ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 568 องค์หญิงเสด็จ
“เห็นหรือยัง”
วันนี้ก็เป็นวันหยุดของซ่งฝูเซิง
วันหยุดสองวันที่ใต้เท้าเว่ยให้ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยว่างไม่ได้ ต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ พาลูกเมียไปเดินเที่ยว
ตอนนี้ก็เลยหามุมดีๆ อยู่ห่างจากมือปราบ ไม่มีทางมาไล่พวกเขาได้ พาครอบครัวมาส่องวังหลวง
ซ่งฝูหลิงถูกพี่ชายทั้งสามบังไว้ กำลังใช้กล้องส่องทางไกลที่พรางไว้อย่างดีส่องดูข้างหน้า
กล้องส่องทางไกลถูกเช็ดทำความสะอาดไว้ก่อนแล้ว เช็ดด้วยน้ำสบู่หนึ่งรอบ ต่อมาซ่งฝูหลิงยังได้ใช้แอลกอฮอล์เช็ดฆ่าเชื้อโรคอีกรอบ
“เห็นแล้ว ท่านพ่อ กรมคลัง กรมโยธาธิการอยู่ตรงนั้นเหรอ กลุ่มอาคารตรงนั้นใช่หรือเปล่า”
“ตรงนั้นเป็นกรมทหาร”
พวกต้าหลังก็อยากดูบ้าง “น้องพั่งยา ให้พี่ดูบ้างสิ”
พวกเขาก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน
ซ่งฝูหลิงยื่นกล้องส่องทางไกลให้ นางยืนอยู่หน้าพี่ต้าหลัง “บังให้ดี เมื่อครู่ข้าเห็นจากในนั้นว่ามีทหารลาดตระเวนสองแถวเดินมาถึงสะพานแล้ว”
สะพานนี้ก็คือสะพานที่แบ่งแยกระหว่างชาวบ้านกับขุนนาง ถึงแม้พวกซ่งฝูเซิงจะอยู่ไกลจากสะพานพอประมาณ แต่ก็สะดุดตามาก ยังต้องระวัง ละแวกนั้นก็ไม่มีชาวบ้านสักคน มีแค่พวกเขาที่ทำตัวน่าสงสัย
หมี่โซ่วเองก็ร้อนใจ “ข้าก็อยากดูบ้าง”
พวกพี่ชายไม่เมตตา “เจ้าตัวเตี้ย มองไม่เห็นหรอก”
“อุ้มข้าสิ”
ช่างเถอะ ไม่ขอร้องพวกพี่แล้ว
เมื่อถึงเวลาสำคัญ หมี่โซ่วก็ได้ค้นพบแล้วว่า ฝากความหวังไว้ที่พี่ชายพี่สาวไม่ได้ ยื่นแขนน้อยๆ ออกไปพลางเงยหน้ามองซ่งฝูเซิง “ท่านลุง อุ้มข้าหน่อย”
ในที่สุดกล้องส่องทางไกลก็มาอยู่ในมือหมี่โซ่ว
ซ่งฝูเซิงถามเขา “ดูเป็นไหม เห็นหรือเปล่า”
หมี่โซ่วถือกล้องส่องทางไกล ขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นมาก “เห็นแล้ว ท่านลุง ข้าถามหน่อยได้ไหม”
“หา ว่ามาสิ”
“วันหน้าถ้าสอบได้จอหงวน จะได้ไปทำงานที่ไหนในนั้นเหรอ ชี้ให้ข้าดูหน่อย”
“สำนักฮั่นหลิน”
“ที่นั่นดีไหม”
ซ่งฝูเซิงคิด ดีกับผีสิ เส้นสายทั้งนั้น “ดีสิ ไม่ได้จิ้นซื่อห้ามเข้าฮั่นหลิน ไม่อยู่ฮั่นหลินก็อย่าหวังจะได้เข้าสภาขุนนาง ลุงเคยเห็นแล้ว ในนั้นดีมากเลยนะ”
พวกต้าหลังพากันหันมามองซ่งฝูเซิง อย่างนั้นเหรอ ดีแค่ไหนถ้าเทียบกับพระคลังหลวง อาสามเล่าให้ฟังหน่อย พวกเราไม่ได้เห็นก็ยังพอจินตนาการได้ ได้เปิดหูเปิดตา
กลับเป็นหมี่โซ่วที่ขมวดคิ้ว ถามอย่างจริงจัง “พูดว่าดีอย่างเดียวไม่พอ ในห้องมีเตาให้ความอบอุ่นเยอะหรือเปล่า ช่วงกลางฤดูหนาวทรมานไหม”
ซ่งฝูเซิงกลั้นขำ มองเด็กที่อยู่ในอ้อมกอด
เด็กคนนี้เคยต้องทนหนาวตอนฤดูใบไม้ร่วงที่ห้องเรียนบ้านหัวหน้าตระกูลเริ่น “ต้องเยอะอยู่แล้ว อบอุ่น แถมยังมีกลิ่นหอมออกมาจากเตาด้วย”
“อ๋า แบบนั้นก็ดีสิ เช่นนั้นก็ไปอยู่ที่นั่นแล้วกัน”
ซ่งฝูเซิงเอาหน้าซุกคอแกล้งหมี่โซ่ว มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ โม้เก่งกว่าลุงอีก
เฉียนเพ่ยอิงทุบซ่งฝูเซิงเบาๆ ห้ามหัวเราะเยาะ เด็กมีความมุ่งมั่นเป็นเรื่องดี
ทันใดนั้นเฉียนหมี่โซ่วก็หันหน้าไปหาเฉียนเพ่ยอิง มองตาท่านป้าแล้วพูดอย่างจริงจัง “ท่านป้า ข้าจะเอายศพระราชทานมาให้ท่านป้า ท่านป้าจะได้ใส่ชุดของทางการ” หาเงินมาให้ไม่น่าสนใจ เอายศไปเลยดีกว่า
เฉียนเพ่ยอิง “…”
พอเถอะ นางก็เริ่มจะกลั้นขำไม่อยู่แล้ว
ไม่ต้องสนว่าจะจริงหรือหลอก แต่เด็กคนนี้ก็กล้าคิดเหลือเกิน
ขอบใจนะหมี่โซ่ว ตอนนั้นพี่สาวที่ดูบ๊องๆ ของเจ้าก็ยังกล้าเลือกมหาวิทยาลัยชิงหัวกับปักกิ่ง
“แล้วพี่ล่ะ น้องชาย”
“ก็ให้สามีของพี่หามาให้สิ”
หืม? ซ่งฝูหลิงทำตาโต เมื่อคืนอุตส่าห์อยู่คุยเป็นเพื่อนด้วย
เพราะหัวข้อสนทนานี้ ทั้งครอบครัวจึงเดินเที่ยวกันอย่างสบายใจ คิดๆ แล้วก็ช่างสวยงาม จากนั้นก็ไปจับจ่ายซื้อของให้คนในเก้าสกุล
ทางหมู่บ้านต้องการอะไร เฉียนเพ่ยอิงจดไว้ในสมุดเล่มเล็ก
ซ่งฝูหลิงกับหมี่โซ่วเดินไปหยอกกันไป
ซ่งฝูหลิงยิ้มกว้างพลางพูด “ข้าไม่สน ตอนนี้ข้ามีท่านพ่อให้พึ่งพา เจ๋งกว่าพ่อใครทั้งนั้น วันหน้าข้ามีน้องชายให้พึ่ง ใครกล้ารังแกข้า ได้เจอน้องชายคนเก่งของข้าแน่”
“พี่สาว ขนาดเสี่ยวหงยังถูกพี่แกล้ง จนทุกวันนี้ก่อนกินผลผิงยังต้องมองหน้าพี่ก่อนเลย ใครจะกล้าแกล้งพี่ได้”
…
ภายในร้านที่เคยซื้อน้ำมันทาหน้าให้ท่านย่าหม่า
ซ่งฝูหลิงเคยซื้อน้ำมันทาหน้าราคาแพงให้ท่านย่าหม่าครั้งหนึ่ง ต่อมาอยากซื้อให้อีกสองขวด แต่ย่าของนางห้ามไว้ด้วยความโมโห
ท่านย่าหม่าพูดว่า “ไม่ได้ออกไปขายขนมแล้ว ตอนนั้นตากแดดหน้าดำดูไม่ได้ ก็เลยต้องทาไว้บ้าง แต่ตอนนี้ขลุกอยู่แต่ในหมู่บ้าน ทาน้ำมันธรรมดาก็ได้แล้ว”
ส่วนครั้งนี้ ซ่งฝูหลิงมาที่นี่เพื่อช่วยซื้อให้พวกพี่สาว
พวกพี่สาวใช้ชีวิตอยู่ในห้องอบขนม ไม่เคยต้องถูกแดดเผา แต่ในฤดูร้อนกลับต้องอยู่ในห้องทำขนมที่เหมือนหม้อนึ่งใบโต พอหมดช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงก็เข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง ชีวิตไม่ง่าย
ซ่งฝูหลิงก็เลยเชียร์ให้พวกนางใช้เงินเพื่อตัวเองบ้าง ไม่ต้องเอาเงินทั้งหมดให้ทางบ้าน
ถ้ามีคนไหนที่ไม่กล้าพูดความจริงกับครอบครัว นางบอกว่าจะช่วยทำบัญชีปลอมให้ได้
จากนั้นพวกพี่สาวก็เชื่อฟังตามคาด ใช่ ต้องอย่างนี้สิ พวกผู้หญิงเลยกัดฟันแอบติดต่อซ่งฝูหลิงฝากซื้อน้ำมันทาหน้า
ด้านหน้าร้านเหลือแค่ต้าหลังกับหูจือไม่ได้เข้าไป นั่งรอข้างนอก
ต้าหลังพูด “ซื้อของพวกนั้นไปทามันมีประโยชน์จริงเหรอ”
หูจือตอบ “มีประโยชน์ไหมไม่รู้ แต่เพื่อความสวยงาม”
เกาเถี่ยโถวเข้าไปในร้านแล้ว
เวลานี้เถี่ยโถวมองซ่งฝูหลิงด้วยความใสซื่อ “น้องพั่งยา ปกติเจ้าทาอันไหน ชี้ให้พี่ดูหน่อย”
ซ่งฝูหลิงคิด จากนั้นก็ชี้อันที่ราคาถูก
รอจนเฉียนเพ่ยอิงซื้อผงขัดฟันเสร็จเดินออกจากร้าน
ซ่งฝูหลิงหันไปมองเกาเถี่ยโถวที่อยู่ห่างพอสมควร จากนั้นก็กระซิบพูดกับเฉียนเพ่ยอิง “ท่านแม่ ลูกคิดว่าพี่เถี่ยโถวอยากซื้อของขวัญให้ลูก”
เฉียนเพ่ยอิงตกใจ
“จริงๆ นะ เมื่อครู่เขาถามลูกว่าปกติใช้อันไหน ลูกเลยจงใจชี้อันที่ราคาถูก เขาจะคิดแบบนี้หรือเปล่าว่า รอปลายปีเงินเดือนออกจะซื้อของมาให้ลูกเพื่อเป็นการขอบคุณที่ท่านพ่อหางานให้ ถ้าให้ท่านแม่กับท่านพ่อ อย่างไรก็คงไม่รับ ก็เลยจะให้ลูกน่าจะสะดวกกว่า”
เกาเถี่ยโถวที่อยู่ด้านหลัง สมองกำลังเต็มไปด้วยความคิดที่ว่า ไว้เดี๋ยวจะซื้ออันที่น้องพั่งยาชี้ให้เถาฮวา
แถมยังเหลือบมองต้าหลังกับหูจือ คิดในใจ สองคนนี้เป็นพี่ของเถาฮวาทั้งคู่ พาสองคนนี้ไปซื้อด้วยกันไม่ได้ ต้องออกมาคนเดียว แถมยังต้องหาเหตุผลลาหยุดกับอาสามด้วย
เกาเถี่ยโถวรีบหันกลับไปมองถนน จำร้านนั้นไว้
…
“เจ้าคุมเกวียนไหวหรือเปล่า ครั้งนี้เป็นเกวียนวัวนะ”
เฉียนเพ่ยอิงมองค้อนใส่ซ่งฝูเซิง ตัดคำว่า หรือเปล่า ทิ้งเสีย จะเสี่ยวหงหรือวัว นางก็คุมไหว
“ไม่ได้ลืมอะไรไว้ใช่ไหม” ซ่งฝูเซิงกังวลขึ้นมาอีกรอบ มาส่งที่ประตูเมืองก็ยังบ่นอยู่ “กลับไปถึงก็บอกลุงซ่งด้วยว่า พวกเราน่าจะกลับถึงบ้านตอนบ่ายวันที่สามสิบ ปีนี้ไม่หยุดพัก”
“รู้แล้ว พูดสองรอบแล้ว ไอ๊หยาไม่ต้องเปิดผ้าห่มดูเด็กๆ แล้ว เดี๋ยวได้หนาวกันพอดี”
ในขณะที่ซ่งฝูเซิงกำลังพูดนั่นพูดนี่ไม่เลิก ทันใดนั้นก็มีมือปราบกลุ่มหนึ่งออกมาไล่เกวียนกับรถม้าที่อยู่ตรงประตูเมือง
แค่หลบยังไม่พอ ต้องไปไกลๆ ด้วย
ไม่ได้ลงไม้ลงมือไล่พวกซ่งฝูเซิง แค่พูดธรรมดา เป็นเพราะพวกเถี่ยโถวใส่ชุดราชการ
ซ่งฝูหลิงเกิดความอยากรู้ ถึงกับลงจากเกวียนมาดู
หมี่โซ่วก็กระโดดลงจากเกวียนมาถาม “เกิดอะไรขึ้น จับอ๋องกบฏได้อีกคนแล้วเหรอ”
ไม่ใช่ ตรงกันข้ามต่างหาก
เมื่อวานพวกชาวบ้านไปมุงดูเหตุการณ์ วันนี้พวกตระกูลใหญ่ก็พากันออกเดินทาง แต่ละบ้านมีตัวแทนออกมาส่ง
ไม่นานซ่งฝูหลิงกับเฉียนเพ่ยอิงที่ไม่มีความทรงจำของยุคโบราณและมักจะลืมว่าตัวเองเป็นคนยุคโบราณก็เห็นขบวนรถม้าขององค์หญิงเจิ้นกั๋ว
รถม้าของโอรสสวรรค์ใช้ม้าหกตัวลาก
คันนี้ใช้ห้าตัว
ย่าของลู่พั่นเดินทางพร้อมลูกสะใภ้เพื่อไปเยี่ยมหลานชาย
รถม้าคันแล้วคันเล่าวิ่งผ่านหน้าเฉียนเพ่ยอิงที่แต่งตัวธรรมดาสวมหมวกฝ้าย
เฉียนเพ่ยอิงกับลูกสาวมองหน้ากัน คนที่นี่แบ่งชนชั้นเยอะจริงๆ