ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 496 เก็บเกี่ยวได้อย่างอุดมสมบูรณ์
ตอนที่ 496 เก็บเกี่ยวได้อย่างอุดมสมบูรณ์
ตอนที่ 496 เก็บเกี่ยวได้อย่างอุดมสมบูรณ์
“สะใภ้สาม… สะใภ้สาม” แม่นางเหลียนโบกมือไปทางแม่นางเฉินพร้อมตะโกนเสียงดัง “เจ้าเห็นพี่สะใภ้ใหญ่หรือไม่? เหตุใดวันนี้ข้าถึงไม่เจอพวกนางทั้งสามคน?”
“โอ้ นางจะกล้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” ริมฝีปากของแม่นางเฉินคลี่ยิ้มอย่างดูถูกเหยียดหยาม “เหตุใดเจ้าถึงตามหานางเล่า? ตอนนี้ยามบ่ายแล้ว เมื่อไรเราจะได้กินอาหารเย็น? เมื่อเช้าข้าไม่ได้กินข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว ข้าหิวจนไส้กิ่วแล้ว”
“อีกไม่นานหรอก” แม่นางเหลียนกล่าว “ไปนั่งที่โต๊ะเสีย อย่าเดินเพ่นพ่าน” แม่นางเฉินคุ้นชินกับการไม่มีตัวตน ชาวบ้านคนอื่นต่างนั่งร่วมโต๊ะและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทว่านางกลับยืนอยู่เพียงลำพัง ทันทีที่นั่งลงบนที่โต๊ะอาหาร นางก็ตักอาหารเข้าปากราวกับเป็นมื้อสุดท้ายของชีวิต แม่นางเฉินไม่สนใจสายตาของคนรอบข้าง นางชอบกินหมูสามชั้นเป็นพิเศษ และหากมีขาหมูและกีบเท้าหมูเหลืออยู่ นางก็หวังว่าจะได้กินมันทั้งหมด หลังจากสวาปามอยู่ครู่หนึ่งน้ำมันไหลเยิ้มไปตามมุมปากของแม่นางเฉิน เมื่อกินหมดแล้ว นางก็ลุกเดินไปหาโต๊ะใหม่ แม่นางเหลียนรู้สึกอับอายยิ่งนักจึงสั่งให้แม่นางเฉินนั่งเฉย ๆ อยู่ที่โต๊ะจนกว่าพิธีเปิดโรงงานจะเสร็จสิ้น
แม่นางเฉินยิ้มน้อย ๆ ก่อนเดินไปทางเตาไฟเพื่อกระตุ้นพ่อครัวให้เร่งมือโดยวางท่าเสมือนว่าตนเองเป็นเจ้าภาพ “เร็วเข้า เร่งมือและเท้าของเจ้าให้เร็วกว่านี้ หากยังชักช้า ข้าจะหักเงินค่าจ้างพวกเจ้า!” กล่าวจบก็เอื้อมมือหยิบลูกชิ้นที่เพิ่งออกมาจากกระทะหนึ่งกำมือขึ้นมาจากถาด เมื่อสัมผัสถึงความร้อน นางจึงดึงชายเสื้อขึ้นทำเป็นแอ่งแล้ววางลูกชิ้นลงในนั้น ในขณะที่ผู้ช่วยพ่อครัวสองคนยืนขมวดคิ้วอยู่ไม่ไกล
“สะใภ้สาม เจ้าทำอะไรน่ะ!” แม่นางเหลียนเดินเข้ามาลากแม่นางเฉินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร “งานกำลังจะเริ่มแล้ว รีบนั่งลงเดี๋ยวนี้”
“ข้าเพิ่งช่วยเจ้า” แม่นางเฉินเคี้ยวลูกชิ้นที่อยู่ในปาก ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่เตาไฟ เมื่อเห็นคนยกชามหมูตุ๋นเดินผ่านไป นางก็อยากจะเอื้อมมือไปคว้าไว้เหลือเกิน ทว่าถูกแม่นางเหลียนห้ามไว้ก่อน นางจึงเผยสีหน้าบึ้งตึงพร้อมพึมพำ “ถ้าอยากนั่ง ข้าจะไปนั่งเอง เจ้าข้องใจอันใดกับข้านักหนา พี่สะใภ้รอง เจ้าคอยจับผิดข้าเกินไปแล้ว”
“เชวี่ยเอ๋อ เชวี่ยเอ๋อ” เมื่อเห็นหยุนเชวี่ยเดินออกมาจากลานกว้าง แม่นางเหลียนจึงตะโกนเรียกทันที “มานี่เร็วเข้า พาอาสะใภ้สามของเจ้าไปนั่งที่โต๊ะที”
หยุนเชวี่ยเงยหน้ามองแม่นางเหลียนและพบว่าใบหน้าของแม่นางเหลียนฉายแววเกรงกลัวแม่นางเฉินเล็กน้อย นางเผยสีหน้าบึ้งตึงก่อนเดินเข้าไปหาทั้งสองคนโดยไม่รีรอให้มารดาออกคำสั่ง
“คนชั่วต้องถูกสั่งสอนโดยคนชั่ว ท่านแม่ใจดีเกินไปจึงไม่สามารถขัดเกลานางได้” หยุนเชวี่ยกล่าว “ท่านแม่ไปตามหาแม่ของชีจินเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลนางเอง”
“ช่างเถิด วันนี้เป็นวันที่ทุกคนมีความสุข อย่าทำให้เกิดเรื่องใหญ่โตเลย” แม่นางเหลียนโบกมือปฏิเสธ ข้าเดินรอบ ๆ งานมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เห็นป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้า หลังจากจบงานเจ้าช่วยไปส่งอาหารสองสามอย่างให้นางแทนแม่ด้วย หนึ่งสำรับสำหรับย่าของเจ้า และสามสำรับสำหรับป้าสะใภ้ใหญ่และลูก ๆ ของนาง หากลูกชิ้นทอดและลูกชิ้นปลายังเหลืออยู่ เจ้าก็นำไปส่งให้นางด้วยล่ะ…”
หยุนเชวี่ยกลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าไม่ไป พวกนางจะมีอาหารกินหรือไม่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับข้าสักหน่อย”
แม่นางเหลียน “…”
หยุนเชวี่ย “ท่านสั่งให้สืออีไปส่งอาหารให้ท่านย่าเหมือนเดิมสิเจ้าคะ เหตุใดต้องเป็นข้า? พวกนางเหยียดหยามเรามาตลอด ไยต้องใจดีด้วย”
เตาขนาดใหญ่ใหญ่ชั่วคราวหนึ่งเตาและเตาเล็กสามเตาตั้งอยู่ในลานกว้าง เตาทั้งสี่ถูกจุดขึ้นพร้อมกัน แต่ละเตาใช้ผัด นึ่ง ทอด และปรุงอาหารในลักษณะเดียวกันแล้วจัดวางไว้ในสำรับละสิบสองจานอย่างเป็นระเบียบ
หยุนเชวี่ยยืนกรานว่าตนจะไปส่งอาหารให้เพียงแม่เฒ่าจูเท่านั้นและผลักให้สืออีเป็นคนนำสำหรับที่เหลือไปส่งให้แก่แม่นางจ้าวและลูกสาว ซึ่งขณะนี้ทั้งสามกำลังนั่งกินขนมรังนกแห้ง ๆ อยู่ในห้อง แม้จะจ้องอาหารเหล่านั้นจนตาเป็นมัน แต่พวกนางก็ไม่สามารถกินมันได้
อากาศยังคงเย็นสบาย แม่เฒ่าจูจึงเปิดประตูเรือนทิ้งไว้ นางนั่งอยู่ตรงโต๊ะรับประทานอาหาร บนโต๊ะวางเรียงรายด้วยอาหารที่มีเนื้อสัตว์ หญิงชราคีบอาหารเขาปากแล้วค่อย ๆ เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
“ขนมรังนกแห้งเกินไป ข้ากินไม่ลงหรอก!” หยุนหรงวางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง “จานนี้มีแต่ผักเน่า ๆ แล้วจะกินลงได้อย่างไร? ข้าไม่ใช่หมูสักหน่อย!”
หยุนเยว่ไม่ได้กล่าวคำใด ขณะที่แม่นางจ้าวเพียงปรายตามองบุตรสาวแล้วหลับตาลง
“ท่านแม่ พวกเราจะใช้ชีวิตเช่นนี้ไปถึงเมื่อไรเจ้าคะ?” หยุนหรงทนใช้ชีวิตน่าสมเพชต่อไปไม่ไหวแล้ว แม้ในอดีตแม่เฒ่าจูจะตระหนี่ แต่เป็นเพราะขณะนั้นบิดาของพวกนางยังคงเป็นความหวังเดียวของทุกคนในตระกูล หญิงชราจึงไม่ก่นด่าและไม่สั่งให้ทั้งสองพี่น้องต้องทำงานหนัก บางครั้งหญิงชราก็สั่งให้อาสะใภ้รองและอาสะใภ้สามทำขนมไชโหยวปิง*ให้พวกนาง เนื่องด้วยมีครอบครัวของหยุนลี่เต๋อและหยุนลี่เซียวคอยทำงานบ้านและงานในนา หยุนเยว่และหยุนหรงจึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ต่างกับตอนนี้ที่เหมือนกับใช้ชีวิตอยู่ในนรก…
*ไชโหยวปิง คือแพนเค้กต้นหอม
ยิ่งคิดมากเท่าไร หยุนหรงก็ยิ่งรู้สึกขมขื่น นางมองดูขนมรังนกแห้งกรังที่วางอยู่บนโต๊ะพลางนึกภาพของหยุนเชวี่ยที่มีอาหารให้กินครบทุกมื้อ มีฟูกนอนนุ่ม ๆ น้ำตาของหยุนหรงพลันร่วงไหลลงมาดั่งด้ายขาด
“ไม่มีทางหนีพ้นหรอก ทุกสิ่งอย่างคือความผิดบาปของพ่อเจ้า พวกเราสามคนจึงต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้… หากไม่กิน เจ้าก็ต้องทนหิวต่อไป ไม่มีคนตระกูลหยุนคนไหนปฏิบัติต่อพวกเราเฉกเช่นมนุษย์หรอก” แม่นางจ้าวถอนหายใจก่อนยกมือขึ้นรวบผมที่แห้งและหยาบกร้านของตน “หลังจากเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว ย่าของเจ้าจะกักเก็บข้าวและอาหารทั้งหมด ไม่ปันส่วนแบ่งให้เราแน่ แล้วจะทำอย่างไรได้? เมื่อนั้นเจ้าคงทำได้เพียงใช้ชีวิตผ่านไปในแต่ละวัน…”
“ครอบครัวอารองกินอาหารเลิศหรูมีแต่เนื้อสัตว์ทุกมื้อ แต่กลับปล่อยให้เรากินอาหารหมู!” หยุนหรงขบฟันแน่นด้วยความโมโห “ตอนนี้ครอบครัวของเขาร่ำรวยแล้ว เหตุใดถึงทำกับพวกเราเช่นนี้? นังเด็กป่าเถื่อนต้องหัวเราะเยาะเย้ยข้าจนฟันร่วงแน่!”
“ท่านแม่ ข้าอิ่มแล้วเจ้าค่ะ” หยุนหรงลุกยืนขึ้น จากนั้นหยิบผ้าฝ้ายที่วางพาดอ่างล้างหน้าขึ้นเช็ดหน้าก่อนถอดรองเท้าแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
แม้งานในทุ่งนาจะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่คนทั้งสามยังต้องปันส่วนผลผลิตที่ได้จากที่นาห้าไร่ที่ขณะนี้อยู่ในกำมือของแม่เฒ่าจู ด้วยเป็นคนอารมณ์ร้าย หากมีผู้ใดทำให้ตนไม่สบอารมณ์ หญิงชราก็มักจะกลั่นแกล้งคนผู้นั้นเสมอ แม้ปัจจุบันนางจะ ‘ฝึกจิตในความเงียบ’ และพูดน้อยลงกว่าเดิม ทว่าแม่เฒ่าจูก็ยังมีวิธีกลั่นแกล้งในแบบฉบับของตน
หากอยากได้อาหารและเครื่องดื่มจากแม่เฒ่าจู พวกนางจะต้องทำงานหนักตลอดทั้งวัน และถ้าไม่มีงานก็ต้องหางานบางอย่างมาทำให้ได้ เมื่อเห็นผู้ใดนิ่งเฉย สายตาอันเฉียบคมของแม่เฒ่าจูก็จะจ้องลูกสะใภ้และหลานสาวด้วยสายตาน่าเกรงกลัว
ขณะที่หญิงชราเพลิดเพลินกับมื้ออาหารอยู่นั้น พวกนางทั้งสามคนยังคงมีเวลาในการพักผ่อนหลังอาหารอีกครึ่งชั่วยาม หยุนเยว่จำต้องรีบงีบหลับ มิฉะนั้นนางจะไม่มีแรงเมื่อหญิงชราเรียกใช้งาน
หยุนเยว่พลิกกายนอนตะแคงหันหน้าเข้าผนังแล้วหลับตา ทว่าไม่ได้ผล็อยหลับไป อันที่จริงเด็กสาวคิดเช่นเดียวกับหยุนหรง นางไม่ต้องการใช้ชีวิตอยู่บนความทุกข์ทรมานต่อไปแล้ว แต่นางกลับเก็บงำความคิดเอาไว้ในใจไม่เหมือนกับหยุนหรงที่คิดอย่างไรก็พูดออกมาเช่นนั้น
หยุนเยว่ต้องการออกจากเรือนหลังนี้เหมือนกับหยุนโม่ แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสามคนแม่ลูกจะหนีออกไปจากที่นี่พร้อมกัน ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจของหยุนเยว่ระยะหนึ่งแล้ว ทว่านางยังไม่ได้ตัดสินใจเพราะรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย
อย่างไรเสียแม่นางจ้าวก็เป็นมารดาของหยุนเยว่และหยุนหรง เมื่อเห็นว่าลูกสาวกำลังร้องไห้เศร้าใจ นางก็พลันรู้สึกผิดต่อเด็กสาวทั้งสองคน แม่นางจ้าววางขนมรังนกที่อยู่ในมือลงพลางถอนหายใจ “รอสักครู่ หลังจากยายเฒ่าหลับพักผ่อน แม่จะไปเอาอาหารมาให้พวกเจ้า…”