ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 500 หมู่บ้านหยวนเป่า (2)
ตอนที่ 500 หมู่บ้านหยวนเป่า (2)
ตอนที่ 500 หมู่บ้านหยวนเป่า (2)
เมื่อพูดถึงหมู่บ้านหยวนเป่า ทุกคนย่อมนึกถึงความยากจน
ตามคำบอกเล่าจากหญิงสาวที่แต่งงานกับชายหนุ่มผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหยวนเป่า หมู่บ้านนี้แห้งแล้งนัก บริเวณนั้นไม่มีภูเขาหรือแม่น้ำไหลผ่านแม้แต่สายเดียว หนำซ้ำยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงสามสิบถึงสี่สิบครัวเรือนเท่านั้น ซึ่งผู้คนต่างรู้จักมักจี่กันดี ทว่าเด็กสาวส่วนใหญ่มักแต่งงานกับชายหนุ่มจากหมู่บ้านอื่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชายหนุ่มที่ส่วนมากยังไม่ได้แต่งงาน
เมื่อเห็นแม่นางเหลียนขมวดคิ้ว ซุนปั๋วสื่อจึงรีบกล่าวต่อ “อย่าเพิ่งกังวล ฟังข้าเล่าก่อน”
“ตระกูลเจียงมีสมาชิกในครอบครัวหกคน ทุกคนล้วนเป็นคนดี เจียงเล่าชื่อและภรรยาเป็นคนขยันขันแข็ง นอกจากนี้ยังมีแม่เฒ่าอายุเจ็ดสิบปีอาศัยอยู่ด้วย ตระกูลนี้มีลูกชายสามคน ซึ่งปีนี้แต่ละคนมีอายุยี่สิบปี ยี่สิบเจ็ดปี และสามสิบห้าปี
“ลูกชายทั้งสามคนของตระกูลเจียงนิสัยดียิ่งนัก รูปร่างสูงโปร่ง เครื่องหน้างดงามได้มาจากมารดาของพวกเขา คิ้วกระบี่ ดวงตากลมโต ขยันและกตัญญู หากครอบครัวของพวกเขาไม่ยากจน พวกเขาต้องเป็นที่หมายปองของหญิงสาวทั่วทั้งมณฑลเป็นแน่”
“ถึงกระนั้น สถานการณ์ของคุณหนูใหญ่…แม่เฒ่าเจียงไม่รังเกียจนางแม้แต่น้อย ท่านก็เห็นว่าหลายวันนี้มานี้ ข้าตระเวนทาบทามหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ไปจนทั่ว แต่พวกเขาก็ปฏิเสธอย่างไม่ไยดี…”
“ตระกูลเจียงตั้งอยู่ไกลจากหมู่บ้านเราพอสมควร ฉะนั้นข่าวลือเสียหายคงไม่ดังไปถึงหูของพวกเขา อีกอย่างเจียงต้าหลางก็อายุมากแล้ว เขาแต่งงานแต่กลับไม่มีทายาทสืบสกุล นอกจากนี้ด้วยแรงสนับสนุนของพวกท่านแล้ว คุณหนูใหญ่จะทุกข์ทนได้อย่างไร?”
ซุนปั๋วสื่อพูดจาฉะฉาน นางพยายามหว่านล้อมแม่นางเหลียนว่าชายหนุ่มตระกูลเจียงแห่งหมู่บ้านหยวนเป่าเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่มีข้อบกพร่องหรือข้อเสียอันด่างพร้อย นอกจากความจน ฉะนั้นแม่นางเหลียนจึงคล้อยตามอย่างง่ายดาย
ทว่านางยังคงไม่เชื่ออย่างสนิทใจ อีกทั้งหยุนลี่เต๋อเคยกำชับว่าให้ตนระมัดระวังอย่างมาก หยุนลี่เต๋อพาหยุนเชวี่ยนั่งเกวียนล่อออกไปทำธุระนอกหมู่บ้าน ซึ่งกว่าทั้งสองจะกลับมาก็ค่ำแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้าง?” แม่นางเหลียนรีบถาม “เหมือนที่ยายเฒ่าซุนพูดหรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อนั่งลงพลางดื่มชาร้อน ประโยคแรกที่เขาเอ่ยปากพูดคือ “ครานี้ยายเฒ่าไม่ได้พูดไร้สาระ เรื่องที่นางบอกล้วนเป็นความจริง พวกเขาเป็นตระกูลที่ซื่อสัตย์ตระกูลหนึ่งเลยล่ะ!”
เดิมทีหยุนลี่เต๋อเพียงต้องการสอบถามนิสัยใจคอและความเป็นอยู่ของตระกูลเตียงเท่านั้น แต่เมื่อสอบถามจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงแล้ว พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหมู่บ้านหยวนเป่ามีพื้นที่เล็กมากจนสามารถได้กลิ่นผายลมมาจากทางเจ้าหมู่บ้าน ผู้คนที่เคยเดินทางผ่านหมู่บ้านนี้ล้วนเห็นด้วยกับคำบอกเล่านั้น
หยุนเชวี่ยจึงเสนอความคิดว่าตนและบิดาจะแสร้งเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมญาติ ทว่าหลงทางจึงจับพลัดจับผลูไปโผล่ที่หมู่บ้านหยวนเป่า ทั้งสองเดินทางไปยังเรือนตระกูลเจียงตามคำบอกเล่าของแม่เฒ่าซุน ด้านหน้ามีลานเล็ก ๆ เรือนมุงหลังคาใบจากสองหลัง และมีต้นพลับมากกว่าหนึ่งต้นตั้งอยู่หน้าเรือน
ขณะนี้เป็นยามเที่ยง หยุนลี่เต๋อยืนอยู่ด้านนอกเรือนตระกูลเจียงพลางตะโกนเรียกสองครั้งเพื่อขอน้ำชาหนึ่งถ้วย ภรรยาของนายท่านเจียงออกมาต้อนรับพวกเขา นางมองหยุนลี่เต๋อตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก่อนมองหยุนเชวี่ยที่ยืนอยู่ข้างหลังของเขา จากนั้นนางจึงเดินหลับเข้าไปในห้องครัวโดยไม่กล่าวคำใด ไม่นานแม่นางเจียงก็เดินออกมาพร้อมโจ๊กสองชามในมือ
หยุนลี่เต๋อยื่นมือออกไปรับโจ๊กพลางกล่าวขอบคุณ จากนั้นถามคำถามตามที่หยุนเชวี่ยกำชับ “พี่สะใภ้ ข้าขอถามท่านอย่างหนึ่ง ที่นี่ใช่ชายแดนมณฑลอันผิงหรือไม่ขอรับ?”
ภรรยาของเจียงเล่าชื่อพยักหน้า
“พวกเราสองคนพ่อลูกตั้งใจเดินทางกลับบ้านเกิดในเทศกาลตรุษจีน แต่ไม่รู้ว่ามาผิดทางหรือไม่ อีกไกลแค่ไหนจะถึงมณฑลอันผิงหรือขอรับ?”
“ข้าก็ตอบไม่ได้” หญิงสาวเหลือบมองเขาอีกครั้ง “รอสักครู่ เจ้าถามท่านพี่ของข้าแทนเถิด” กล่าวจบ นางก็หันหลังกลับก่อนตะโกนเข้าไปในเรือน ไม่นานประตูเรือนถูกเปิดออก ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งเดินออกมาจากเรือน
หยุนลี่เต๋อประสานมือและเรียกชายผู้นั้นว่า ‘พี่ใหญ่’ พลางกล่าวทักทายสองสามคำ ทันใดนั้นเขาพลันสังเกตได้ว่าแขนเสื้ออีกข้างชายตระกูลเจียงผู้นี้ว่างเปล่า ดวงตาของเขาดูหม่นมอง ทั้งยังคล้ายกับมีสายตาฝ้าฟาง
“ระยะทางในตัวเมือง… ยังอีกไกลประมาณหกสิบเจ็ดสิบลี้!” เจียงเล่าชื่อกะพริบตาพลางมองเกวียนล่อที่จอดอยู่นอกลานเรือน “การเดินทางค่อนข้างลำบาก เนื่องจากไม่กี่วันก่อนฝนตกค่อนข้างหนักจึงทำให้ถนนหนทางเปียกแฉะกว่าเดิม”
“แล้วละแวกนี้มีโรงเตี๊ยมหรือไม่?” หยุนลี่เต๋อถามอีกครั้ง “พวกเราสองคนต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ที่นี่อากาศหนาวจัด สำหรับข้าแล้วมันไม่เป็นอุปสรรคแม้แต่น้อย ทว่าสำหรับเด็กคนนี้ นางคงทนไม่ไหว”
“หมู่บ้านของพวกเรายากจนที่สุดในสิบลี้แปดหมู่บ้าน แล้วจะมีสถานที่แบบนั้นได้อย่างไร” เจียงเล่าชื่อส่ายศีรษะพลางจ้องมองทั้งสองคนที่อยู่ตรงหน้า
หลังจากพูดคุยอยู่ครู่หนึ่ง สองสามีภรรยาก็รู้สึกมั่นใจว่าทั้งสองคนไม่ใช่มิจฉาชีพแน่นอนจึงเปิดประตูรั้ว จากนั้นเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เข้ามาสิ ข้าเพิ่งปรุงอาหารเสร็จ ถ้าไม่รังเกียจก็พักกินข้าวกับพวกเราสักสองสามคำก่อนเถิด”
เมื่อเป็นเช่นนั้นหยุนลี่เต๋อและหยุนเชวี่ยจึงเดินตามสองสามีภรรยาตระกูลเจียงเข้าไปในเรือน ชายหนุ่มยื่นขนมวอโถวให้หยุนเชวี่ย หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ตระหนักได้ว่าเขาคือลูกชายคนโตของตระกูลเจียงจึงลอบมองเขาอีกครั้ง คิ้วกระบี่ ดวงตากลมโต ใบหน้าใสซื่อไม่มีพิษมีภัย
ตระกูลเจียงยากจนยิ่งนัก อาหารบนโต๊ะจึงมีแต่ผัก ไม่มีเนื้อสัตว์แม้แต่ชิ้นเดียว หลังจากพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ หยุนเชวี่ยก็ทราบถึงสถานการณ์ของครอบครัวนี้
พวกเขาครอบครองที่ดินเพียงไม่กี่ไร่ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ไม่เพียงพอต่อสมาชิกในครอบครัว เจียงเล่าชื่อเป็นคนพิการทางร่างกายทำให้ไม่สามารถทำงานหนักได้ ทั้งยังต้องดูมารดาที่ป่วยหนัก พวกเขาจึงต้องประหยัดเงินเพื่อซื้อยาให้แม่เฒ่า
เมื่อลูกชายคนโตตระกูลเจียงได้ยินว่าสองพ่อลูกกำลังจะเดินทางเข้าไปในเมือง เขาก็ถามด้วยน้ำเสียงเขินอายว่าคนที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอกเช่นตนจะหางานทำในเมืองได้หรือไม่
หยุนลี่เต๋อตอบว่าตราบใดที่เขาขยันทำงาน ไม่เกียจคร้านย่อมมีงานทำแน่นอน เจียงต้าหลางมีความสุขไม่น้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาฉีกยิ้มกว้างพร้อมดันจานผัดผักไปข้างหน้าของหยุนเชวี่ย
“ท่านเคยเดินทางไปในเมืองหรือไม่เจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
เจียงต้าหลางยิ้มพลางส่ายหน้า “ข้าไม่เคยเดินทางไปที่ใดเลย ไม่นานมานี้หวังล่ายจื่อจากหมู่บ้านของเราเดินทางเข้าไปหางานในเมือง สุดท้ายเขาก็ได้ทำงานที่ร้านขายเมล็ดธัญพืช ซึ่งเจ้าของร้านจัดแจงที่พักอาศัยให้เขาและจ่ายค่าตอบแทนเดือนละหนึ่งร้อยเหรียญ”
“หนึ่งร้อยเหรียญ?” หยุนเชวี่ยพึมพำ เจ้าของร้านขายเมล็ดธัญพืชตระหนี่ยิ่งนัก ภาระงานในร้านมีมากมายทั้งยกของหนักและต้องเข็นรถเข็นส่งสินค้าไปทั่ว
“อืม หนึ่งร้อยเหรียญเชียวนะ!” ดวงตาของเจียงต้าหลางเปล่งประกายด้วยความอิจฉา “ญาติห่าง ๆ ของหวังล่ายจื่อแนะนำงานนี้แก่เขา ข้าไม่เคยเข้าไปในเมืองมาก่อนจึงไม่รู้ว่าร้านนั้นตั้งอยู่ที่ใด หากข้าเดินทางเข้าไปในเมืองจะพบเขาหรือไม่”
“รอหลังจบเทศกาลตรุษจีนเถิด” หยุนเชวี่ยกล่าว “หลังจากเสร็จสิ้นเทศกาลตรุษจีน ร้านค้าต่าง ๆ จะประกาศหาลูกจ้าง ท่านต้องได้งานทำอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
“จริงหรือ?” เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กสาว เจียงต้าหลางก็ดีใจยิ่งกว่าเดิม เขาประสานมือเข้าด้วยกันอย่างมีความหวัง เนื่องจากเขาปรารถนาว่าจะเข้าไปเสี่ยงโชคในตัวเมืองนานแล้ว
เจียงเล่าชื่อกล่าวอย่างมีความสุข “ผู้คนในเมืองจะหลอกลวงพวกเราหรือไม่?” สิ้นคำ เขาก็เหลือบไปเห็นว่าโจ๊กในชามของหยุนลี่เต๋อใกล้หมดแล้วจึงเรียกภรรยามาเติมโจ๊กให้ผู้มาเยือนทันที
“ไม่เป็นไรขอรับ ๆ ข้าเพียงแวะมาขอน้ำดื่มเท่านั้น” หยุนลี่เต๋อปฏิเสธพัลวัน ตระกูลเจียงยากจนเพียงนี้ เขาจะกินดื่มอาหารของอีกฝ่ายได้อย่างสบายใจเช่นไร แต่เจียงเล่าชื่อยังยืนกรานคำเดิมว่าจะเติมโจ๊กให้สองพ่อลูก
ในที่สุดหยุนเชวี่ยก็ทนไม่ไหว นางเกาศีรษะพร้อมกล่าวว่า “ข้ากับท่านพ่อต่างหากที่ต้องขอบคุณท่านลุงและท่านป้า พวกเรากินอาหารและน้ำของพวกท่านโดยไม่มีสิ่งตอบแทนใดมอบให้ ข้าขออภัยจริง ๆ เจ้าค่ะ”