ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 487 กู้ร่าง
ตอนที่ 487 กู้ร่าง
ตอนที่ 487 กู้ร่าง
หยุนชิ่วเอ๋อหน้าท้องใหญ่อุ้ยอ้าย ซ้ำร่างกายยังมีน้ำหนักไม่น้อย นางจะมีแรงวิ่งไปได้ไกลเพียงใดกัน? จากการค้นหาสถานที่ทั้งหมดในบริเวณใกล้เคียงจนทั่ว แต่กลับไร้วี่แววว่าจะพบนาง เป็นไปได้ว่าแปดในสิบอาจเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้นกับนางอย่างแน่นอน
ผ่านวันที่ห้าย่างเข้าสู่วันที่หก บรรดาชาวบ้านยังไม่มีผู้ใดหาตัวหยุนชิ่วเอ๋อพบ ส่วนหยุนลี่เต๋อก็เริ่มจนปัญญา อีกทั้งแม่เฒ่าจูยังคอยเอะอะโวยวายสร้างปัญหา สั่งให้เขาพาตัวหยุนชิ่วเอ๋อกลับมาให้ได้ แม้พยายามอย่างสุดความสามารถแต่ความหวังกลับเลือนรางลงไปทุกที
ขณะที่เขาเริ่มหมดความหวัง ชาวบ้านหลายคนจากหมู่บ้านซิ่งหลินซึ่งอยู่ปลายสุดแม่น้ำกลับรีบเร่งมาแจ้งข่าวแก่เขาด้วยความตื่นตระหนก บอกว่ามีศพผู้หญิงนิรนามลอยมาตามกระแสน้ำ สภาพร่างบวมอืดจนไม่อาจระบุตัวตนได้
เมื่อหยุนลี่เต๋อได้ยินสิ่งนี้ สมองของเขาพลันขาวโพลนว่างเปล่าไปชั่วขณะด้วยลางสังหรณ์อันย่ำแย่บางอย่าง ไพล่คิดไปว่าศพที่ชาวบ้านพบในแม่น้ำอาจเป็นหยุนชิ่วเอ๋อ…
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนรีบตามชาวบ้านไปยังหมู่บ้านซิ่งหลินทันที แม่นางเหลียนเอ่ยถามด้วยความวิตกกังวลยิ่ง “คนผู้นั้นสวมใส่เสื้อผ้าแบบใด? ความสูงประมาณเท่าไร? นางเป็นคนท้องแก่หรือไม่?”
“ข้าเห็นเพียงว่านางสวมเสื้อคลุมตัวสั้นที่มีปกเสื้อลาดเอียง เหมือนจะเตี้ยกว่าท่านเล็กน้อย ร่างของนางบวมอืดมากทีเดียว ข้ามองไม่ออกว่านางเป็นคนท้องหรือไม่ อีกอย่าง สภาพของนางน่ากลัวเกินกว่าที่ข้าจะสังเกตอย่างถี่ถ้วน…”
ทันทีที่นางได้ยินว่าศพดังกล่าวสวมเสื้อคลุมตัวสั้น สีหน้าของแม่นางเหลียนพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที เหตุบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นางเห็นว่าท้องของหยุนชิ่วเอ๋อเริ่มดันเสื้อผ้าจนคับแน่น ชุดเดิมที่เคยใส่จึงไม่พอดีตัวเสียแล้ว นางจึงถือโอกาสนี้ตัดเย็บเสื้อคลุมชุดใหม่ซึ่งสวมใส่สบายมากขึ้นมอบให้นางผลัดเปลี่ยน และรูปแบบของมันเป็นเสื้อคลุมซึ่งมีปกเสื้อลาดเอียง!
“เสื้อคลุมตัวสั้นที่เจ้าว่า ชายเสื้อเป็นสีน้ำเงิน และปักลายตรงคอเสื้อด้วยหรือไม่?”
“ข้าเพียงเหลือบมองจากระยะไกล มองไม่เห็นรายละเอียดอย่างชัดเจน” ชาวบ้านผู้นั้นกล่าว “ผู้ที่พบเป็นคนแรกคือสองพี่น้องในหมู่บ้านของเราที่กำลังจับปลาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ หวังต้าชานและหวังต้าเจียง ทันทีที่พบพวกเขาจึงช่วยกันกู้ร่างขึ้นฝั่ง พี่น้องสองคนนี้กล้าหาญไม่น้อยเลย ท่านทั้งสองอย่าเพิ่งร้อนใจจนเกินไป บางทีอาจไม่ใช่…”
“เจ้าพูดถูก เจ้าพูดถูก” แม่นางเหลียนพยักหน้าพร้อมพยายามปลอบประโลมใจตนเอง พลางเหลือบมองใบหน้าของหยุนลี่เต๋ออีกครั้ง พบว่าเขาขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งขรึม ลางสังหรณ์ทางลบภายในใจเริ่มทวีคูณจนไม่อาจควบคุมได้
หมู่บ้านไป๋ซีตั้งอยู่ในบริเวณต้นน้ำลำธารของหมู่บ้านซิ่งหลิน ดังนั้นแม่น้ำจึงไหลผ่านสองหมู่บ้าน กระแสน้ำในลำธารไหลไปรวมกันกลายเป็นแอ่งใหญ่ใกล้ภูเขาภายในหมู่บ้านซิ่งหลิน แอ่งน้ำที่ว่ามีความลึกพอสมควร อีกทั้งก้นแอ่งยังตกตะกอนด้วยเศษดินทรายต่าง ๆ ที่ถูกพัดพามา หากพลัดตกลงไป แม้แต่ชายฉกรรจ์ร่างกายแข็งแรงยังตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ยากยิ่ง
ผู้คนในหมู่บ้านซิ่งหลินเรียกขานแอ่งน้ำลึกนี้ว่า ‘แอ่งกินคน’ หากผู้ใหญ่จับได้ว่าลูกหลานของตนกล้าบ้าบิ่นลอบมาเล่นบริเวณนี้ จะทุบตีพวกเขาอย่างหนักเพื่อห้ามไม่ให้มาที่นี่อีก ดังนั้นในแต่ละวันจึงมีผู้คนเฉียดกรายผ่านมาน้อยคนนัก
สองพี่น้องตระกูลหวังชำนาญการว่ายน้ำและจับปลา ครั้นเห็นว่าปลาในแอ่งดังกล่าวตัวใหญ่ทั้งยังอ้วนท้วนสมบูรณ์ จึงหวังจับมาย่างกินสักสองตัวให้อิ่มหนำ ไม่คาดคิดว่าทันทีที่กระโดดลงไปในแอ่ง กลับเหลือบไปเห็นศพสภาพบวมอืดลอยคว่ำหน้าหมุนวนอยู่ริมแอ่ง ต่อให้ใจกล้าเพียงใดก็ตกใจกลัวเสียจนฉี่แทบราด
ทั้งสองรีบว่ายขึ้นฝั่งและร้องไห้ด้วยความเสียขวัญกลับไปหาพ่อและแม่ของพวกเขา หลังจากผ่านไปชั่วครู่ พวกเขาก็รวบรวมความกล้าหันกลับมาจ้องมองศพที่มีสภาพโป่งพองราวถูกอัดอากาศเข้าไปภายในร่าง ทั้งยังลอยวนอยู่ภายในแอ่งอย่างนั้น ไม่ไหลตามกระแสไปสู่ปลายน้ำแต่อย่างใด
“นั่นคือคนตายจริงหรือ?”
“ต้องใช่แน่…”
“แล้วเหตุใดจึงได้อ้วนพองราวกับกระเพาะหมูเช่นนี้เล่า?”
“เป็นเพราะร่างกายอิ่มน้ำจนเกินไปอย่างไรล่ะ เจ้าลืมเถียต้านเอ๋อที่จมน้ำในหมู่บ้านของเราเมื่อสองสามปีก่อนไปแล้วหรือ? ตอนที่กู้ร่างขึ้นมา สภาพเขายังเหมือนเดิมเสียเมื่อไรกัน?”
“เช่นนั้นคนผู้นี้เป็นใครกัน?”
“…”
สองพี่น้องต่างเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าสู่วัยรุ่น คนหนึ่งอายุสิบห้า ส่วนอีกคนอายุสิบหกปี ทั้งสองตะลึงงันอยู่พักใหญ่ ครั้นอาการตื่นกลัวคลายลงแล้ว จึงลงไปในแอ่งน้ำเพื่อช่วยกันกู้ร่างขึ้นมาบนฝั่ง สร้างความหวาดผวาให้กับหญิงสาวที่มักมาซักผ้าริมแม่น้ำเป็นกิจวัตร
เด็กหนุ่มทั้งสองปิดปากและจมูกไว้ด้วยผ้ารัดเอวกางเกง อดทนต่อกลิ่นเหม็น ก่อนจะผลักศพที่คล้ายจะระเบิดได้ทุกเมื่อขึ้นฝั่ง จากนั้นจึงรีบกลับไปยังหมู่บ้านเพื่อแจ้งผู้อาวุโสในหมู่บ้านให้ที่รีบไปดูที่เกิดเหตุ และส่งคนไปรายงานเรื่องดังกล่าวต่อทางการทันที
เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไปว่ามีคนจมน้ำตายในแอ่งกินคนอีกครั้ง บรรดาผู้ชายและผู้หญิงในหมู่บ้านที่มีจิตใจกล้าหาญจึงแห่ไปมุงดูว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรแน่ ทันทีที่เห็นสภาพศพทุกคนต่างปิดปากและจมูก ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ท่านแม่ สภาพศพนี้ผิดรูปมนุษย์ไปมาก ข้ากลัวจนไม่อาจทนมองได้แล้ว สองพี่น้องตระกูลหวังช่างกล้าหาญเหลือเกิน!”
“ดูชุดที่นางสวมใส่สิ สะดุดตาไม่น้อยทีเดียว คงไม่ใช่คนในหมู่บ้านของเราหรอกใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่หรอก ดูท่าทางเหมือนจะลอยล่องตามกระแสน้ำมาจากทางต้นน้ำเสียมากกว่า เกรงว่าคงจมอยู่ในน้ำมามากกว่าสามวันแล้ว! จุ๊ จุ๊ เวรกรรมแท้ ๆ ตายทั้งทีกลับตายในสภาพไม่เหลือเค้าโครงเดิม…”
ขณะนั้นเอง ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เช่าที่นาของตระกูลหยุนเพื่อทำการเกษตรกลับโพล่งขึ้นว่า “เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีคนจากหมู่บ้านใกล้เคียงเข้ามาตามหาใครสักคนหนึ่ง ทั้งยังบอกว่าคนผู้นั้นเป็นหญิงท้องแก่ เป็นไปได้หรือไม่ว่า…”
“เจ้าเห็นหรือไม่? ดูสิ ศพนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าของสตรี”
“หากศพลอยมาจากทางต้นน้ำ ไม่แน่ว่านางอาจเป็นคนของหมู่บ้านไป๋ซี ไม่สำคัญว่านางจะเป็นคนที่พวกเขากำลังตามหาจริงหรือไม่ แต่รีบไปเรียกพวกเขาให้มาดูก่อนเถิด…”
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนมาถึงจุดเกิดเหตุก่อนคนจากทางการ ขณะนั้นศพถูกลากขึ้นมาวางเกยขอบแอ่งน้ำในท่านอนหงาย มีชาวบ้านท่าทางอยากรู้อยากเห็นสองสามคนยืนสังเกตการณ์อยู่ในระยะไกล
อีกด้านเป็นเด็กหนุ่มสองคนที่สวมใส่เสื้อผ้าเพียงครึ่งท่อนล่าง ก้มศีรษะต่ำ สีหน้าหดหู่เพราะกำลังถูกดุด่า
หญิงอ้วนวัยกลางคนผู้หนึ่งถือไม้เท้าไว้ในมือ ดุด่าเด็กหนุ่มทั้งสองเสียงดังลั่น ทั้งยังตบหน้าทั้งสองโดยแรง “ไอ้พวกเด็กเหลือขอ! ช่างบ้าบิ่นเสียจริง! กล้าจับแม้แต่ร่างคนตาย! ไม่อยากมีอายุขัยยืนยาวแล้วรึ?!”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอี้ยวตัวหลบไปด้านหลัง “เป็นความคิดของพี่ชายข้าต่างหาก”
เด็กหนุ่มอีกคน “!!!”
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนไม่ใส่ใจพวกเขามากนัก ทั้งสองรีบเดินตรงไปยังศพที่นอนอยู่ริมแอ่งน้ำ แม้เหลือบมองเพียงแวบเดียวเท่านั้น แข้งขาแม่นางเหลียนพลันอ่อนยวบกระทั่งเดินโซซัดโซเซจวนล้มลง โชคดีชาวบ้านซึ่งมาด้วยกันรีบปราดเข้าประคองนางไว้เสียก่อน
“ชะ… ใช่แล้ว ชิ่วเอ๋อ…” ใบหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที ริมฝีปากพลันสั่นระริก “นั่นชิ่วเอ๋อไม่ผิดแน่ ชุดนี้… ข้าเพิ่งตัดเย็บชุดนี้ให้นางสวมใส่เมื่อหลายวันก่อน เป็นชิ่วเอ๋อ…”
บริเวณกรามของหยุนลี่เต๋อขบจนเกร็งขึ้นเป็นสันนูน ริมฝีปากเม้มแน่น เส้นเอ็นตรงขมับกระตุกด้วยความตึงเครียด เขากล่าวคำใดไม่ออกอยู่เป็นนาน
น่าสลดใจยิ่งนัก
พบตัวนางทั้งทีกลับพบในสภาพจากตาย ช่างเป็นเรื่องน่าสลดใจอย่างยิ่ง สภาพศพของนางแปรเปลี่ยนไปจนแทบจดจำไม่ได้ อวัยวะทุกส่วนที่อยู่นอกร่มผ้า ไม่ว่าใบหน้า ลำคอ หรือฝ่ามือของนางล้วนถูกปลาแทะกินเนื้อเข้าไป บางจุดผิวเนื้อยังเปื่อยยุ่ยจนเผยให้เห็นถึงกระดูก แม้เขาเป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ แต่ภาพตรงหน้ากลับหดหู่เสียจนไม่อาจทนมองต่อไปได้
หยุนลี่เต๋อเบือนหน้าหนีทันที แววตาเต็มไปด้วยความคับข้อง มุมปากยังคงกระตุกเกร็งอย่างต่อเนื่อง
“ท่านขอรับ” เมื่อเห็นว่าเขาไม่กล่าวคำใดเป็นเวลานาน ผู้เช่าที่ติดตามเขามาจึงเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “ท่านจะรอให้คนจากทางการมาจัดการเรื่องนี้ หรือพวกท่านจะนำศพของนางกลับไปด้วยตนเอง?”
หยุนลี่เต๋อถอดเสื้อของตนออก ก่อนคุกเข่านั่งยอง ๆ ใช้มันปิดคลุมร่างส่วนบนของนางไว้ จากนั้นจึงเช็ดหยดเหงื่อตามใบหน้าพร้อมกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ในเมื่อรายงานเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ไปแล้ว ก็ให้รอพวกเขามาตรวจสอบดูเถิด เผื่อว่าพวกเขาจะสามารถระบุสาเหตุการตายได้”
แม่นางเหลียนยกมือทาบอกเพื่อพยายามระงับจิตใจตนเองให้สงบลงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอื้อมมือไปตบบ่าหยุนลี่เต๋อแผ่วเบา แล้วหันมองกลับไปยังสองพี่น้องที่เพิ่งถูกผู้เป็นแม่ทุบตีและดุด่า มือข้างหนึ่งของผู้เป็นแม่ดึงใบหูลูกชายคนหนึ่งไว้พลางลากเขาให้เดินกลับไป นางรีบเดินตามไปไม่กี่ก้าวพลางตะโกนเรียก “พี่สะใภ้ น้องชายทั้งสอง รอประเดี๋ยว”
หญิงสาวร่างใหญ่หยุดชะงักฝีเท้า ก่อนหันกลับมามองนาง “ว่าอย่างไรหรือ?”
แม่นางเหลียนเอื้อมมือแตะบั้นเอวของตนเพื่อคลำหาเศษเงิน จากนั้นจึงยื่นมันให้พวกเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ “ขอบคุณน้องชายทั้งสอง ขอบคุณน้องชายทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณพวกเจ้าที่นำร่างน้องสาวสามีของข้าขึ้นมาบนฝั่ง…วันนี้ข้าต้องรีบจัดการธุระให้เสร็จสิ้น ดังนั้นรับเงินนี้ไว้เป็นสินน้ำใจด้วยเถิด…”
หวังต้าชานผู้เป็นพี่ชายเหลือบมองไปยังเศษแท่งเงินในมืออีกฝ่าย ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงขณะกลืนน้ำลาย ยังไม่ทันเอื้อมมือออกไปรับ หญิงสาวร่างใหญ่ผู้นั้นกลับทุบเข้าที่ท้ายทอยของเขาโดยแรงพร้อมดุด่า “เจ้าคนไร้จิตสำนึก! ไม่เพียงกล้ากู้ร่างคนตายเท่านั้น ยังกล้าหาเงินจากความตายของผู้อื่นด้วยงั้นรึ!? ข้าว่าพวกเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว…”