ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 567 ข้าจะรอจนกว่าดอกไม้ร่วงโรย
ประตูห้องเล็กเปิดออก
ซ่งฝูเซิงกับรองผู้บัญชาการเกิ่งใช้เวลาทั้งหมดคุยเรื่องราวเก่าๆ ขณะเดินมาข้างนอกทั้งสองคนก็ยังคุยกันอยู่
“ตอนนั้นพอท่านแม่ทัพเห็นน้ำมันปลาก็เดาได้ว่าท่านซ่งเตรียมมาให้เขา เมื่อครู่ข้าถามเถ้าแก่ฉี ท่านซ่งทำงานที่พระคลังหลวงจริงด้วย”
“ไม่วางใจ พอกลับมา ภาพของพวกเจ้าก็วนเวียนอยู่ในสมองข้า และก็ได้รับความเมตตาจากท่านปู่ของแม่ทัพที่เสนอข้าขึ้นไป กรมคลังให้โอกาสนี้มาข้าก็เลยไปทำแล้วกัน ข้าลงมือทำเองมันวางใจกว่า”
ซ่งฝูเซิงพูดถึงตรงนี้ก็ยิ้มพลางพูดกับเกิ่งเหลียงต่อ
“จริงสิ เรื่องน้ำมันปลาน่ะ เดี๋ยวกลับไปบอกให้ท่านแม่ทัพของพวกเจ้าล้มเลิกความคิดเสียเถิดนะ ไม่ต้องยกให้เป็นผลงานของข้า…
…ถ้าเขาถามก็บอกไปว่า เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร จริงไหมล่ะ…
…อีกอย่าง รายงานขึ้นไปแล้วว่าเป็นผลงานของใต้เท้าเว่ยจากพระคลังหลวง อย่าไปถอดเขาออก ไม่ดี จะแค้นกันเปล่าๆ ไม่จำเป็น เข้าใจไหม…
…ใต้เท้าเว่ยทำงานใช้ได้ จัดสรรเสบียงให้พวกเจ้าได้ทันเวลา ข้าดูแล้วเขาทำงานคล่องกว่าใต้เท้าหลีคนก่อนอีก”
เกิ่งเหลียงยิ้มให้ซ่งฝูเซิง “ได้ ข้าจะทำตามที่ท่านซ่งว่า กลับไปจะบอกแบบนี้”
“ใช่ อย่างนั้นแหละ รีบกลับเถอะ คนในครอบครัวจะได้วางใจ พูดคุยกับคนในบ้านให้มากๆ พรุ่งนี้ก็จะต้องไปแล้ว”
ขณะพูดซ่งฝูเซิงยังได้ตบบ่าของเกิ่งเหลียง
เจ้าหนุ่มคนนี้ จากกันครั้งนี้คงไม่ได้เจอกันอีกนาน
จากนั้นเขาก็ตะโกนเรียกเฉียนเพ่ยอิง “เตรียมของเสร็จหรือยัง”
เฉียนเพ่ยอิงเดินถือห่อผ้าสองห่อเข้ามา
เกิ่งเหลียงตกใจ เตรียมอะไรให้เขาเนี่ย
ปฏิเสธอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์
ลาครอบครัวซ่งฝูเซิง พอกลับถึงบ้านตัวเอง เกิ่งเหลียงเปิดห่อผ้าดูก็เห็นว่ามีขนม
เมื่อก่อนเขาเคยกิน เป็นขนมที่เคยเห็นขายอยู่ในร้านขนมย่าหม่าบ่อยๆ
มีบะหมี่ที่ผ่านการทอดมาแล้ว ผักแห้งห่อใหญ่ เกลือที่ถูกห่ออยู่ในกระดาษ กินอย่างไร ทำอย่างไร ตอนนี้เขารู้แล้ว
นอกจากนี้ยังมีของกินเล่น ท่านซ่งบอกว่าเป็นข้าวอบกรอบ ที่บ้านทำเอง ถ้าระหว่างทางเขาหิวแต่ลงจากหลังม้าไม่ได้ก็เอาออกมากิน
สมองนึกถึงตอนที่ท่านซ่งยิ้มพลางพูดว่า “ยิ่งเคี้ยวยิ่งหอมอร่อย” เกิ่งเหลียงก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา
นอกจากนี้ยังมีสิ่งสำคัญที่สุด สำลีชุบแอลกอฮอล์ที่ถูกบรรจุอยู่ในไห
เกิ่งเหลียงเปิดออกมาดม
เพื่อไม่ให้แอลกอฮอล์ในนั้นระเหยหมด ไม่เพียงแต่ในนั้นจะทำเป็นชิ้นๆ พร้อมใช้ แค่ใช้ที่คีบนำออกมาก็ใช้ได้เลย ข้างในนั้นยังมีเหล้าอยู่เยอะพอสมควร
“ไม่รู้ว่าเหล้านี่กินได้หรือเปล่า” เกิ่งเหลียงพูดพึมพำด้วยความงุนงง
พูดถึงเหล้า มีคนใจกล้ากำลังดื่มอยู่
นั่นก็คือซ่งฝูเซิง
วันนี้กับข้าวแข็ง
เฉียนเพ่ยอิงตุ๋นซี่โครง ทำเต้าหู้แห้งผัดเผ็ด ขึ้นฉ่ายผัดถั่ว ถ้าไม่กินกับเหล้าก็เสียของหมด
และวันนี้เขาก็อยากดื่มสักหน่อยด้วย
อย่างไรเสียก็อยู่ในบ้านตัวเอง ปิดประตูเสีย ใครมาเคาะก็ทำเป็นไม่ได้ยิน ใครจะรู้ได้ว่าเขากินเหล้า
“มา อาสาม น้าสาม รินให้พวกเจ้า”
เฉียนเพ่ยอิงทำเสียงจึ๊ คิดหน่อยไหม หูแหว่งไปแล้วคนหนึ่ง อีกสองก็มีบาดแผลติดตัว
“อย่าจึ๊สิเมียจ๋า พอแม่จึ๊ที มือพ่อที่รินเหล้าก็สั่น”
พวกต้าหลังแอบหัวเราะกันทันที หัวเราะจนเฉียนเพ่ยอิงอาย แอบเตะซ่งฝูเซิงอยู่ใต้โต๊ะ คนบ้า กลัวให้มันจริงก็คงดี
ปรากฏว่าหมี่โซ่วกลับพูดขึ้น “ท่านป้า เตะข้าทำไม”
“อ๋า เหรอ”
มีเสียงหัวเราะดังขึ้นในบ้านทันที
ซ่งฝูเซิงยิ้มพลางพูด “เอาล่ะ ไม่แกล้งแล้ว สารภาพก็ได้ ข้ากลัวน้าสะใภ้สาม อาสะใภ้สามของพวกเจ้าจริงๆ”
เฉียนเพ่ยอิงหมดคำจะพูด ตาบ้านี่ ฟ้ายังไม่ทันมืดก็ดื่มจนเมาแล้ว
แต่ตอนที่ซ่งฝูเซิงยกจอกเหล้าขึ้นจริงๆ รอยยิ้มกลับลดลง
“ได้ยินที่รองผู้บัญชาการเกิ่งพูดไหม…
…ลู่พั่น เขาไม่มีพ่อที่เก่งปู่ที่เก่งเหรอ ชาติกำเนิดไม่ดีเหรอ สถานะของย่ายิ่งแล้วใหญ่…
…แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น…
…เขาก็ยังจับตัวอ๋องหลู่กลับมาได้ ทำให้ราษฎรชมเขาไม่ขาดปาก พึ่งพาตัวเองทั้งนั้น ทุ่มเทด้วยชีวิตกว่าจะมีผลงานออกศึก”
ซ่งฝูหลิงบ้วนกระดูกออกมา เคี้ยวเนื้อในปาก พอได้ฟังพ่อพูดจบก็คิดในใจ แล้วอย่างไรต่อ เฮ้อ พูดแล้วก็สรุปด้วยสิ รอฟังอยู่
“มา ดื่ม” ซ่งฝูเซิงไม่รู้ว่าลูกสาวแอบบ่นในใจ เขากระดกเหล้าแล้วกินกับข้าว จากนั้นก็พูดต่อ
“ดังนั้นนะ เป็นผู้ชายถ้าอยากทำให้คนยอมรับก็ต้องมีความสามารถที่แท้จริง ไหวไม่ไหวก็ต้องพึ่งตัวเอง เด็กหนุ่มอย่างพวกเจ้าวันหน้ายิ่งต้องตั้งใจทำงาน อย่าออกนอกลู่นอกทาง”
ซ่งฝูเซิงต้องการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก่อนที่เขาจะออกจากพระคลังหลวงในอนาคต อยากสั่งสอนเด็กพวกนี้ไว้ วันหน้าถ้าเขาไม่อยู่แล้วจะได้ไม่เละเทะ
“เข้าใจแล้วอาสาม รับรองว่าพวกเราไม่มีทางเหมือนมือปราบบางคนที่ชอบจับกลุ่มเล่นพนัน เที่ยวโส…” เกาเถี่ยโถวกลืนคำพูดได้ทันเวลา น้องพั่งยากับหมี่โซ่วอยู่ด้วย อย่าพูดถึงโสเภณี ไม่ดีๆ
“เข้าใจแล้วน้าสาม”
“อาสาม วันนี้เห็นอ๋องหลู่ถูกจับ ข้าดีใจมาก นี่ก็แสดงว่าตอนนั้นความช่วยเหลือของพวกเราก็ไม่สูญเปล่า ก็แค่นึกไม่ถึงว่าแม่ทัพลู่จะบาดเจ็บ เขามีองครักษ์ตั้งมากขนาดนั้น ไม่กล้าคิดเลย”
“นั่นสิ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ตอนนั้นข้าไม่อยากให้พวกเจ้าอยู่ต่อ คมดาบไร้ดวงตา”
ซ่งฝูเซิงคิดในใจ
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ทางเหนือน่าจะสงบเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องทางตอนใต้ก็คงในไม่ช้าก็เร็ว
จากนี้ไปอีกหลายสิบปี แผ่นดินทางใต้จะเกิดความวุ่นวายอย่างไม่หยุดหย่อน
ถึงแม้เด็กหนุ่มพวกนี้จะเก่งกว่าชาวบ้านทั่วไป แต่รอดมาหนึ่งครั้ง จะรอดได้ทุกครั้งเหรอ คนละเรื่องกับซื่อจ้วงที่ฝึกศิลปะป้องกันตัวมาตั้งแต่เด็ก
“ซื่อจ้วงเป็นยังไงบ้างท่านพ่อ ครั้งนี้ได้สร้างผลงานหรือเปล่า” ซ่งฝูเซิงกำลังนึกถึงซื่อจ้วง ซ่งฝูหลิงก็ถามขึ้นมาพอดี นางกับแม่รู้แค่ว่าซื่อจ้วงไม่เป็นอะไร
“ซื่อจ้วงเหรอ ไม่ได้สร้างผลงาน แต่เขาตาไว สังเกตเห็นว่าลู่พั่นหายไปได้ทันที รู้สึกตัวได้เร็วกว่าใคร แต่ซื่อจ้วงของเรามีจุดด้อย”
“อย่างไรเหรอ” เฉียนเพ่ยอิงสงสัย ซื่อจ้วงของเราเป็นคนเก่งจะตาย ด้อยตรงไหน
“ว่ายน้ำไม่แข็ง ได้ยินรองผู้บัญชาการเกิ่งบอกว่า ซื่อจ้วงลงไปช่วยลู่พั่นแต่ตัวเองก็เกือบจม ได้องครักษ์คนอื่นช่วยเขาอีกที”
อาหารมื้อนี้กินไปดื่มเหล้าไป กินกันไปถึงครึ่งชั่วยามกว่า เฉียนเพ่ยอิงทำซี่โครงตุ๋นถาดใหญ่ก็กินกันหมด
คนพวกนี้กินกันเก่งมาก ขนาดซ่งฝูหลิงก็ยังแทะไปไม่น้อย
ตกกลางคืนขึ้นเตียงนอนพักผ่อน
ซ่งฝูหลิงกับหมี่โซ่วนอนในห้องเล็กด้วยกัน
วันนี้ไปข้างนอกมาทั้งวัน เหนื่อยพอสมควร ขณะที่ซ่งฝูหลิงกำลังจะไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้แล้ว แต่หมี่โซ่วกลับไม่ง่วง
สองขาของหมี่โซ่ววางอยู่บนผ้าห่ม สองมือหนุนศีรษะ ถอนหายใจยาว
“เฮ้อ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรพี่แม่ทัพเล็กจะหายดี รับเคราะห์ครั้งใหญ่เลยจริงๆ…
…พี่สาว ท่านคุยเป็นเพื่อนข้าได้หรือเปล่า…
…พี่ว่าหมอที่นู่นจะรักษาได้ไหม ข้ากลัวจะทำเสียเรื่อง…
…ข้าว่าพวกเขาคิดผิดแล้ว ครั้งนี้ควรให้พี่แม่ทัพเล็กกลับมาหาหมอ ให้รองผู้บัญชาการเกิ่งพากลับมา ที่นี่คือเมืองเฟิ่งเทียน มีหมอเก่งๆ…
…เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงทั้งชีวิต จะละเลยไม่ได้”
ไอ๊หยา ดูน้องชายของนางกลุ้มใจเข้าสิ
หมี่โซ่วมักพูดคำพูดแบบนี้บ่อยๆ ตั้งแต่ยังไม่อายุครบหกขวบ บางครั้งซ่งฝูหลิงฟังแล้วก็รู้สึกว่าเดี๋ยวก็เหมือนพ่อของนาง เดี๋ยวก็เหมือนย่าของนาง บางทียังเหมือนหัวหน้าตระกูลเริ่น เหมือนปู่ทวด
ซ่งฝูหลิงพลิกตัว หันหลังให้น้องชาย “เลิกกลุ้มใจได้แล้ว เขาเป็นใคร ถ้าอย่างเขายังไม่มีหมอดีๆ รักษา ตอนพวกเราป่วยคงต้องรอความตายอย่างเดียวแล้ว”
“พี่สาว ท่านอย่าเพิ่งนอนสิ กินไปตั้งเยอะขนาดนั้น พี่สาว?”
หมี่โซ่วกุลีกุจอลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิแล้วถามขึ้น “พี่สาว เช่นนั้นพี่ลองเดาว่าเมื่อไหร่จะหายดี เมื่อไหร่ข้าจะได้เจอพี่แม่ทัพเล็ก”
เพื่อความปลอดภัย น้องชายจะได้ไม่หาว่าคำพูดของนางไม่น่าเชื่อถือ เทพพยากรณ์ฝูหลิงจึงไม่กล้าพูดว่ายามดอกไม้ผลิอากาศอบอุ่นก็จะได้เจอกันอีกครั้ง “รอจนดอกไม้ร่วงโรยก็แล้วกัน”
อีกห้องหนึ่ง เฉียนเพ่ยอิงก็รู้สึกว่าซ่งฝูเซิงทำตัวติดหนึบ “ทำอะไรเล่า ข้าเหนื่อยนะ กี่โมงกี่ยามแล้วยังจะมาเล่นจ้ำจี้”
“ไม่จ้ำจี้ พวกเรานอนผ้าห่มผืนเดียวกันนะ” เขากลัว
ส่วนคืนนี้ จนกระทั่งดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วภายในจวนผู้สำเร็จราชการกลับยังคงสว่างอยู่ ท่านย่าของลู่พั่น สาวใช้ข้างกายของมารดาลู่พั่น ต่างกำลังเก็บข้าวของอยู่