ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 569 ได้พี่สาวมากันหมด จอมตะกละ
ประตูเมืองที่ใหญ่และหนักถูกเปิดกว้าง
มือปราบที่เฝ้าประตูคุกเข่าลงหนึ่งข้าง น้อมส่งขบวนเสด็จขององค์หญิงเจิ้นกั๋ว
มองไม่เห็นรถม้าคันข้างหน้าแล้ว รถม้าด้านหลังยังเพิ่งออกจากประตูเมือง
ขบวนเดินทางใหญ่โตที่บรรทุกหมอหลวงพระราชทาน หมอประจำจวนผู้สำเร็จราชการ หมอที่เก่งที่สุดในเมืองเฟิ่งเทียน รวมถึงบ่าวรับใช้ชาย สาวใช้ หญิงรับใช้สูงวัย และองครักษ์ขององค์หญิง
ส่วนตรงข้างประตูเมือง ชาวบ้านที่จูงสัตว์แรงงานมาจำเป็นต้องต่อแถว
ต้องต่อแถวเรียงลำดับกันทีละบ้าน ไม่อย่างนั้นจะผ่านไปไม่ได้
เฉียนเพ่ยอิงจูงวัวไปต่อแถวข้างประตูเมืองพลางหันดูขบวนเสด็จขององค์หญิง ได้เปิดหูเปิดตา พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน
ซ่งฝูหลิงจูงน้องชาย ไม่ได้ขึ้นไปนั่งบนเกวียน เดินตามกลุ่มคนพลางมองดูเหตุการณ์
“คราวนี้สบายใจหรือยังล่ะ พี่บอกไว้ว่าไง เขามีคนรักษาเยอะแยะ ไม่รักษาไม่ได้หรอก”
หมี่โซ่วพยักหน้า “อื้อ”
หมี่โซ่วก็ไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้ จ้องอย่างไม่วางตา
เขาเคยเจอท่านย่าที่นั่งอยู่ในรถม้า ในบ้านมีพู่กันทอง “จริงสิพี่ พวกของขวัญที่ข้าได้มา ทำไมข้าไม่เห็นอีกเลยล่ะ”
ซ่งฝูหลิง “หา?”
“อยู่เฉยๆ จะไปดูมันทำไม พี่ช่วยเก็บไว้ให้ ไว้เจ้าโตแล้วค่อยเอาให้”
หมี่โซ่วพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ก็ได้”
“มา ขึ้นเกวียนเถอะ” ซ่งฝูหลิงไม่เคยอุ้มน้องชาย ตบก้นให้หมี่โซ่วปีนขึ้นไปเอง ส่วนนางนั่งตรงตำแหน่งข้างคนขับ
เฉียนเพ่ยอิงยิ้มพลางยกแส้ “ห่มผ้านั่งให้ดีนะ”
ระหว่างทางกลับบ้าน เฉียนเพ่ยอิงกับลูกสาวก็คุยกัน
ได้เห็นขบวนรถม้าแบบนั้นไม่คุยหน่อยได้เหรอ
อยู่ว่างๆ ก็คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้กับลูกสาว นี่แหละข้อดีของการมีลูกสาว
“ลูกดูพ่อนะ เรียกชื่อลู่พั่นเต็มปากเต็มคำ แม่ก็เลยติดเรียกไปด้วย…
…เขามากินข้าวบ้านเรา แม่ก็ไม่ได้คิดว่าเขาทำตัวพิเศษตรงไหน…
…นั่งอยู่บนเตียงบ้านเรา ไม่เคยเห็นเรื่องมาก กินก็ไม่ได้น้อยกว่าคนอื่น เคี้ยวเนื้อเคี้ยวผักตุ้ยๆ คราวก่อนยังลงมาเติมข้าวเองด้วย เล่นเอาแม่ตกใจหมด รีบเข้าไปคดข้าวแล้วยกออกมาให้…
…แล้วดูหมี่โซ่วบ้านเรา…
…ช่วงที่เพิ่งลี้ภัยมา ยังไม่ลืมว่าตัวเองเป็นคุณชาย คิดดูนะหมี่โซ่วเพิ่งเป็นคุณชายได้ไม่กี่ปี ต้องคอยให้คนป้อนข้าว เวลาแต่งตัวก็ชินกับการแค่ยื่นแขนก็มีคนปรนนิบัติ…
…แล้วมาดูลู่พั่น จริงๆ เลย มองไม่ออกเลยนะว่าเป็นคุณชายตระกูลใหญ่”
อย่างเช่น เคยแบกหนังหมาป่าที่เลอะเลือด ออกมาข้างนอกมีแค่ซุ่นจื่อติดตาม ขี่ม้ารีบไปรีบมา นั่งอยู่บนเตียงกินข้าวไม่พูดอะไร นอกจากพูดน้อย อย่างอื่นก็ไม่เห็นมีวางมาด
ซ่งฝูหลิงยิ้มพลางเหลือบมองแม่
“ท่านแม่ เขาจะมาวางมาดใส่เราทำไม ฐานะต่างกันตั้งเยอะ วางมาดใส่พวกเราไม่สนุกหรอก…
…เหมือนอย่างเรื่องอิจฉา เรามักจะอิจฉาคนที่ได้ดีกว่าเรานิดหน่อย แต่เราจะอิจฉาคนที่เขาสูงส่งกว่าเรามากๆ เหรอ…
…ก่อนหน้านี้เขานั่งกินข้าวในบ้านเรา แบบนั้นเรียกว่าสัมผัสชีวิตชนบท”
เฉียนเพ่ยอิงไม่เห็นด้วย “อย่าไปพูดแบบนั้น เป็นเพราะลู่พั่นนิสัยดีด้วย วันนี้ลูกก็เห็นขบวนรถม้าของย่าเขาแล้ว ดูสิ ต้องยอมรับเลยว่าปกติถ่อมตัวมากขนาดไหน นี่ถ้าไม่เตือนความจำแม่ขึ้นมา แม่ก็ลืมไปแล้วว่าเขาเป็นใคร คิดว่าเขาเป็นแค่ลูกของคนที่ฐานะดีกว่าบ้านเรานิดหน่อย”
เฉียนเพ่ยอิงพูดต่อ “ใช่ว่าลูกจะทำได้แบบนั้น ถ้าเป็นพ่อของลูกตอนนี้น่ะเหรอ”
“ฮ่าๆๆ” ซ่งฝูหลิงแย่งพูดทันที “เช่นนั้นลูกจะเอาให้หรูหราหมาเห่าเลยล่ะ รถม้าแบบเมื่อครู่เหรอ ข้างนอกลูกจะตกแต่งให้สวยงาม ติดกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊ง เอาให้คนที่อยู่ไกลๆ ยังรู้เลยว่าลูกสาวของซ่งฝูเซิงมาแล้วจ้า”
หมี่โซ่วที่นั่งห่มผ้าอยู่ด้านหลัง ฟังแล้วก็หมดคำจะพูด
เขาเพิ่งหกขวบ พี่สาวก็ทำให้เขาหมดคำจะพูดได้แล้ว
เฉียนเพ่ยอิงบังคับเกวียนพลางหัวเราะ “เลิกจินตนาการเถอะ พ่อเจ้าดังไม่ได้ถึงขั้นนั้นหรอก เอาแค่รถม้าวิ่งสองตัวแม่ก็พอใจแล้ว เสี่ยวหงตัวเดียวเหนื่อยเกินไป ไม่สู้คาดหวังให้พ่อพาลูกไปกินของอร่อยเยอะๆ ซื้อบ้านให้หลายๆ หลัง”
มองลูกสาวที่ผอมแห้งตัวเล็ก เจริญเติบโตช้ามาก
ถ้ามีเนื้อมีหนังหน่อย นางกับเหล่าซ่งก็ดีใจแล้ว
ทั้งๆ ที่กินข้าวมื้อละสองชาม ก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ตรงไหนหมด ตัวกลับผอมแห้ง
พูดถึงเรื่องข้าว ซ่งฝูหลิงก็เป็นฝ่ายวกกลับไปที่ลู่พั่นอีกครั้ง
“ท่านแม่ มื้อหนึ่งลู่พั่นกินกับข้าวตั้งสิบกว่าอย่าง ลูกถึงได้บอกว่าเขาไปบ้านเราเพื่อสัมผัสชีวิตชนบท
ลูกเคยกินข้าวที่บ้านเขา อาหารละลานตามาก…
…ลูกสงสัยว่าอาหารเช้าของเขาก็น่าจะสิบเกือบยี่สิบอย่าง เช่น เสี่ยวหลงเปา เกี๊ยวกุ้ง ปาท่องโก๋ ไหนจะสารพัดโจ๊กกับน้ำแกง…
…เอาแค่ครั้งนั้นที่ลูกไป มีกับข้าวที่ทำจากปลิงทะเล ดูแล้วจืดชืดไปหน่อย แต่ก็ทำได้อร่อย”
“ทำอย่างไรเหรอ”
“ก็น่าจะแค่ตุ๋นในน้ำแกง ลูกก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เฉียนเพ่ยอิงพูด “บ้านเราก็มีปลิงทะเล ถ้ารู้ว่าทำอย่างไร แม่จะได้ทำให้พวกลูกกิน”
“ท่านแม่ เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าทอดปาท่องโก๋ให้ลูกสองตัว ไม่ได้กินนานแล้ว”
เวลานี้ซ่งฝูเซิงไม่อยู่ ถ้าอยู่เขาจะต้องพูดแน่ว่า “ฟังดูเอานะ สองแม่ลูกคุยๆ อยู่ก็เปลี่ยนเรื่องเสียอย่างนั้น”
“พั่งยากลับมาแล้วเหรอ”
“ไอ๊หยา พั่งยากลับมาแล้ว”
“อื้อปู่สาม อื้อ พวกยายๆ” ซ่งฝูหลิงนั่งโบกมือทักทายอยู่บนเกวียน
พวกเราไม่มีรถม้าหรูหรา แต่พวกเรากลับหมู่บ้านเหรินจยาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
เกวียนวิ่งเข้าไปในลานบ้าน
ท่านลุงซ่งที่คาบกระบอกยาสูบ รีบกุลีกุจอลุกขึ้นมาจัดการ “ฝูกุ้ย จงอวี้ มาช่วยเอาของลงเร็ว!”
จะปล่อยให้ผู้บาดเจ็บสองคนอยู่ว่างไม่ได้ งานหนักทำไม่ไหว เช่นนั้นก็ต้องทำงานเบาๆ ไป
เวลาเขาเห็นใครอยู่ว่างจะรู้สึกกระสับกระส่าย
ตอนนี้รั้วบ้านของพวกเราเสร็จแล้ว ประตูเหล็กบานใหญ่สองบานเปิดกว้าง
ไม่ได้เป็นแค่รั้วที่ขุดเอาไม้ปักล้อมไว้อีกต่อไป เหลือแค่บ้านที่ยังเก่าอยู่
“พี่ๆ อ่ะ”
ซ่งฝูหลิงเริ่มแจกจ่ายน้ำมันทาหน้า
ลูกสาวบ้านกัวคนโต และยังมีพวกต้ายา พอได้รับของไปก็เอามือเช็ดผ้ากันเปื้อนก่อน จากนั้นถึงรับกระปุกใบน้อยมาด้วยความระมัดระวัง พลิกดูไปมาพร้อมรอยยิ้ม
“ดูสิ บนกระปุกมีรูปวาดด้วยนะ”
เป็นครั้งแรกที่พวกสาวๆ ใช้เงินจำนวนมากขนาดนี้ซื้อของให้ตัวเอง
อันที่จริงมีผู้ใหญ่ในบางครอบครัวก็รู้ว่าลูกสาวจ่ายเงินแพงๆ เพื่อซื้อน้ำมันทาหน้า คนเป็นพ่อแม่ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ แบบนี้ก็ไม่ต้องด่าแล้ว
ก็ต้องพูดเลยว่าได้รับอิทธิพลมาจากซ่งฝูเซิง ซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว ทุกคนไม่มองลูกสาวด้วยอคติแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว
อย่างไรเสีย ถ้าลำเอียงรักลูกชายมากกว่า ซ่งฝูเซิงก็คงไม่ถูกชะตาด้วย ยังจะให้พวกเขาทำงานด้วยอีกเหรอ
แม้แต่พวกแม่ๆ ก็พลอยได้ประโยชน์ อย่าว่าแต่พวกผู้ชายในบ้านจะไม่ลงไม้ลงมือกับพวกนางแล้วเลย ตอนนี้ก็ไม่ค่อยด่ารุนแรงแล้วด้วย เรื่องนี้จูซื่อเล่าได้เต็มปากเต็มคำที่สุด เวลาซ่งฝูสี่อยากตบนางก็ทำได้แค่แอบตี
หลังจากที่ซ่งฝูหลิงกลับมาก็ได้ยินอยู่เรื่องก่อนเฉียนเพ่ยอิง
ขณะที่ปู่ทวดมาคุยกับแม่ของนาง นางก็รู้อยู่ก่อนแล้ว
“เถ้าแก่ฉีเอาทองมาให้พวกเจ้าเหรอ”
“อืม ก้อนทอง ปู่ทวดบอกไม่เอาเงินของเขา เขาก็คิดหาวิธีแล้วเอาทองมาให้พวกเราแทน กำชับว่าให้เอาไป” ซ่งจินเป่าพยักหน้า
“แล้วรับมาหรือเปล่า”
ซ่วนเหมียวจื่อตะโกน “พี่พั่งยาสอนว่าห้ามรับของส่งเดช พวกเราจำได้ แล้วจะรับไว้ได้อย่างไรเล่า”
ยายานั่งอยู่ที่ขอบเตียงก็พูดขึ้น “พี่พั่งยา ของแบบนั้นสู้ของกินไม่ได้ ทำไมเขาไม่รู้จักให้ลูกกวาดนะ”
ลูกชายของหลี่ซิ่ว ตัวเล็กแค่นั้น นั่งหัวเราะอยู่บนเตียง พอพูดน้ำลายก็ไหลย้อย “นั่นสิ” อยากได้ลูกกวาด ใกล้ปีใหม่แล้ว ขาดขนมกิน