ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 483 แม่นางโจว
ตอนที่ 483 แม่นางโจว
ตอนที่ 483 แม่นางโจว
ครั้นกลับไปยังหมู่บ้าน แม่นางเหลียนรีบไปหาอาหง สะใภ้ของตระกูลเว่ยทันที เมื่ออาหงได้ยินว่านางสามารถหาเงินได้ถึงสองร้อยเหรียญจากการทำเสื้อคลุมขนสัตว์ที่สามารถพลิกกลับได้สองด้าน อาหงตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งได้ยินเพิ่มเติมว่าพ่อค้าขนสัตว์ต้องการสั่งซื้อมันจำนวนห้าสิบตัว นางก็อ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหู
“เจ้ามีฝีมือประณีตทั้งยังชำนาญไม่น้อย งานเย็บปักนี้ต้องใช้ทั้งสายตาและความคิด พ่อค้าผู้นี้มีสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก เขายินดีจ่ายเงินเพิ่มให้อีกสองร้อยเหรียญ นั่นหมายความว่าเจ้าจะได้รับเงินค่าแรงในส่วนนี้ทั้งหมดนี้” กล่าวจบแล้วนางก็วางแท่งเงินลงบนโต๊ะ พร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่คือเงินมัดจำส่วนแรกที่พ่อค้ารายนั้นมอบให้”
อาหงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รู้สึกท่วมท้นขึ้นมาเล็กน้อย
แม่นางเหลียนกล่าวต่อไป “เจ้ารับไว้ก่อนเถิด รอจนกว่าเขาส่งคนมารับสินค้าแล้ว เจ้าจะได้รับเงินค่าแรงอีกครึ่งหนึ่งจนครบ”
“ท่านป้า ข้า ข้า…” นางกำมือแน่นด้วยกล่าวคำใดไม่ออก ภายในใจรู้สึกว่านางไม่ควรรับเงินจำนวนนี้ไว้
แม่นางเหลียน “เป็นอะไรไป?”
“ข้า… เงิน… เงินจำนวนนี้มากเกินไป…”
แม่นางเหลียนนึกเอ็นดูอีกฝ่ายไม่น้อย “เด็กคนนี้เกรงใจกันเกินไปแล้ว เงินเหล่านี้จะนับว่ามากเกินไปได้อย่างไร? อีกอย่างมันยังเป็นเงินค่าแรงที่ได้มาจากพ่อค้าขนสัตว์แซ่เฉิง ไม่ใช่จากข้าเสียหน่อย หากเจ้าไม่ต้องการก็จงคืนให้เขาโดยตรง ซึ่งเขาไม่ยินดีเป็นแน่ ทั้งยังจะหัวเราะเยาะพวกเราที่โง่เขลา”
“หากไม่ใช่เพราะท่านป้า ข้าคงไม่สามารถทำงานที่มีรายได้ดีถึงเพียงนี้ ข้าไม่สามารถรับเงินนี้ไว้ทั้งหมดได้จริง ๆ เจ้าค่ะ…” อาหงส่ายหน้าแรง ๆ
บุคคลที่มีความซื่อสัตย์แม้มีเงินกองอยู่ตรงหน้าช่างพบเห็นได้ยากนัก แม่นางเหลียนจึงกล่าวหยั่งเชิง “เช่นนั้นป้าจะยังจ้างงานเจ้าได้หรือไม่?”
อาหงมองสบตานางพร้อมพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “พ่อค้าขนสัตว์ติดต่อทำการค้ากับครอบครัวของท่านป้า ส่วนข้ามีหน้าที่ทำงานให้กับครอบครัวของท่านป้าอีกทีหนึ่ง ข้าจะฉวยโอกาสรับรายได้ทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียวได้อย่างไรกัน?”
ถูกแล้ว อาหงคิดอย่างรอบคอบ นางได้รับการว่าจ้างจากตระกูลหยุน ในโลกนี้จะมีเหตุผลใดบ้าง ที่นายจ้างจ้างคนให้มาทำงาน แต่พวกเขากลับไม่ได้รับเงินแม้แต่เหรียญเดียว?
เมื่อเห็นท่าทางที่จริงใจระคนถ่อมตนของนางแล้ว แม่นางเหลียนพลันเผยรอยยิ้มด้วยรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่งไปพร้อมกัน เป็นเรื่องยากที่จะพบเห็นเด็กสาวที่เติบโตขึ้นท่ามกลางห้วงมหาสมุทรอันขมขื่น แต่กลับไม่คิดโลภหรือฉวยโอกาสเอาเปรียบเมื่อเห็นเงินจำนวนมหาศาลอยู่ตรงหน้า
“จริงหรือ?” แม่นางเหลียนถามย้ำอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม
อาหงเม้มริมฝีปากแน่น เหลือบมองไปยังแท่งเงินอีกครั้ง ก่อนจะส่ายศีรษะอย่างดื้อรั้น
“เจ้ายังไม่ทันฟังป้าพูดให้จบด้วยซ้ำ” แม่นางเหลียนกล่าว “เงินนี้ไม่ใช่เงินค่าแรงสำหรับชิ้นงานของเจ้าเพียงอย่างเดียว แต่เจ้าต้องช่วยเหลือป้าอีกประการหนึ่ง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อาหงจึงผ่อนลมหายใจออกด้วยความโล่งอก ก่อนกล่าวออกอย่างรีบเร่ง “ท่านป้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยอีก สามารถสั่งข้าได้เจ้าค่ะ”
“ป้าจะจัดสถานที่ไว้เป็นการเฉพาะให้ทุกคนได้ทำงานตัดเย็บร่วมกัน เจ้ามีหน้าที่ช่วยป้าเฝ้าระวังและสังเกตการณ์ ผู้ใดทำสิ่งใดบ้าง มีกี่งานที่ต้องรับผิดชอบ และงานใดที่ต้องเน้นย้ำอย่างจริงจัง คนงานเหล่านั้นทำงานอย่างไร้ระเบียบ แน่นอนว่าย่อมมีผู้ที่เกียจคร้าน” แม่นางเหลียนกล่าว
“ข้าทำได้เจ้าค่ะ” อาหงตอบรับในทันที “ที่นาเพียงสองสามไร่ของครอบครัวข้า เจ้าสามสามารถทำการเพาะปลูกได้ด้วยตัวคนเดียว ดังนั้นท่านป้าโปรดมั่นใจมอบหมายงานนี้ให้ข้ารับผิดชอบ”
“ด้วยเหตุนี้ เจ้าอาจไม่สามารถดูแลปรนนิบัติงานในครัวเรือนได้เช่นทุกครั้ง เจ้าต้องบอกกล่าวเรื่องนี้ให้พ่อและแม่สามีของเจ้ารับทราบเสียก่อน” แม่นางเหลียนแนะนำ หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว นางจึงเปลี่ยนแท่งเงินสองสามแท่งเป็นเงินจำนวนห้าตำลึง “ในเมื่อเจ้าอาจปรนนิบัติดูแลครอบครัวได้น้อยลง เช่นนั้นเจ้าควรกตัญญูต่อพ่อและแม่สามีให้มากขึ้น”
ทันทีที่รู้ว่าลูกสะใภ้ของตนถูกจ้างไปทำงานเย็บปักให้ตระกูลหยุน และได้รับเงินค่าแรงล่วงหน้ามาห้าตำลึง ตราบใดที่เสื้อคลุมขนสัตว์ทั้งสองร้อยชิ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางจะได้รับเงินค่าแรงอีกห้าตำลึง พ่อและแม่สามีตระกูลเว่ยจึงยิ้มกว้างด้วยความยินดียิ่ง ตอนนี้อาหงกลายเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งของตระกูลแล้ว ดังนั้นพวกเขาจะปล่อยให้นางหยิบจับทำงานบ้านได้อย่างไร
“สะใภ้ใหญ่ เจ้าจงทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดี ครอบครัวเรายังมีท่านพ่อและน้องสามของเจ้าอยู่ที่บ้าน” แม่นางโจว แม่สามีของอาหงพลิกเศษเงินทั้งห้าตำลึงในมือไปมาอย่างมีความสุข จ้องมองแสงสะท้อนวาววับของมันด้วยความปลาบปลื้ม ก่อนจะแบ่งคืนให้กับนางจำนวนสองแท่ง
อาหงจับจ้องการกระทำนั้นด้วยความงุนงง “ท่านแม่?”
“ข้าจะเก็บเงินส่วนนี้ไว้สำหรับใช้จ่ายในครัวเรือนของเรา ส่วนเงินจำนวนนี้เจ้ารับเอาไปเสียเถิด” แม่นางโจวกล่าว “เจ้าสองสามีภรรยาควรเก็บออมเงินไว้บ้าง ครั้นเจ้าใหญ่กลับลงมาจากภูเขาในอีกสองวันข้างหน้า จงเข้าไปในเมืองด้วยกัน เพื่อเลือกดูว่าพวกเจ้าต้องการซื้อหาสิ่งใดหรือไม่”
“ท่านแม่…”
“รับไว้เถิด” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังลังเลที่จะรับมันไว้ แม่นางโจวจึงยัดเงินใส่ลงในมือของนาง “ครอบครัวเราไม่มีฐานะร่ำรวย อีกทั้งเราไม่ได้มอบสินสอดทองหมั้นอย่างดีให้กับเจ้านับตั้งแต่เจ้าแต่งเข้าตระกูลเรามา ตอนนี้เจ้ากลายเป็นดาวนำโชคของครอบครัวเราแล้ว ข้าไม่อาจปฏิบัติต่อเจ้าอย่างเลวร้าย ฉะนั้นจงรับไปซะ”
อาหงก้มศีรษะลงพร้อมตอบรับว่า “เจ้าค่ะ” พลางกำแท่งเงินทั้งสองไว้แน่น ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้น
ทันทีที่ได้รับเงินมาห้าตำลึง นางมีความคิดอยากซ่อมแซมบ้านที่ทรุดโทรมให้กับครอบครัวของสามี ทว่านางเกิดความกังวลว่าแม่สามีอาจไม่เห็นด้วย ไม่คาดคิดเลยว่าแม่สามีของตนจะมีเหตุผลเช่นนี้ ทั้งยังแบ่งเงินให้กับนางถึงสองตำลึง
อาหงกลับเข้าไปพักผ่อนในห้องส่วนตัวของนางด้วยความปีติยินดียิ่ง ห่อเงินทั้งสองแท่งไว้ด้วยเศษผ้า ก่อนจะจัดวางไว้ในห้องเป็นอย่างดี ทว่าชายชราตระกูลเว่ยกลับรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าใหญ่ทำงานอยู่บนภูเขาแทบทุกวัน กลับที่บ้านเพียงเดือนละหนึ่งวันเท่านั้น นางอาศัยอยู่กับเราเพื่อกินและดื่มก็ล้วนเป็นเงินจากสามีของนาง นางไม่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายใด ๆ เสียหน่อย แบ่งให้เพียงไม่กี่เหรียญก็เพียงพอแล้ว เหตุใดเจ้าจึงมอบให้นางมากมายถึงเพียงนี้ เราควรเก็บเงินไว้ให้เจ้าสองแต่งภรรยาไม่ดีกว่าหรือ?”
“ดูเจ้าพูดเข้าสิ…” แม่นางโจวเก็บแท่งเงินลงในกล่อง ก่อนหันมองเขาแวบหนึ่งพร้อมเอ่ยต่อไป “เงินเหล่านี้ได้มาเพราะความสามารถของสะใภ้ใหญ่ อีกทั้งนางยังมีน้ำใจมอบให้เราทั้งหมดแต่แรก นั่นก็เท่ากับว่านางบริสุทธิ์ใจต่อเรามิใช่หรือ? นี่ไม่ใช่ครั้งแรก นางทำเช่นนี้สองสามครั้งมาแล้ว เจ้าไม่ยินดีจะแบ่งปันให้นางงั้นหรือ?”
“นางแต่งเข้าตระกูลเรา ก็นับว่านางเป็นคนของตระกูลเราแล้ว อีกอย่างนางไม่ได้แยกครอบครัวออกไปจากเราเสียหน่อย นางมีรายได้ก็นำมามอบให้เราสองคนในฐานะพ่อแม่ ตามหลักควรเป็นเช่นนั้น ในหมู่บ้านนี้มีครอบครัวใดบ้างที่ไม่ทำเช่นนี้” เหล่าเว่ยโต้แย้ง
ตามหลักแล้วตระกูลที่ไม่มีการแยกครอบครัวควรเป็นเช่นนั้น แม้ว่าสองสามีภรรยาตระกูลเว่ยจะไม่เคยมอบสินสอดทองหมั้นให้แก่อาหง ทว่านางไม่มีทางเลือกอื่น ดังนั้นเหล่าเว่ยจึงยึดถือธรรมเนียมว่าตนควรเก็บเงินไว้ทั้งหมด
“สิ่งที่เจ้ากล่าวมาก็ไม่ผิด” แม่นางโจวกล่าว “แต่เมื่อเวลาผ่านไป ไม่ช้าก็เร็วย่อมเกิดเป็นช่องว่าง เจ้าจำไม่ได้หรือว่าเหตุใดครอบครัวรองจึงแยกตัวออกมาจากตระกูลหยุนในตอนนั้น? ชาวบ้านลือกันว่าลูกชายคนรองของผู้เฒ่าหยุนจำเป็นต้องรับผิดแทนพี่ชายคนโตของเขาที่เข้าบ่อนเล่นพนัน แต่ต่อให้ไม่ใช่ด้วยเหตุผลนี้ ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องแยกครอบครัวออกมา หญิงชราผู้นั้นเอาแต่ก่นด่าและใจร้ายกับลูกและหลานจนเกินไป ตอนนี้นางสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ นั่นก็เพราะความกตัญญูกตเวทีของเจ้ารองทั้งนั้น เจ้าอยากมีชีวิตบั้นปลายโดยมีนางเป็นเยี่ยงอย่างหรอกหรือ?”
“ข้าออกความเห็นเพียงสองสามประโยคเท่านั้น เหตุใดเจ้ากล่าวโยงไปยังครอบครัวตระกูลหยุนเสียได้” เหล่าเว่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย “ถึงอย่างไรเจ้าก็มอบเงินให้กับนางมากเกินไป นางมีความจำเป็นใดต้องใช้จ่ายเงินมากถึงเพียงนั้น?”
“สะใภ้ใหญ่เป็นคนดีมีคุณธรรม นางสมควรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ต่อให้นางไม่มีความจำเป็นต้องใช้จ่าย แต่นางควรมีความสุขตามอัตภาพ” แม่นางโจวกล่าว “วันพรุ่งนี้ข้าจะซื้อลูกหมูสองตัวมาเลี้ยงดู ให้พวกมันเติบโตทันวันตรุษ ส่วนรายได้ใช่ว่าจะมีเพียงห้าตำลึงนี้เสียหน่อย หลังจากส่งมอบเสื้อคลุมขนสัตว์ครบสองร้อยชิ้นแล้วจะได้รับเงินอีกห้าตำลึง ค่อยเก็บเงินสามตำลึงไว้สำหรับให้เจ้ารองได้แต่งภรรยา ส่วนเจ้าสามยังเยาว์นัก รอต่อไปอีกสักสองสามปี ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน…”
เหล่าเว่ยนิ่งฟังอยู่เป็นนาน แต่ทันทีที่เขาได้ยินแม่นางโจวเปรยถึงจำนวน ‘สองหรือสาม’ คิ้วทั้งสองของเขาก็เลิกขึ้นอีกครั้ง “ว่าอย่างไรนะ? เจ้าจะแบ่งให้นางอีกสองสามตำลึงอย่างนั้นรึ?!”
“เจ้าจะโวยวายเสียงดังไปไยกัน?!” แม่นางโจวถลึงตามองเขา ก่อนหันมองไปทางห้องส่วนตัวของอาหง “ถึงตอนนั้นไม่แน่ว่าสะใภ้ใหญ่อาจตั้งครรภ์ก็เป็นได้ นางควรมีเงินเก็บไว้สองสามตำลึงสำหรับลูกของนางบ้าง ช่วงเวลานี้นางยังพอมีเรี่ยวแรงพอทำงานหาเงินได้ เราไม่ควรทำให้นางอึดอัดคับข้องใจอย่างเด็ดขาด”