียวไม่คุ้มราคา ดังนั้นจึงจ้างให้คนในหมู่บ้านที่มีฝีมือตัดเย็บทำเป็นเสื้อคลุมและรองเท้าหุ้มข้อเพื่อเพิ่มมูลค่า”
พ่อค้ามองหยุนหลี่เต๋อด้วยสายตาสนเท่ห์อีกหน นอกจากให้ภรรยาเป็นผู้ตัดสินใจ ยังรับฟังข้อเสนอแนะจากลูกสาวอีกด้วย เป็นไปได้หรือไม่ว่าชายผู้นี้ไม่มีบทบาทภายในครอบครัวเลยแม้แต่น้อย เกรงว่าอาจแต่งงานกับแม่เสือเขี้ยวลากดินเข้าเสียแล้วกระมัง?
“มีผู้ใดมาติดต่อขอซื้อสินค้าที่ตัดเย็บจากขนสัตว์แล้วหรือยัง?”
“ยังหรอก ลูกสาวของข้าบอกว่าไม่รีบร้อน”
ชายผู้นั้นกลอกตา คิดในใจว่าหยุนลี่เต๋อเป็นคนซื่อสัตย์และมีจิตใจดี หากพยายามเจรจาให้มากขึ้นอาจมีโอกาสซื้อขนสัตว์ได้ในราคาถูก ไม่คาดคิดว่าเขาจะเป็นคนรอบคอบ ทั้งยังมีภรรยาและลูกสาวผู้ปราดเปรื่องอยู่ที่บ้าน
“น้องชาย…” ขณะที่พ่อค้ากำลังจะกล่าวต่อไปว่าสามารถต่อรองราคาได้อีกหน่อย เขากลับได้ยินเสียงอ่อนโยนระคนร่าเริงดังขึ้นจากนอกเรือน “พี่รอง มีอีกหนึ่งงานใหญ่คอยอยู่…”
จากนั้นเด็กหญิงตัวเล็กท่าทางฉลาดเฉลียวและตรงไปตรงมา พลันผลักประตูเข้ามาอย่างเร่งรีบพร้อมร้องเรียกว่า “ท่านพ่อ” แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นและพบว่าเขากำลังพูดคุยกับแขกแปลกหน้าคนหนึ่งอยู่ จึงร้องเรียก “ท่านอา” เพื่อเป็นการทักทายด้วยสุ้มเสียงคมชัด ก่อนยกกาน้ำชารินลงในถ้วยให้ตนเอง ก่อนยกขึ้นจิบสองสามอึก
“เรื่องใดทำให้เจ้าและท่านแม่ของเจ้าปีติยินดีถึงเพียงนี้กัน?” หยุนลี่เต๋อเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ไว้ข้าค่อยพูดคุยกับท่านภายหลังเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยยกยิ้มพร้อมขยิบตาครั้งหนึ่ง จากนั้นแม่นางเหลียนก็ก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยรอยยิ้มสดใส เห็นได้ชัดว่านางกำลังมีความสุขอย่างยิ่งราวดอกไม้ผลิบาน ยังไม่ทันกล่าวนางกลับเหลือบไปเห็นว่ามีคนแปลกหน้านั่งอยู่กับเขาด้วย
“นี่คือน้องสะใภ้ที่เจ้ากล่าวถึงก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่?” พ่อค้าขนสัตว์ลุกขึ้นยืนเพื่อเป็นฝ่ายทักทายก่อน เขามองตรงไปยังแม่นางเหลียนด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับประหลาดใจไม่น้อย ท่าทางอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความโอบอ้อมอารีของนาง ดูแล้วไม่เหมือนแม่เสือเขี้ยวลากดินเลยสักนิด!
แม่นางเหลียนตกตะลึงไปครู่หนึ่งเช่นกัน “ท่านนี้คือ?”
“พี่ใหญ่เฉิงผู้นี้เป็นพ่อค้าซึ่งเดินทางมาจากทางเหนือ เขาต้องการเจรจาซื้อขายขนสัตว์จากครอบครัวเรา” หยุนลี่เต๋อกล่าวแนะนำ
พ่อค้าแซ่เฉิงพยักหน้ารับครั้งแล้วครั้งเล่า “ข้าได้ยินจากน้องรองหยุนว่าพวกเจ้าตัดสินใจแปรรูปขนสัตว์เป็นสินค้า ข้าจึงเกิดข้อสงสัยว่าสินค้าที่ตัดเย็บจากขนสัตว์เหล่านั้นมีผู้ซื้อไปแล้วหรือยัง?”
แม่นางเหลียนเข้าใจเรื่องนี้ทันที นางได้ยินหยุนลี่เต๋อกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อประมาณสองถึงสามวันก่อน โดยเล่าเพียงว่ามีพ่อค้าต้องการติดต่อซื้อขนสัตว์ แต่ให้ราคาที่ต่ำมาก จึงยังไม่ตัดสินใจขายให้ทีเดียว หยุนเชวี่ยจึงเสนอว่าหากต้องการขายให้ได้ราคาที่ดีกว่า ควรแปรรูปทำเป็นเสื้อคลุม หมวกขนสัตว์ และสินค้าอื่น ๆ แทน เมื่อใกล้ถึงช่วงฤดูหนาว เป็นไปได้ว่ามันอาจขายดิบขายดี อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้ท่านป้าทั้งหลายในหมู่บ้านมีรายได้
แม่นางเหลียนเห็นด้วยว่าความคิดดังกล่าวดีไม่น้อย จึงประกาศให้คนในหมู่บ้านที่พอมีฝีมือลองตัดเย็บเป็นชุดขึ้นมาก่อน รอให้สะสมชิ้นงานได้ในปริมาณมากแล้วค่อยนำไปฝากขาย หากมีผู้ซื้อมากก็จะตัดเย็บให้ได้จำนวนที่มากขึ้น ไม่คาดคิดว่าจะมีใครบางคนสนใจติดต่อซื้อในทันที
ฝ่ายแม่นางเหลียนยังคงตัดสินใจไม่ได้ ส่วนพ่อค้าแซ่เฉิงสังเกตว่านางกำลังลังเล จึงรีบเสนอต่อไป “แน่นอนว่าขนสัตว์ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปข้าให้ในราคาหนึ่ง ส่วนขนสัตว์ถูกทำเป็นรองเท้าหุ้มข้อหรือเสื้อคลุมต่าง ๆ ข้าจะให้ในอีกราคาหนึ่ง ตราบใดมีทุกสิ่งครบถ้วน เราสามารถเจรจากันได้”
“ท่านจะให้ราคารองเท้าและเสื้อคลุมขนสัตว์เท่าไร?” แม่นางเหลียนโพล่งถามออกไปอย่างลืมตัว
ครั้นได้ยินนางเอ่ยถามตามตรง พ่อค้าพลันรู้สึกว่าชอบใจขึ้นมาทันที เขายกนิ้วโป้งพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “น้องสะใภ้ช่างเป็นคนซื่อตรงเสียจริง ดังนั้นข้าจะไม่ตีกรอบรอบพุ่มไม้อีก ข้าขอดูสินค้าก่อนได้หรือไม่? อย่าได้กังวลเรื่องราคาไปเลย ข้าไม่มีทางเอาเปรียบพวกเจ้าอย่างแน่นอน”
แม่นางเหลียนชำเลืองมองไปทางหยุนลี่เต๋อและหยุนเชวี่ย
หยุนเชวี่ยพยักหน้าเล็กน้อยอย่างเห็นด้วย
แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีหากสามารถจะขายสินค้าส่งออกได้ในปริมาณมาก สิ่งที่พวกเขากำลังดำเนินการอยู่ในตอนนี้คือกระบวนการผลิต ในเมื่อมีช่องทางการค้าสำหรับสินค้าสำเร็จรูป อาจทำกำไรได้น้อยแต่หมุนเวียนขายได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งการทำธุรกิจกับพ่อค้าจากต่างถิ่นสามารถกระจายสินค้าออกไปในหลายพื้นที่ มากกว่าการขายอยู่แต่ภายในวงกำจัดเช่นเขตมณฑลอันผิง