ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 498 กล่าวถึงครอบครัวของสามี
ตอนที่ 498 กล่าวถึงครอบครัวของสามี
ตอนที่ 498 กล่าวถึงครอบครัวของสามี
แม้แม่นางเหลียนจะสบายใจ ทว่าแม่นางจ้าวยังคงมีความกังวลไม่น้อย เพราะเกรงว่าหากกลับไปแล้ว เรื่องที่ร้องขอจะกลายเป็นเพียงคำฝัน ฉะนั้นนางจึงกอดขาอ้อนวอนแม่นางเหลียนไม่ปล่อย “สะใภ้รอง พี่สะใภ้ใหญ่ขอร้อง หากเจ้าไม่ตอบตกลงวันนี้ ข้าจะฆ่าตัวตาย!”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านพูดอะไรออกมา…” แม้แม่นางเหลียนจะใจอ่อน แต่ในอดีตหยุนเชวี่ยมักตำหนิมารดาว่าเป็นเพราะตนใจอ่อนเกินไปจึงต้องพบเจอกับความทุกข์ แม่นางเหลียนไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้นัก แต่เมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่หยุนลี่จงและแม่นางจ้าวทำกับครอบครัวตน นางก็อดกังวลไม่ได้ ลำพังนางไม่ได้ห่วงตนเองสักเท่าไร ทว่ากลัวสร้างความกลุ้มใจให้หยุนลี่เต๋อมากกว่า
แม่นางเหลียนตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จู่ ๆ ก็มีน้ำเสียงเรียบเฉยดังมาจากทางด้านหลัง “มิใช่ว่าตอนนี้ป้าสะใภ้กำลังบีบบังคับท่านแม่ให้ตอบตกลงหรือเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นหยุนเชวี่ย ใบหน้าของแม่นางจ้าวก็บิดเบี้ยว หัวใจของนางตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม หยุนลี่จงเคยบอกนางว่าเด็กสาวคนนี้ร้ายกาจไม่น้อย ทั้งยังไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน*[1]
[1] ไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน เปรียบเทียบกับคนที่เรื่องมาก มักจะสร้างความยุ่งยากให้ผู้อื่นเสมอ
เมื่อเจอกับตนเอง นางจึงรู้แจ้ง
ครั้นอาศัยอยู่ที่มณฑลชิงหนิว นางเห็นด้วยตาตนเองว่าเด็กสาวคนใช้รับในจวนถูกทุบตีจนเลือดตกยางออก ทั้งยังได้ฟังหญิงชู้ของหยุนลี่เซียวเล่าว่าหยุนเชวี่ยใช้อิฐไล่ตีและขมขู่นางอย่างโหดร้าย
แม่นางจ้าวเหลือบมองหยุนเชวี่ยแวบหนึ่งก่อนหลบสายตาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเจอหน้าครั้งแรก นางยังคงเป็นเพียงเด็กสาวตัวน้อย แม้จะมีห้าวหาญเพียงใดก็เป็นเด็กสาวบ้านนอก แต่ในวันนี้เมื่อมองนางอย่างพินิจอีกครั้ง นางมีบางอย่างแตกต่างไปจากเดิม แม้คิ้ว ดวงตา และรูปหน้ายังคงเดิม แม่นางจ้าวไม่รู้ว่าแตกต่างที่ใด แต่นางสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
นางพลันเกิดความกลัวต่อเด็กสาวคนนี้
“ป้าสะใภ้ใหญ่ หากท่านมีเรื่องจะพูดก็พูดออกมาเถิด…” หยุนเชวี่ยเดินเข้าไปหาแม่นางจ้าวแล้วยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าของนางโดยไม่ลังเล “ป้าสะใภ้ใหญ่ต้องการให้ครอบครัวข้าทำอะไรหรือ? หากเราตอบตกลงจะเกิดอะไรขึ้น?”
“…” ลำคอของแม่นางจ้าวตีบตันและพูดไม่ออกชั่วคราว นางยังคงกอดขาอ้อนวอนแม่นางเหลียนต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ ขณะที่เด็กสาวยืนอยู่ข้างหน้าของนางพร้อมเผยสีหน้าเรียบเฉย
“พี่สะใภ้ใหญ่ ลุกขึ้นเถิด ต่อหน้าเด็กอย่าทำเช่นนี้เลย…” แม่นางเหลียนวางอาหารลงกับพื้นพลางประคองอีกฝ่ายให้ลุกยืนขึ้นอีกครั้ง
หยุนเชวี่ยก้าวถอยหลังเล็กน้อย ไม่ได้กล่าวให้อีกฝ่ายหยุดพูดหรือช่วยพยุงให้ลุกยืนขึ้น นางเพียงเอียงศีรษะเล็กน้อยด้วยสีหน้าว่างเปล่า ดวงตาดำขลับคู่นั้นจ้องมองแม่นางเหลียนราวกับต้องการมองทะลุหัวใจของนาง
แม่นางจ้าวลุกขึ้นยืนช้า ๆ ด้วยความช่วยเหลือจากแม่นางเหลียน
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านกลับไปก่อนเถิด” แม่นางเหลียนก้มลงหยิบชามที่วางอยู่บนพื้น “วันนี้ข้ายุ่งมาก ไว้ข้าจะปรึกษากับพี่รองแล้วให้คำตอบท่านในภายหลังก็แล้วกัน… ตกลงหรือไม่?”
ตกลงหรือไม่?
แม่นางจ้าวรู้ดีว่าอย่างไรเสียวันนี้ตนก็ทำไม่สำเร็จ หากเด็กสาวยังคงเฝ้ามองอยู่เช่นนี้ต่อไป การเสแสร้งบีบน้ำตาของนางต้องไร้ประโยชน์ นอกจากนี้คงต้องกลายเป็นเรื่องเล่าขำขันของเหล่าชาวบ้านอีกด้วย
“สะใภ้รอง พี่สะใภ้ใหญ่มาเพื่อขอบคุณที่เจ้ามีเมตตาและช่วยเหลือเรา…” แม่นางจ้าวถอนหายใจอย่างเศร้าโศก พลางโค้งคำนับก่อนเดินถือชามใบใหญ่กลับไปทางบ้านหลังเก่า
“ท่านแม่ หากข้าไม่มาเจอเข้า ท่านจะใจอ่อนอีกหรือไม่?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามพร้อมเผยสีหน้าบึ้งตึง
“เป็นไปไม่ได้ แม่ไม่ใช่คนโง่สักหน่อย” แม่นางเหลียนกล่าว “การกระทำของลุงและป้าสะใภ้ของเจ้ายังฝังใจแม่ตลอดมา ถึงกระนั้นแม่ก็ทนเห็นเยว่เอ๋อและหรงเอ๋อใช้ชีวิตอย่างน่าสมเพชไม่ได้…”
“น่าสมเพช…” หยุนเชวี่ยพูดไม่ออก “ครั้นที่เราอาศัยอยู่เรือนหลังเก่า ข้าและพี่สาวต้องซักเสื้อผ้าทั้งหมดตลอด ส่วนพวกนางสองคนไม่เคยยื่นมือเข้าช่วยแม่แต่ครั้งเดียว ทั้งยังถูกเลี้ยงดูอย่างดี ข้าและพี่สาวต้องเก็บฟืน ให้อาหารหมู ซักเสื้อผ้า และต้องอยู่อย่างอดอยากพวกเราสองคนไม่น่าสงสารหรือเจ้าคะ? ในเมื่อข้าใช้ชีวิตเช่นนั้นมาได้ เหตุใดพวกนางจะผ่านไม่ได้?”
“…” แม่นางเหลียนพูดไม่ออก เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีตก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อลูกสาวทั้งสอง นางยกมือขึ้นลูบศีรษะของหยุนเชวี่ยด้วยความรักพลางถอนหายใจ “ไปกินข้าวกันเถิด เจ้าไม่ชอบลูกชิ้นหมู แม่จะไปบอกพ่อครัวทอดลูกชิ้นเนื้อให้เจ้าเป็นพิเศษ มันเหลือไม่มากแล้ว แม่เก็บไว้ในชามใบใหญ่ขอบสีน้ำเงินในตู้กับข้าว…”
สำรับอาหารของตระกูลหยุนถูกจัดไว้ตั้งแต่มื้ออาหารเที่ยงจนถึงมื้อเย็น
ชาวบ้านกินอาหารที่จัดเลี้ยงจนอิ่มหนำแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เนื่องจากอาหารในครัวของตระกูลหยุนมากมาย แม่นางเหลียนจึงบอกให้แขกเหรื่อทั้งหลายห่ออาหารหลับไปด้วย พุงของแม่นางเฉินยื่นออกมาราวกับจะปริแตก ริมฝีปากของนางเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันขณะเอื้อมมือไปหยิบอาหารทอดอย่างมีความสุข
หยุนลี่เต๋อกับแม่นางเหลียนเหนื่อยล้าไม่น้อย คนหนึ่งดื่มสุรากับเหล่าชายฉกรรจ์จนใบหน้าแดงก่ำและเมามายจนพูดไม่เป็นคำ ส่วนอีกคนหนึ่งคอยกล่าวทักทายแขกในงานพลางตรวจสอบความเรียบร้อยภายในห้องครัว เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า หลังจากส่งเหล่าพ่อครัวและผู้ช่วยกลับไปแล้ว ทั้งสองจึงมีเวลาพักผ่อน
“เฮ้อ!” แม่นางเหลียนดื่มชาพลางถอนหายใจ
“วันนี้เป็นวันที่ดียิ่งนัก!” หยุนลี่เต๋อนอนอยู่บนเตียง กึ่งเมากึ่งตื่น หน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวดำราวกับดอกไม้ที่เพิ่งเบ่งบาน
“เชือดหมูสองตัว ไก่ ปลา และกระต่ายจำนวนไม่น้อย อาหารอร่อยหรือไม่?” แม่นางเหลียนบิดขี้เกียจพลางเอ่ยว่า “พ่อครัวที่ท่านจ้างมามีฝีมือดีที่สุดในสิบลี้แปดหมู่บ้าน แม้แต่พ่อครัวหวังยังออกปากชมเขา”
“ฮ่า ฮ่า ทุกคนมีความสุขสินะ…” หยุนลี่เต๋อใช้มือหนุนข้างหลังศีรษะพลางนอนไขว้ขาอย่างมีความสุข “ในที่สุดชาวบ้านในหมู่บ้านของเราก็มีรายได้และใช้ชีวิตอย่างดี ดี ดียิ่งนัก!” หยุนลี่เต๋อมีความสุขมากกว่าผู้ใด ด้วยความมึนเมา เขาจึงหัวเราะเสียงดังไม่หยุด ทั้งยังรู้สึกพึงพอใจและภาคภูมิ ที่ครอบครัวของตนสามารถหาเงินได้มากมาย
ในภายภาคหน้าหมู่บ้านไป๋ซีจะกลายเป็นหมู่บ้านที่มั่งคั่งที่สุดในสิบลี้แปดหมู่บ้าน! หากทำงานให้หนักขึ้นอีกสักหน่อย พวกเราต้องร่ำรวยกว่านี้แน่!
“พี่รอง ข้ายังมีเรื่องหนึ่งที่จะบอกท่าน พี่สะใภ้ใหญ่มาที่นี่” หลังจากคิดทบทวน แม่นางเหลียนบอกกับตนเองว่า แม้จะไม่เกลียดแค้นผู้ใหญ่ ทว่านางสงสารหลานสาวทั้งสองที่ยังเด็ก
“พี่สะใภ้ใหญ่? นางพูดว่าอะไร?” หยุนลี่เต๋อถาม
เรื่องการประหารของหยุนลี่จง หยุนลี่เต๋อไม่ได้บอกหญิงชราหรือเด็กสาวทั้งสอง เขาบอกความจริงกับหยุนโม่เพียงผู้เดียว เขาไม่รู้ว่าหยุนโม่นำความจริงนี้ไปบอกมารดาหรือไม่ หยุนลี่เต๋อยังคิดไม่ตกว่าหากแม่เฒ่าจูและแม่นางจ้าวถามเกี่ยวกับหยุนลี่จงและหยุนลี่เซียว เขาจะตอบอธิบายอย่างไร
“นางจะพูดอะไรได้” แม่นางเหลียนถอนหายใจ “นางบอกว่าชีวิตที่ต้องอาศัยในเรือนหลังเก่าลำบากนัก นางไม่อยากให้ลูกทั้งสองต้องทนทุกข์ไปด้วย ทั้งยังบอกว่าเยว่เอ๋อกำลังจะมีอายุสิบเจ็ดปี แต่นางยังไม่ได้แต่งงาน…”
“เยว่เอ๋ออายุสิบเจ็ดปี…” หยุนลี่เต๋อเอ่ยพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เป็นเวลาครึ่งปีแล้วที่เขาพามารดากลับมาจากมณฑลชิงหนิว ไม่มีผู้ใดรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของหยุนลี่จง เนื่องจากเขามักตอบว่าตนทำทุกสิ่งเพื่อผลประโยชน์ของตนเองจึงทำให้คนรอบข้างเอือมระอา
“ยังไม่สิบเจ็ดปีบริบูรณ์ นางมีอายุมากกว่าเยี่ยนเอ๋อของเราเพียงสองสามเดือน” แม่นางเหลียนลุกขึ้นนั่งข้างเตียงพลางถามว่า “ท่านคิดว่าอย่างไร พวกนางเติบโตกันแล้ว ข้าไม่อาจทนดูนางกลายเป็นสาวทึนทึกและอยู่ที่บ้านหลังนั้นไปตลอดชีวิตได้”