ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 484 แบกรับภาระ
ตอนที่ 484 แบกรับภาระ
ตอนที่ 484 แบกรับภาระ
ในบรรดาสะใภ้ของครอบครัวในแถบชนบท แม่นางโจวเป็นแม่สามีที่เข้าใจหัวอกของลูกสะใภ้ที่สุด อาหงเล่าเรื่องนี้ให้กับหญิงสาวรุ่นน้องหลายคนฟัง ซึ่งหญิงสาวเหล่านั้นต่างอิจฉาความโชคดีของนางเป็นอย่างยิ่ง พวกนางต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าแม่สามีที่มีเหตุผลย่อมทำให้ลูกสะใภ้ทนทุกข์น้อยลง
หยุนลี่เต๋อรีบเรียกคนงานให้มาช่วยกันสร้างโรงเรือนทรงยาวบนพื้นที่โล่งข้างลานบ้านในเรือนของเขา จากนั้นจึงจัดโต๊ะและเก้าอี้ขนาดยาวสองสามตัวมาวางไว้ ส่วนแม่นางเหลียนรวบรวมชิ้นงานที่ส่งให้ก่อนหน้านี้มาตรวจสอบเพิ่มเติมอีกครั้งให้ถี่ถ้วน เพื่อจะได้ทำการแก้ไขให้งานออกมาอย่างประณีตที่สุด เมื่อมีเวลาว่างจึงจะทำการจ่ายค่าแรงต่อชิ้นเดือนละหนึ่งครั้ง ซึ่งสินค้าจากขนสัตว์ทั้งหมดจะไม่ถูกคิดค่าแรงจนกว่าจะผ่านสายตาของอาหง
ทันทีที่มีข่าวว่าโรงเรือนสร้างเสร็จแล้ว บรรดาผู้หญิงต่างทำงานกันอย่างมีความสุขมากขึ้นเมื่อมีพื้นที่สำหรับทำงานตัดเย็บเป็นการเฉพาะ เมื่อทุกคนว่างเว้นจากงานในครัวเรือนก็สามารถมารวมตัวกันได้ ทำงานหารายได้ ทั้งยังได้พูดคุยสมาคมกันอีก ช่างดีอะไรเช่นนี้!
นอกจากนี้ยังมีสตรีสองสามคนที่เคยทำงานให้กับแม่นางเหลียนมาก่อน ทว่าพวกนางกลับไม่ได้รับแจ้งเรื่องนี้ ครั้นได้ยินเรื่องนี้ในภายหลังจากผู้อื่น จึงไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ พวกนางต่างมารวมตัวกันหน้าประตูบ้านของครอบครัวรองพร้อมกัน ก่อนจะตะโกนเรียกเพื่อขอคำอธิบายให้ชัดเจน
ยังไม่ทันที่แม่นางเหลียนจะออกมาชี้แจงอย่างไร อาหงกลับอาสารับหน้าแทน
อาหงเป็นหญิงสาวผิวคล้ำร่างผอมบาง น้ำเสียงของนางจึงแผ่วเบาและอ่อนโยนตามรูปลักษณ์ภายนอก นางกล่าวกับหญิงสาวสามคนนั้นว่า “ท่านป้าทั้งหลายอย่าได้เอะอะไป ข้าสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ แต่การที่เราไม่ได้เชิญท่านมาทำงานเย็บปักด้วยกันในครั้งนี้ ท่านป้าทั้งสามควรรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่…”
“รู้อยู่แก่ใจงั้นรึ? เราต้องรู้สิ่งใดแก่ใจ? ก่อนหน้านี้พวกเราต่างก็ทำงานให้กับนาง แล้วเหตุใดครั้งนี้จึงไม่คิดจะแบ่งงานให้เราทำบ้าง?” อาหงกล่าวยังไม่ทันจบประโยค ท่านป้าคนหนึ่งกลับตะโกนแทรกเสียงดัง
สตรีอีกคนเห็นว่ามีคนกล้าโต้เถียง นางจึงยกมือขึ้นเท้าสะเอวเพื่อต่อว่าบ้าง “เรื่องอะไรเราจะยอมให้สะใภ้จากหมู่บ้านอื่นมาควบคุมกิจการภายในหมู่บ้านไป๋ซีของเราด้วยเล่า? ใช่ว่าเจ้ามีฝีมือการตัดเย็บที่น่าทึ่งแล้วจะยกหางว่าตนมีความสามารถเหนือผู้อื่น พวกเราต่างก็ใช้ความคิดและฝีมือไม่ต่างกัน บางชิ้นงานอาจทำได้ดีกว่าเจ้าเสียด้วยซ้ำ”
อาหงไม่โกรธเคืองที่ตนถูกต่อว่าแต่อย่างใด นางเพียงอธิบายไปตามข้อเท็จจริง “ชิ้นงานที่ท่านทั้งสามตัดเย็บเมื่อครั้งล่าสุดนั้นหยาบและยุ่งเหยิงเกินไป หากนำส่งมอบให้กับลูกค้า แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางจ่ายเงินซื้อเป็นแน่ เราทุกคนต่างมารวมตัวกันที่นี่ทำงานหารายได้ ดังนั้นไม่ควรมีผู้ที่คิดเอาเปรียบ”
“สะใภ้ตระกูลเว่ย เจ้ากล่าวหากันเช่นนี้ได้อย่างไร?!” สตรีท่าทางฉุนเฉียวเริ่มร้อนตัว ก่อนจะตะเบ็งเสียงแหลมสูง “เจ้ากำลังกล่าวหาว่าผู้ใดคิดเอาเปรียบกันแน่? ถือว่าฝีมือของตนดีแล้วจะตัดสินว่าฝีมือของผู้อื่นย่ำแย่อย่างนั้นรึ?!”
“ข้าไม่ได้กล่าววาจาไร้สาระ” อาหงยังคงตอบกลับอย่างใจเย็น “เสื้อคลุมที่ท่านทั้งสามตัดเย็บยังเก็บไว้ในเรือน และท่านป้ารองหยุนเป็นผู้ขอให้ข้ารื้อทิ้งแล้วทำการเย็บใหม่ทั้งหมด”
ท่านป้าทั้งสามคนนิ่งงันไปด้วยไม่อาจโต้เถียงได้อีก
“ประมาณสองวันก่อน มีงานภายในบ้านที่ข้าต้องรีบสะสาง ดังนั้นข้าจึงยุ่งมากจนไม่ได้ตรวจสอบ” ผู้หญิงคนหนึ่งยอมรับผิด ก่อนจะกล่าวต่อไป “แต่คราวนี้ข้าว่างงานแล้ว ดังนั้นจะระวังให้ดี เจ้าคงไม่ตัดโอกาสข้าด้วยงานที่ผิดพลาดเพียงชิ้นเดียวใช่หรือไม่?”
สตรีอีกคนกลอกตาพร้อมกล่าวด้วยความกระดากอายเล็กน้อย “ถูกแล้ว นับจากนี้ไปข้าจะไม่ประมาทอีก”
อาหงกล่าวถึงเหตุผลทุกประการไปอย่างชัดแจ้งแล้ว ทว่าท่านป้าทั้งสามคนไม่ต้องการปล่อยโอกาสทำเงินให้หลุดลอยไปโดยง่าย ยังคงยืนกรานขอโอกาสอยู่อย่างนั้น อาหงจึงไม่อาจตัดสินใจอย่างไรได้ กระทั่งได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “หากท่านมีความตั้งใจจริงก็ย่อมได้ แต่คราวนี้การจ่ายค่าแรงจะไม่ง่ายดายเช่นครั้งก่อนหน้า หากชิ้นงานยังยุ่งเหยิงอีก ข้ามีสิทธิ์ไม่จ่ายค่าแรงให้”
ทันทีที่ทั้งสามเห็นว่าผู้พูดคือหยุนเชวี่ย ใบหน้าจึงประดับไปด้วยรอยยิ้มทันที ก่อนจะกล่าวยืนยันซ้ำไปซ้ำมา “แม่สาวน้อย อย่าได้กังวลไป คราวนี้ป้าต้องระวังให้มากขึ้นอย่างแน่นอน หากชิ้นงานออกมาไม่ดี เจ้าจะไม่จ่ายค่าแรงให้ ข้าย่อมไม่โวยวายอย่างเด็ดขาด!”
หยุนเชวี่ยพยักหน้าพร้อมกล่าวกำชับอีกครั้ง “พี่อาหงจะรับหน้าที่ดูแลกิจการเกี่ยวกับขนสัตว์นับจากนี้ไป หากพวกท่านมีข้อสงสัยโปรดถามไถ่จากนาง และเมื่องานเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องมอบให้นางเป็นผู้ตรวจสอบ นางจะเป็นผู้นับจำนวนและคิดค่าแรงให้เป็นรายชิ้น”
ทั้งสามนิ่งเงียบไป ได้แต่จ้องมองอาหงด้วยสายตาซับซ้อน
อาหงไม่คิดเก็บมาใส่ใจ นางพยักหน้ารับพร้อมหันไปยิ้มกับให้กับผู้เป็นนายจ้าง “ในเมื่อนางออกปากเช่นนี้แล้วพวกท่านก็เข้ามาเถิด หากมีข้อสงสัยสามารถถามจากข้าได้ทุกเมื่อ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลารื้อแยกชิ้นส่วนและตัดเย็บขึ้นใหม่ จนความพยายามของพวกท่านสูญเปล่า”
โรงเรือนสำหรับทำงานตัดเย็บสินค้าจากขนสัตว์ของหมู่บ้านไป๋ซี แม้อยู่ในช่วงเริ่มต้นกิจการ แต่มีวี่แววว่าจะพัฒนาจนรุ่งเรืองได้ในไม่ช้า
ในฐานะผู้รับผิดชอบกิจการนี้ อาหงยุ่งอยู่กับงานมากทีเดียว ไม่เพียงต้องทำงานในส่วนของตนเอง แต่ยังต้องคอยดูแลให้คำปรึกษาผู้อื่นเป็นครั้งคราวอีกด้วย ไม่ว่าจะเคล็ดลับการตัดเย็บวัสดุให้สิ้นเปลืองน้อยที่สุด หรือเคล็ดลับการเย็บซ่อนฝีตะเข็บให้แนบเนียน ล้วนเป็นหน้าที่ของนางผู้เดียว
บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านต่างกระตือรือร้นในการทำงานมากกว่าเก่า พวกนางตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปทำงานเพาะปลูกในทุ่งนาทันทีที่พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า หลังเสร็จจากงานในทุ่งนาแล้ว พวกนางต่างกลับมาที่บ้านเพื่อกินอาหารมื้อกลางวัน ก่อนเดินทางมารวมกลุ่มกันเพื่อทำงานตัดเย็บ บรรยากาศใต้ร่มไม้หลังเรือนครอบครัวรองจึงครึกครื้นตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงช่วงเวลาก่อนอาหารมื้อเย็น
แม่นางจ้าวต้องการทำงานหารายได้เพิ่มเติม ซึ่งนางสามารถทำงานเย็บปักได้เป็นอย่างดี ทว่าแม่เฒ่าจูไม่อาจยินยอมให้นางทำงานง่าย ๆ เหล่านี้เพียงอย่างเดียว จึงคอยสรรหางานอื่น เช่น ทำไร่ไถนา ให้อาหารหมู ซักผ้า และผ่าฟืนให้นางทำตลอดทั้งวัน ทำให้ไม่มีเวลาว่างมาทำงานเย็บปักแม้แต่อึดใจเดียว
หยุนชิ่วเอ๋อซึ่งอยู่ที่บ้านได้รับการดูแลอย่างดีมาระยะหนึ่งแล้ว สภาพจิตใจของนางก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่กรีดร้องบ่อยเช่นครั้งก่อนหน้า และบางครั้งนางสามารถกล่าวถ้อยคำด้วยอารมณ์มั่นคงเช่นคนปกติ ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่สามารถให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงหรือเรื่องเกี่ยวกับตระกูลจาง เพราะทุกครั้งที่ถามไถ่อาการของนางจะกำเริบขึ้นมาทุกครั้ง หลังจากพยายามเอ่ยถามสามถึงห้าครั้ง แม่เฒ่าจูก็ล้มเลิกความคิดที่จะเค้นถามเพิ่มเติมอีก
หลายวันผ่านไป ท้องของนางเริ่มโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเห็นได้ชัดเจน ทุกครั้งที่แม่เฒ่าจูเหลือบไปเห็นจะเผยสีหน้าบูดบึ้งน่าเกลียด ทั้งยังกล่าวถ้อยคำ เช่น ‘ลูกสัตว์ป่า’ ‘เลือดชั่วร้าย’ หรือ ‘เด็กเดรัจฉาน’ เป็นคำติดปากที่นางใช้สาปแช่งอยู่เนือง ๆ
นางยังมีความคิดที่จะสั่งให้หยุนลี่เต๋อเดินทางไปต่างถิ่น เพื่อเสาะหาชายสักคนที่ไม่สามารถมีบุตรได้ แล้วส่งตัวหยุนซิ่วเอ๋อไปแต่งงานกับเขาพร้อมสินสอดทองหมั้น เป็นการแก้ปัญหาก่อนที่เด็กในท้องของนางจะคลอดออกมาโดยไร้พ่อ ทั้งยังเป็นการรักษาใบหน้าของนางอีกด้วย
หลังจากพูดคุยกันเรื่องนี้ถึงสองสามหน หยุนลี่เต๋อกลับรู้สึกว่าการทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องนัก เขาจึงเลือกที่จะโกหกโดยอ้างว่าเขาถามไถ่แล้ว แต่ยังไม่พบคนที่เหมาะสมตามที่นางต้องการ ฝ่ายแม่เฒ่าจูเองก็ไม่อาจจัดการหาคู่ครองให้หยุนชิ่วเอ๋อด้วยตนเองเพราะกลัวว่าตนจะเสียหน้า ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงหน่วงเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
เรือนหลังเก่าตระกูลหยุนปิดประตูลงกลอนไว้อย่างแน่นหนาตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันไม่ให้หยุนชิ่วเอ๋อวิ่งพรวดพราดออกไป มีเพียงปากไร้หูรูดของนางเฉินเท่านั้นที่เผลอเล่าในสิ่งที่ตนได้ยินมา ซึ่งตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือความเท็จอย่างไรแน่
กลางเดือนพฤษภาคม หยุนโม่ก็กลับมาที่หมู่บ้าน เขากลับไปยังเรือนเดิมก่อน จากนั้นจึงมาเยี่ยมเยียนที่เรือนของหยุนลี่เต๋อ พูดคุยกันไปสักพักเขาจึงบอกกล่าวว่าตนกำลังจะแต่งงาน ว่าที่เจ้าสาวแซ่หลัว ปีนี้นางอายุย่างสิบหกปี และครอบครัวของนางอาศัยอยู่ในเขตตัวเมือง
หยุนลี่เต๋อตะลึงงันไปชั่วครู่ “หมั้นหมายไว้แล้วหรือ?”
“หมั้นหมายแล้วขอรับ ฤกษ์ยามมงคลคือวันที่แปดของเดือนหน้า” หยุนโม่เอ่ยตอบ
“แล้วเรื่องสินสอดทองหมั้น…”
“ตระกูลหลัวกล่าวว่าพวกเขาไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ และทันทีที่ข้าแต่งงาน ข้าจะไม่เป็นอาจารย์ในสำนักเรียนเอกชนอีกต่อไป…” ว่าแล้วดวงตาของหยุนโม่พลันหรี่เล็กลง เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “ท่านพ่อตาจะฝากฝังงานอื่นให้กับข้าขอรับ”
“โอ้…” หยุนลี่เต๋อพยักหน้ารับทราบ ถึงกระนั้นเขายังไม่เข้าใจบางสิ่งมากนัก และต้องการถามไถ่อีกสองสามประโยคให้คลายความสงสัย ทว่าแม่นางเหลียนกลับดึงแขนเขาให้หลบไปด้านข้างพร้อมเผยรอยยิ้ม “นี่นับเป็นเรื่องมงคลอย่างยิ่ง อารองและอาสะใภ้รองจะตระเตรียมของกำนัลไว้สำหรับเจ้าอย่างแน่นอน”
หยุนโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเผยรอยยิ้มกระอักกระอ่วนชอบกล จากนั้นจึงประสานมือและโค้งคำนับทั้งสอง “ขอบคุณอารองและอาสะใภ้รองแล้ว เช่นนั้นข้าต้องขอตัวลาก่อน ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องตระเตรียมให้พร้อมสรรพ”
หยุนลี่เต๋อ…
ทันทีที่หยุนโม่เดินจากไป เขายกมือขึ้นเสยผมด้วยความสับสนพร้อมตั้งข้อสังเกต “เหตุใดจึงตัดสินใจแต่งงานง่ายดายนัก? ไม่มีแม่สื่อ อีกทั้งครอบครัวฝ่ายว่าที่เจ้าสาวยังไม่ต้องการสินสอดทองหมั้น ราวกับว่าเขาไม่ต้องแบกรับภาระใด ๆ เลย…” เมื่อกล่าวพึมพำเช่นนั้น เขาพลันตกตะลึงไปครู่หนึ่งราวนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ ก่อนหันขวับไปมองแม่นางเหลียน “เจ้าว่าเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่ต้าหลางจะแต่งเข้าตระกูลหลัว?”